พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 3 บทที่ 74 อวี้ซือหรงแอบสอดแนมจวนโม่

            “คุณหนูสี่ พวกเราไปชนคุณหนูสามแบบนั้น หากนายท่านทราบเรื่อง คุณหนูจะไม่ถูกลงโทษเอาหรือเจ้าคะ” สาวใช้ประจำตัวของโม่เสวี่ยฉงเอ่ยถามอย่างระวังปาก เกิดเกรงกลัวสถานะบุตรภรรยาเอกของโม่เสวี่ยถงขึ้นมา ทั้งยังเป็นธิดาคนโปรดของนายท่านอีกด้วย

            “กลัวอะไร นางกล้าพูดหรือ ดูสิ หัวชนขนาดนั้นยังไม่กล้าพูดสักคำ ตัวไร้ประโยชน์ชัดๆ” โม่เสวี่ยฉงยิ้มเยาะ “อย่างนี้ยังคิดเกาะกิ่งสูงจวนเจิ้นกั๋วโหว คิดจะเป็นนายหญิงของบ้าน เชอะ! นางมีความสามารถหรือ”

            “แต่คุณหนู...” สาวใช้ยังคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่โม่เสวี่ยฉงโบกมือห้ามอย่างรำคาญ นางยิ้มอย่างลำพองใจ “ไม่ต้องมาต่งมาแต่อันใด ข้าไม่ชอบนาง บุตรภรรยาเอกแล้วมีอะไรวิเศษนักหนา โม่เสวี่ยหมิ่นยอมนางได้ แต่ข้ายอมไม่ได้!”

            เรือนชิงเวย

            ครั้งนี้โม่เสวี่ยถงบาดเจ็บไม่เบา หน้าผากบวมแดงเป็นลูกใหญ่ โชคดีที่โม่เยี่ยยื่นมือไปคว้าตัวไว้เร็วพอ มิเช่นนั้นคงล้มหน้ากระแทกพื้นจนเสียโฉมเป็นแน่ ยิ่งยามนี้เป็นฤดูหนาว แผลก็ยิ่งหายช้า

            ยาที่โม่เสวี่ยหมิ่นให้คนนำมามอบให้ โม่เสวี่ยถงไม่กล้าใช้และโยนทิ้งไว้ด้านข้าง ชาติที่แล้วนางต้องพิษโดยไม่รู้ตัว กว่าจะตรวจพบก็ถูกพิษมานานหลายปีแล้ว เริ่มแรกก็ทำให้ตั้งครรภ์ยาก ต่อมาก็มีผลร้ายต่อบุตรในครรภ์อีก

            สวี่มามาช่วยทำความสะอาดบาดแผลให้ด้วยความรู้สึกปวดใจ แล้วจัดทรงผมลงมาปิดหน้าผากไว้จึงพอพรางตาไปได้

            รอจนกระทั่งคนอื่นๆ ถอยออกไปหมดแล้ว โม่เสวี่ยถงก็หยิบขวดยาทาขึ้นมาถือเล่นในมือ แล้วส่งให้โม่เยี่ยที่อยู่ด้านข้าง “ให้โม่เฟิงส่งออกไปข้างนอกตรวจสอบว่าในนี้มีส่วนผสมของอะไรบ้าง”

            หากบอกว่าโม่เสวี่ยหมิ่นอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรทำ จึงส่งของกำนัลมาให้เปล่าๆ นางย่อมไม่เชื่อ คราก่อนทั้งสองเกือบจะถอดหน้ากากเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเองออกมาอยู่แล้ว ยามนี้ยังเสแสร้งทำเป็นห่วงใย ช่างน่าสงสัยยิ่ง นางจำได้ว่าขาของตนสะดุดอะไรบางอย่าง ทว่าตอนนั้นยังเดินไปไม่ถึงธรณีประตู ผู้ที่เดินอยู่ข้างหน้าก็มีเพียงโม่เสวี่ยหมิ่นผู้เดียว

            “เจ้าค่ะ” โม่เยี่ยเป็นคนไม่พูดมากมาแต่ไหนแต่ไร ตอบรับคำเดียวแล้วหมุนตัวจากไป โม่เฟิงเป็นองครักษ์เงา ปรกติจะไม่ปรากฏตัวออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ มีโม่เยี่ยก็ง่ายขึ้นมา ทั้งสองคนมีวิธีติดต่อกันโดยเฉพาะ

            …

            เรือนฝูฉิงของโม่เสวี่ยหมิ่นมีแขกมาหา

            คุณหนูใหญ่อวี้ซือหรงแห่งจวนอวี้

            ยามนี้นางกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะ หยิบตุ้มหูหยกขาวคู่หนึ่งขึ้นมาส่องกับแสงตะวันจากนอกหน้าต่าง แล้วชมเปราะไม่หยุดปาก “น้องสาว หยกชิ้นนี้เนื้อดีจริงๆ หยกขาวไร้ที่ติก็ต้องได้อย่างนี้แหละ คู่นี้คงจะแพงไม่น้อยกระมัง มอบให้ข้าเช่นนี้ไม่นึกเสียดายหรือ?”

            “พี่น้องกันทั้งนั้น จะกล่าวถึงเรื่องเสียดายไม่เสียดายไปไย ข้าไม่รู้หรอกว่าหมดเปลืองไปเท่าไร นี่เป็นของขวัญที่เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อมอบให้ข้าเป็นการขอบคุณ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องจะทำสำเร็จหรือไม่” ในห้องไม่มีคนนอก โม่เสวี่ยหมิ่นจึงไม่ต้องปั้นหน้าเสแสร้ง ยิ้มกล่าวได้เต็มที่

             พออวี้ซือหรงนึกถึงภาพเหมือนของโม่เสวี่ยถงที่นางเห็นว่าอยู่ในห้องหนังสือของลูกผู้พี่ที่นางหมายตา กลิ่นน้ำส้มก็ตลบอบอวล ไม่มีอารมณ์ชื่นชมตุ้มหูอีก กลอกตาแล้วเอ่ยวาจาขึ้น “นังหญิงชั้นต่ำของบ้านเจ้าผู้นั้นได้รับความโปรดปรานจากซื่อจื่อขนาดนี้ ยังแสร้งเล่นตัวทำเป็นสูงส่งอยู่ได้ มีให้แต่งก็ดีจะแย่อยู่แล้ว”

            “น้องหญิง นังเด็กแสบนั่นทำกับพวกเจ้าถึงเพียงนี้ ยังปล่อยให้นางลอยนวลอยู่อีกหรือ แค่จับโปะยาสลบส่งไปถึงเตียงของซื่อจื่อก็จบแล้ว จะแต่งเป็นภรรยาหรืออนุก็สุดแล้วแต่ความต้องการของซื่อจื่อ”

            “พี่หญิงคิดว่านางยังเป็นโม่เสวี่ยถงคนเก่าอยู่หรือ เจ้าเล่ห์ปานนั้น คนของข้าไหนเลยจะเข้าถึงตัวนางได้” เมื่อคิดถึงแต่ละเรื่องที่ไม่เคยเล่นงานโม่เสวี่ยถงได้สำเร็จดังใจปรารถนา สีหน้าของโม่เสวี่ยหมิ่นก็ดำทะมึน

            “น้องหญิง คราที่แล้วเจ้าเขียนจดหมายมา มิใช่บอกว่ารู้สึกดีกับเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อหรอกหรือ เจ้ายกให้โม่เสวี่ยถงเช่นนี้ไม่นึกเสียใจหรอกหรือ?” อวี้ซือหรงถามด้วยความสงสัย โม่เสวี่ยหมิ่นเขียนจดหมายมาหาสองสามครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่ามีไมตรีที่อบอุ่นกับซือหม่าหลิงอวิ๋น แต่พอตนเองเข้ามาเมืองหลวงไฉนเรื่องจึงพลิกผันมาเป็นเยี่ยงนี้ได้

            “เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อก็ไม่เลวหรอก เพียงแต่ตระกูลของเขาตกต่ำลงแล้ว ข้าอยากแต่งเข้าสกุลสูงศักดิ์มากกว่า” โม่เสวี่ยหมิ่นยิ้มเรียบๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนอย่างยิ่ง ในหัวมีภาพใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษอีกคนปรากฏขึ้น หมิงกั๋วกงซื่อจื่อโหยวเยวี่ยเฉิงต่างหากจึงจะเป็นเป้าหมายใหม่ของนาง ตอนแรกนางชอบซือหม่าหลิงอวิ๋น ยิ่งเขามาเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ ก็เลยเกิดรักใคร่ชอบพอกันทั้งสองฝ่าย

            แต่เมื่อโหยวเยวี่ยเฉิงปรากฏตัวขึ้น นางก็เห็นความแตกต่างหว่างคนทั้งสอง ใจนางจึงเทไปที่โหยวเยวี่ยเฉิง นอกจากนี้แม้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะเข้ามาพัวพัน แต่ไม่อาจแต่งนางเป็นภรรยาได้ นางแอบมองท่าทีของฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวหลายคราแล้ว ก็รู้ว่านางวางแผนจะให้บุตรชายแต่งงานกับบุตรสาวภรรยาเอกตระกูลสูง สถานะของตนเองเช่นนี้มิได้เข้าตานางแม้แต่น้อย

            เมื่อเป้าหมายของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายทรงอยู่กลางๆ ไม่หวือหวาไม่จืดจางเกินไป

            แต่การปรากฏตัวขึ้นของโม่เสวี่ยถง ทำให้เป้าหมายของทั้งสองคนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

            ทั้งสองจึงตกลงร่วมมือกันเป็นการส่วนตัว โม่เสวี่ยหมิ่นกับฟางอี๋เหนียงจะช่วยให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นได้ครอบครองโม่เสวี่ยถง รอใช้โม่เสวี่ยถงจนหมดประโยชน์แล้วค่อยสังหารนางทิ้ง แล้วแต่งโม่เสวี่ยหมิ่นเข้ามาเป็นภรรยาเอกแทน ทุกสิ่งทุกอย่างของโม่เสวี่ยถงก็จะกลายเป็นของโม่เสวี่ยหมิ่น ได้เป็นภรรยาเอกต่อได้โดยชอบธรรม นอกจากนี้ พอถึงตอนนั้นฟางอี๋เหนียงก็ถูกยกขึ้นเป็นภรรยาเอกแล้ว โม่เสวี่ยหมิ่นก็ย่อมกลายเป็นบุตรสาวของภรรยาเอก ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวจะยังเรียกร้องเงื่อนไขใดอีกเล่า

            ซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดจะใช้โม่เสวี่ยถงเป็นสะพานไปถึงจวนฝู่กั๋วกง เพื่อพลิกฟื้นอำนาจตระกูลของตนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โม่เสวี่ยหมิ่นก็คิดว่าหากตนเองไม่อาจเป็นภรรยาของโหยวเยวี่ยเฉิงได้สำเร็จ ก็ยังมีโอกาสได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวหลังจากฟื้นคืนอำนาจมาแล้วได้ นับว่าสุขสมหวังทั้งสองฝ่าย ทั้งสองคนจึงร่วมมือกัน ไม่ว่าเป็นแบบไหนก็ไม่มีใครแย่งตำแหน่งฮูหยินไปจากนางได้

            หลังจากกำจัดโม่เสวี่ยถงสำเร็จ ตำแหน่งนายหญิงของฟางอี๋เหนียงก็มั่นคงแล้ว ลั่วเสียทิ้งสินเดิมไว้มากมาย ได้ยินมาว่าเยอะจนน่าตกใจ ทั้งหมดล้วนรักษาอยู่ในห้องเก็บสมบัติ พอถึงเวลานั้นของทั้งหมดก็จะตกเป็นของตนกับฟางอี๋เหนียง เมื่อเห็นอนาคตที่สดใสรออยู่เช่นนี้ จะไม่ให้โม่เสวี่ยหมิ่นรู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร

            ทั้งสองจึงจับมือกันเริ่มวางแผนจัดการกับโม่เสวี่ยถง

            ทว่า... คนลิขิตหรือจะสู้ชะตาฟ้า ใครจะคิดว่านอกจากจะผลักโม่เสวี่ยถงเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวไม่ได้ ฟางอี๋เหนียงยังสูญเสียความโปรดปรานจากโม่ฮว่าเหวินไปอีก ถูกกักบริเวณเอาไว้ ซ้ำร้ายมาเกิดเหตุการณ์ในวังหลวง เมื่อโม่เสวี่ยหมิ่นคิดถึงเรื่องนี้ก็ยังเจ็บใจไม่หาย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ที่มาปรากฏตัวไม่ใช่ฉู่อ๋อง แต่กลับเป็นองค์หญิง...

            อวี้ซือหรงฟังโม่เสวี่ยหมิ่นเล่าจบก็ปรบมือชมเปาะ ยิ้มกล่าวอย่างร้ายกาจ “น้องหญิงวางแผนได้ดียิ่ง ด้วยสติปัญญาของเจ้า ย่อมได้ไปอยู่ในสถานที่ที่ดีกว่านี้แน่ นังเด็กชั้นต่ำนั่นร้ายกาจอย่างไร ก็ไม่เท่าสติปัญญาของเจ้าหรอก วางใจเถอะ ครั้งนี้เจ้าต้องได้สมดังใจแน่ ถึงเวลาจะแต่งเป็นภรรยาหรืออนุ นางก็เลือกไม่ได้แล้ว”

            เมื่อนึกถึงภาพเหมือนของโม่เสวี่ยถงที่อยู่ในห้องของลูกผู้พี่ หัวใจของนางก็เหมือนถูกแผดเผาด้วยไฟริษยา

            นังเด็กนั่นมีอะไรดีนักหนา แม้ว่าจะหน้าตาไม่เลว แต่มีอะไรที่เทียบนางได้บ้าง ไม่รู้ว่าลูกผู้พี่หูตามืดบอดไปหลงเสน่ห์นังนั่นได้อย่างไร หากก้อนหินในวันนั้นใหญ่กว่านี้อีกสักหน่อย กระแทกนางให้ตายตั้งแต่ตอนนั้นก็จบแล้ว แต่ตอนนี้ก็ไม่เลว ขอแค่นางเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวได้ จะเป็นหรือตายก็อยู่ในกำมือของญาติผู้น้องแล้ว

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ก็นึกกระหยิ่มใจจนหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

            “แล้วทำไมอี๋เหนียงจึงยังไม่ถูกปล่อยออกมาอีกเล่า หรือน้องหญิงจะมองดูนางถูกกักขังอยู่เช่นนี้?” อวี้ซือหรงหยุดหัวเราะแล้วถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

            นี่เป็นเรื่องที่ท่านย่าของนางกำชับมาว่าต้องถามให้รู้เรื่อง นางก็เพิ่งนึกขึ้นได้

            “อี๋เหนียงไม่เป็นไรหรอก บอกท่านยายว่าสบายใจได้ อีกไม่กี่วันนางก็ออกมาได้แล้ว” โม่เสวี่ยหมิ่นยิ้มอย่างลำพองใจ ขอเพียงเรื่องนั้นถูกประกาศออกไป แม้ท่านพ่อไม่อยากปล่อยฟางอี๋เหนียงออกมาก็ทำไม่ได้ รอให้โม่เสวี่ยถงตกอยู่ในมือของซือหม่าหลิงอวิ๋นเมื่อไร ชื่อเสียงถูกทำลายย่อยยับ แล้วค่อยยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวอีกครั้ง โม่เสวี่ยถงยังเอาตัวเองไม่รอด จะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรมาต่อกรกับฟางอี๋เหนียง ถึงเวลานั้นท่านพ่อที่ผิดหวังในตัวนาง ย่อมกลับมาให้ความสำคัญกับตนเองและพี่ชายใหญ่อีกครั้ง ทีนี้เรื่องแต่งตั้งฟางอี๋เหนียงขึ้นเป็นภรรยาเอกก็จะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางได้อีก

            โม่เสวี่ยถงไม่รู้แผนการมากมายของพวกนาง หลังจากได้นอนพักผ่อนหลังรับประทานอาหารกลางวัน ก็รู้สึกว่าศีรษะของตนเองบวมน้อยลงมากแล้ว และมีผมตรงหน้าผากช่วยบดบังอยู่ หากไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น จึงคิดออกไปชมสวน โม่เยี่ยประคองนางค่อยๆ เดินออกไป เกล็ดหิมะเล็กๆ ยังโปรยปรายลงมาตั้งแต่เมื่อวาน

            พื้นดินยามนี้ชื้นแฉะ อากาศช่วงต้นเหมันต์เริ่มหนาวเย็นแล้ว ร่างบางเล็กจ้อยอยู่ภายใต้เสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่ หลังจากมารดาสิ้นไป นางก็ป่วยหนักลุกจากเตียงไม่ไหว ต่อมาก็ถูกทิ้งไว้ที่จวนฉิน ขาดการบำรุงรักษา ร่างกายจึงทรงๆ ทรุดๆ หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว ได้ฟื้นฟูบำรุงอย่างเหมาะสม แต่กลับยังคงผอมบางเกินไป

            “เอ๊ะ... นี่คุณหนูสามมิใช่หรือ?” น้ำเสียงเสแสร้งเจือไปด้วยการเสียดสีดังมาจากข้างภูเขาจำลอง

            โม่เสวี่ยถงยืนนิ่งมองไปตามที่มาของเสียง เห็นโม่เสวี่ยฉงกับหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวผู้หนึ่งเดินคู่กันมา

            มือที่จับโม่เยี่ยบีบแรงขึ้นโดยพลัน ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาฉายแววเย็นเยือกปานน้ำแข็ง

            ชาติก่อนใบหน้าของนางถูกทำลายด้วยน้ำมือของอวี้ซือหรง นางเป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของสกุลอวี้ ถูกประคบประหงมเลี้ยงดูดั่งไข่มุกในอุ้งมือ เชี่ยวชาญในด้านพิณหมาก เป็นสตรีมากความสามารถที่มีชื่อเสียงของเมืองอวิ๋นเฉิง เนื่องจากสกุลอวี้กับสกุลฉินเกี่ยวดองกัน ในหนึ่งปีจะมีสักหกเจ็ดเดือนที่นางไปพักอาศัยอยู่บ้านสกุลฉิน จึงรู้จักมักคุ้นกับโม่เสวี่ยถงเป็นอย่างดี

            ตอนอยู่บ้านสกุลฉินโม่เสวี่ยถงไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน อวี้ซือหรงผู้นี้เมื่อไม่มีธุระก็มักจะมานั่งคุยด้วย นับตั้งแต่ที่รู้จักคบหากับนาง โม่เสวี่ยถงก็มักโชคร้ายเกิดเรื่องนี้เรื่องนั้นไม่หยุดหย่อน ไม่เดินอยู่ดีๆ ก็หกล้ม ก็ไปชนถูกอะไรเข้า แล้วยังถูกปล่อยข่าวว่าเป็นสตรีหยิ่งจองหอง ทั้งที่เห็นอยู่ว่าแท้ที่จริงไม่มีเรื่องอันใดเลย เป็นนางเสียอีกที่ถูกชนจนเกือบเสียแขน...

            “คุณหนูสามจำข้าไม่ได้แล้วหรือไร หรือคิดไม่ถึงว่าจะเจอข้าที่นี่?” เมื่อคิดถึงว่าอีกไม่นานโม่เสวียถงจะต้องตกอยู่ในสภาพจะเป็นหรือตายก็ลำบาก อวี้ซือหรงก็ไม่คิดจะเล่นหัวกับนางอีกต่อไป เริ่มเปิดศึกด้วยการพูดจากระทบกระเทียบเสียดสีอย่างที่สุด ยิ่งเห็นนางดูผุดผ่องงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่ไม่เจอกันเพียงไม่กี่เดือน ก็ยิ่งเกิดความอิจฉาริษยา

            “คุณหนูอวี้มีธุระอันใดหรือ” โม่เสวี่ยถงข่มความเย็นชาไว้ภายใต้ก้นบึ้งของหัวใจ เงยหน้าขึ้นถามเรียบๆ แม้ไม่เย็นชาแต่ก็มิใช่อบอุ่น

            คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าจะกล้ากล่าวกับตนเองเช่นนี้ โทสะพลันฉายวาบผ่านแววตา ก่อนหน้านี้นางจงใจเข้าไปตีสนิทกับโม่เสวี่ยถง ก็เพื่อกลั่นแกล้งเอาเปรียบนาง

            “พี่หญิงสามไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ได้ยินว่าตอนที่อยู่จวนฉินพี่หญิงอวี้ก็ดูแลท่านอย่างดีมิใช่หรือ” โม่เสวี่ยฉงดวงตาวูบวาบอย่างรู้สึกสนุกที่จะได้เห็นเรื่องขำขัน เอ่ยเสียดสีนางมาประโยคหนึ่งอย่างรอคอยชมละครสนุก แม้ว่าอวี้ซือหรงจะมาเยี่ยมนาง แต่นางรู้ดีกว่าอีกฝ่ายไปหาโม่เสวี่ยหมิ่นมาแล้ว

            “คุณหนูสี่อย่ากล่าวเช่นนี้เลย ข้ามิกล้าอาจเอื้อมกับคุณหนูสาม ครานี้เดิมคิดแค่มาเยี่ยมเยียนพวกเจ้าสามพี่น้อง แต่ดูท่าทางคุณหนูสามจะไม่ชอบข้า งั้นก็ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าก็จะไปอยู่แล้ว” อวี้ซือหรงหัวเราะเสียงเย็น ท่าทางจองหอง วาจาข่มผู้อื่น

            “ว้าย... พี่หญิงอวี้อย่าเพิ่งไปสิเจ้าคะ กว่าจะมาได้ครั้งหนึ่งก็มิใช่ง่ายๆ พี่สาม รีบมากล่าวขออภัยต่อคุณหนูอวี้เสียสิ” โม่เสวี่ยฉงเห็นอวี้ซือหรงทำท่าจะไปก็รีบรั้งนางไว้ แสร้งทำเป็นร้อนใจ ทว่าจริงๆ แล้วกลับรู้สึกยินดี การได้เห็นโม่เสวี่ยถงโชคร้ายคือความเบิกบานใจที่สุดของนาง นางจงใจพาอวี้ซือหรงมาพบกับตัวซวยโม่เสวี่ยถง นางรู้ว่าอวี้ซือหรงไม่ถูกชะตากับพี่สาวของตนเอง

            อวี้ซือหรงมีใจต่อฉินอวี้เซวียน ผู้คนในเมืองอวิ๋นเฉิงจำนวนไม่น้อยต่างรู้เรื่องนี้ แต่โม่เสวี่ยถงกลับไม่รู้อะไรเลย มิหนำซ้ำยังสนิทสนมกับฉินอวี้เซวียนอย่างยิ่ง แล้วจะไม่ให้อวี้ซือหรงอิจฉาริษยาได้อย่างไร

            “คุณหนูอวี้ ข้ายังมีธุระ ไม่สะดวกอยู่คุยด้วย ต้องเสียมารยาทแล้ว” โม่เสวี่ยถงกล่าวเสียงเย็น ไม่แยแสคำพูดของโม่เสวี่ยฉงแม้แต่น้อย แสดงท่าทางไม่เห็นอวี้ซือหรงอยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง

            “โม่เสวี่ยถง เจ้าทำเกินไปแล้ว...” อวี้ซือหรงโกรธจนตัวสั่น จากที่แกล้งหมุนตัวจะจากไปกลับหันมายืนนิ่ง นางเป็นบุตรสาวคนโตลูกภรรยาเอกของสกุลอวี้ ทั้งยังเป็นสตรีมีความสามารถของเมืองอวิ๋นเฉิง ยังไม่เคยมีใครหักหน้านางขนาดนี้ จึงทะนงตนเสมอมา แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ถูกชะตากับโม่เสวี่ยถงที่ดูเหยาะแหยะอ่อนแอไร้ประโยชน์ แต่ก็แสร้งเข้าไปผูกมิตรด้วย เป้าหมายเพียงเพื่อทำลายให้นางอัปลักษณ์ชื่อเสียงป่นปี้ เมื่อไรกันที่นังเด็กขี้ขลาดตาขาวมองไม่เห็นหัวนางเช่นนี้

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน