มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 ยังมีคนผู้นั้น

            ฉินเหล่ยซินมองไปรอบๆครู่หนึ่งด้วยความลำบากใจ จากนั้นถามฉวีซูอย่างขลาดกลัว “ไป๋เจ๋อจวินเช่นนั้นพวกเรา...”

           ฉวีซูยังไม่ทันพูดจบ เจียงเฉิงเยว่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไป๋เจ๋อจวินศิษย์ผู้คุ้มกันค่ายกลเหล่านี้...ควรเป็นคนสนิทของท่านใช่หรือไม่?”

           ฉวีซูเงยหน้ามองเขา ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉิงชางจวินต้องการพูดอะไร?”

           เจียงเฉิงเยว่กล่าว“เหตุใดยามที่อัครเสนาบดีหลิวขว้างบางสิ่งอย่างรวดเร็วเมื่อครู่...ค่ายกลทางด้านนี้กลับสูญเสียการควบคุม...ไม่คิดว่าบังเอิญเกินไปหรือ?”

           ฉวีซูรู้ว่าเขาไม่สามารถออกไปได้ในตอนนี้จึงมองไปที่อัครเสนาบดีหลิวซึ่งเสียชีวิตคาที่ พูดกับฉินเหล่ยซินด้วยเสียงต่ำ“เจ้าให้คนพาหมินอวี่ลงไปรักษาบาดแผลก่อน ข้าจะตามไปในไม่ช้า”

            “ขอรับ!”ฉินเหล่ยซินพยักหน้าตอบรับ ก่อนพาคนสองสามคนไปอุ้มศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บจากไปก่อน เรื่องการบาดเจ็บเป็นเรื่องเร่งด่วนเจียงเฉิงเยว่จึงไม่มีทางขวาง ทำได้เพียงหลบไปด้านข้างเพื่อหลีกทางให้

           ฉวีซูยืนขึ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ฉิงชางจวินเมื่อครู่เขตอาคมได้รับการปกป้องโดยศิษย์หลิงเยว่เฟิงของข้าและผู้ที่บาดเจ็บจากการที่เขตอาคมพังทลายก็เป็นศิษย์หลิงเยว่เฟิงของข้าฉวีซูไม่เคยขอคำอธิบายจากฉิงชางจวิน แต่ทำไมฉิงชางจวินกลับถามอย่างตำหนิข้าก่อนกัน?”

           ด้านหลังของฉวีซูยังมีศิษย์หลิงเยว่เฟิงสองสามคนที่เหลืออยู่ต่างขุ่นเคืองกับความไม่เป็นธรรมนี้“ภูตผีเหล่านี้เป็นฉิงชางจวินนำมา...แล้วยามนี้แสร้งทำเป็นสร้างเขตอาคมเพื่ออะไร?แม้เจ้าจะสร้างเขตอาคมนี้อย่างเสแสร้งคิดว่าสามารถลบล้างเรื่องที่ท่านเป็นผู้ร้ายได้หรือ?”

           มีอีกเสียงพูดตอบรับ “ถูกต้อง ฉิงชางจวินต้องการจะสังหารปิดปากสุดท้ายแล้วยังโยนความผิดให้ผู้อื่นอย่างไม่ยอมรับผิด...กลับผิดเป็นถูกเช่นนี้ไม่รังแกผู้คนเกินไปหรือ?!”

           ครั้งนี้แม้แต่ศิษย์สำนักเต๋าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของไป๋เจ๋อจวินและยืนอยู่ข้างกายเจียงเฉิงเยว่ก็ทนไม่ได้อีกต่อไปต่างขุ่นเคืองกับความไม่เป็นธรรม “ถูกต้อง!ฉิงชางจวิน...สุดท้ายแล้วใครที่สร้างปัญหาโดยไม่มีเหตุผลกันแน่?” หลังมองไปก็เป็นหนีอวิ๋นเสวี่ยจากสำนักจงหลีซานนำถ้อยคำนี้โต้กลับมาด้วยความรวดเร็วดูท่ายังแค้นฝังลึกกับการที่เจียงเฉิงเยว่เหน็บแนมศิษย์พี่ของเขาเมื่อครู่

           เดิมทีเจียงเฉิงเยว่คิดอย่างมั่นใจว่าตนเองจะสามารถลบล้างความน่าสงสัยได้ด้วยการกระทำในค่ำคืนนี้ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวุ่นวายเช่นนี้จริงเชียว และความน่าสงสัยกลับเพิ่มขึ้นอีกจึงอดไม่ได้ที่จะกัดฟันพูดทีละคำอย่างเย็นชา“หากเป็นข้าที่ทำก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ หากข้าไม่ได้ทำย่อมไม่จำเป็นต้องรับโทษแทนผู้อื่นไม่ใช่หรือ?เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่รามือไม่ว่าผู้ร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นใคร ต่อให้ต้องไปสุดหล้าฟ้าเขียวข้าจะต้องหามันให้เจออย่างแน่นอน!”

           นี่คือสัจธรรมที่เขาพูด ทว่าชาวสำนักเต๋าในที่แห่งนี้จะเชื่อเขาได้อย่างไร?หลังจากนั้นมีคนพูดฉีกหน้าอย่างรนหาที่ตาย“ฉิงชางจวินช่างแสดงละครเก่งเสียจริง! แสดงท่าทางเช่นนี้ให้ใครดูกันเล่า?...อื้อ...”เขายังไม่ทันพูดจบกลับบีบลำคอตนเองแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนกับคนปากมากผู้นั้น

            ‘การกระทำ’ของเจียงเฉิงเยว่ทำให้ผู้อื่นโกรธขึ้นมาโดยพลันมีอีกคนหนึ่งตะโกนด้วยความโกรธเคือง “เจ้าวิญญาณชั่วร้าย!ทนที่คนอื่นพูดไม่ได้หรืออย่างไร อื้อ...”

           เจียงเฉิงเยว่มองทั้งสองคนที่ล้มลงกับพื้นดิ้นรนด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างประหลาดใจเล็กน้อยแม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าทั้งสองคนน่ารำคาญ แต่กลับคิดว่านี่มันมากเกินไปหน่อยต่อให้เขาจะกล้ามากขึ้นเท่าไรในยามนี้คงไม่อาจคัดค้านหลี่อวิ๋นหังเช่นนั้นนอกจากนี้ หากคิดดูแล้วหลี่อวิ๋นหังก็กำลังช่วยเขาอยู่ ไม่มีวิธีอื่นแล้วฉิงชางจวินทำได้เพียงเผยสีหน้าเย็นชาต่อไปพร้อมประกาศต่อผู้คน“ข้าเคยพูดว่า...จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกท่าน...ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ”

           ถ้อยคำนี้แทบทำให้คนเหล่านั้นพิโรธ

           หนีรั่วหลีหรี่ตาพูดด้วยเสียงทุ้ม“ฉิงชางจวิน...คิดจริงหรือว่าสำนักเต๋าในใต้หล้าอย่างเราไม่มีพรรคพวก?”

           เจียงเฉิงเยว่ถูกกระตุ้นให้โกรธ จึงมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา“หากข้าต้องการจะไป...อาศัยเพียงมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกท่านจะขวางข้าได้หรือ?”

           เมื่อถ้อยคำกล่าวจบ ชาวสำนักเต๋าดูเหมือนจะค้นพบเป้าหมายในเวลาเดียวกันอาวุธเซียนและดาบวิญญาณในมือมุ่งเป้ามาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง

           เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ที่ดุเดือดกำลังจะเริ่มขึ้นกลับเป็นไป๋เจ๋อจวินฉวีซูที่ขัดจังหวะ เอ่ยโน้มน้าวด้วยเสียงทุ้ม “ทุกท่านเรื่องในวันนี้...มีจุดที่น่าสงสัยมากมายนัก”

           ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเพ่งสายตามองถึงอย่างไรไป๋เจ๋อจวินก็นับว่าเป็นผู้นำของสำนักเต๋าในใต้หล้า เมื่อเขาเปิดปากทุกคนจึงดูเหมือนจะหาทางลงได้ ดังนั้นจึงเริ่มสงบสติอารมณ์ รอการตัดสินใจจากเขา

           ฉวีซูยิ้มให้เจียงเฉิงเยว่อย่างเย้ยหยัน“ฉิงชางจวินไม่จำเป็นต้องอธิบายกับพวกเราที่เป็น ‘มนุษย์’ให้มากความ...สวรรค์ได้เข้ามาแทรกแซงแล้วคิดว่าฉิงชางจวินคงออกไปจากที่นี่อย่างไม่ง่ายดายกระมัง? ทางที่ดีในเมื่อฉิงชางจวินรับปากแล้วก็สืบหาให้ถึงที่สุดเสียดีกว่าหากฉิงชางจวินมีข้อสงสัย รอให้เด็กคนนั้นตื่นขึ้นมาฉวีซูจะถามอย่างชัดเจนด้วยตนเองว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นและมอบคำอธิบายแก่ฉิงชางจวินหวังว่าฉิงชางจวินจะสามารถมอบคำอธิบายให้แก่ทั้งสามโลกและใต้หล้าได้เช่นกัน!”

           ถ้อยคำนี้ไม่ได้แข็งกร้าวหรือถ่อมตัว ล้วนเป็นไปตามทำนองคลองธรรมค่อนข้างจะเป็นการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เกียรติของราชาผีอัปลักษณ์มากเกินไปแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาพึงพอใจเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงยอมถอย

           ดังนั้นใบหน้าของทุกคนในที่นี้จึงผ่อนคลายลง

           ไป๋เจ๋อจวินเอ่ยอีกครั้ง “ศิษย์ภายใต้ฉวีซูได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรีบทำการรักษา...”เขาถอนหายใจแล้วมองไปยังศพของอัครเสนาบดีที่ตายตาไม่หลับด้วยใบหน้าซีดขาวและบิดเบี้ยว“สำหรับอัครเสนาบดีข้าจะส่งคนไปด้วยตนเองหลังจากที่การเจรจาไปได้ด้วยดี...ถ้าเช่นนั้น ฉวีซูขอลาไปก่อน”

           ขณะที่พูดก็สั่งการศิษย์ในสำนัก เตรียมที่จะล่าถอย

           เมื่อทุกคนเห็นว่าพวกไป๋เจ๋อจวินจากไปกันหมดจึงเริ่มเสียสติ

           สำหรับกลุ่มภูตผีที่อยู่ด้านนอกเขตอาคม ราวกับว่าไม่จำเป็นต้องกำจัดเพียงร่ายเคล็ดวิชาคุ้มกายย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชาวสำนักเต๋าที่จะผ่านพวกมันไป

           แม้แต่สำนักจงหลีซานก็ไม่ต้องการจะพัวพันมากเกินไปนัก อย่างไรก็ตามไป๋เจ๋อจวินฉวีซูกับหนีรั่วหลียังไม่ทันจากไป เจียงเฉิงเยว่กลับตะโกนเสียงดัง“ช้าก่อน!”

           ทุกคนตกใจแล้วหันกลับมามองเขาอีกครั้ง

           เจียงเฉิงเยว่เอ่ยขึ้นมา “ข้าบอกให้แยกย้ายกันได้แล้วหรือ?”

           ทุกคนมองหน้ากันโดยพลัน มีคนหนึ่งพูด “ฉิงชางจวินยังคิดว่าอย่างไร...”ยังไม่ทันพูดจบกลับปิดปากของตนเอง พลางนึกถึงจุดจบของหลายคนที่พูดสอดจนกระทั่งไม่รู้สึกแปลกอะไรจึงค่อยวางใจ

           เจียงเฉิงเยว่ชี้ไปที่หนีรั่วหลีกับไป๋เจ๋อจวินฉวีซู“ทั้งสองท่าน...ลืมหรือเปล่าว่าติดค้างอะไรข้าอยู่?!”

           ทั้งสองคนตะลึงงัน

            เจียงเฉิงเยว่กล่าวต่อ“หยกคู่เพลิงสุวรรณของศิษย์ตัวน้อยข้าเล่า?”

           หนีรั่วหลีกับไป๋เจ๋อจวินอดไม่ได้ที่จะสบตากันแวบหนึ่งทั้งคู่ต่างเห็นความประหลาดใจและความขุ่นเคืองในดวงตาของอีกฝ่าย

            หลังจากตกตะลึงไป๋เจ๋อจวินเปิดปากพูดก่อน แต่น้ำเสียงกลับกลั้นความโกรธไว้ไม่ได้อีกต่อไป“ฉิงชางจวิน...ท่านต้องการทำอะไรกันแน่?”

           เจียงเฉิงเยว่หรี่ตา “ทำไม? ถึงอย่างไรไป๋เจ๋อจวินก็เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของนักพรตเต๋าในใต้หล้า...วันนั้นพวกท่านแย่งชิงอาวุธวิเศษไปจากศิษย์ตัวน้อยภายใต้สายตาของทุกคนเวลานี้การหวนคืนสู่เจ้าของไม่ใช่สัจธรรมของฟ้าดินหรอกหรือ? หรือว่ายามนี้ยังต้องการปฏิเสธไร้ยางอายเสียจริงนะ”

           หลังถ้อยคำนี้ถูกกล่าวออกมาศิษย์ในชุดคลุมแม่น้ำรั่วที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่คนซึ่งอยู่ด้านหลังไป๋เจ๋อจวินต่างโมโหพร้อมตะโกน“รังแกผู้คนเกินไปแล้ว!” พวกเขาเกือบจะพุ่งไปข้างหน้าทว่าถูกฉวีซูขวางเอาไว้อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง จัดระเบียบความคิด จากนั้นเงยหน้าบอกกับเจียงเฉิงเยว่“ฉิงชางจวิน ประการแรก...เดิมทีหยกคู่เพลิงสุวรรณเป็นของตระกูลจิ้งจอกเพลิงต่อมาได้นำเข้าสู่ราชสำนักในราชวงศ์นี้แห่งประเทศจงซาน...ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉิงชางจวินแม้แต่น้อยเหตุใดฉิงชางจวินถึงยืนยันว่าหยกคู่เพลิงสุวรรณเป็นอาวุธวิเศษของท่าน?”

           เจียงเฉิงเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้าแต่มีเกี่ยวข้องกับพวกท่านหรือ? ใครเป็นคนเอามันไปก็เป็นของคนนั้นหรือ?”

           ฉวีซูถูกดักทางจนใบหน้าซีดเซียว เขาพูดอีกครั้ง“อันที่จริงแล้ว...ข้ากับนักพรตหนีชิงมันไปจากศิษย์ของท่านในวันนั้นแม้ว่าหยกคู่เพลิงสุวรรณจะอยู่ในระดับอาวุธเทพแล้วแต่หากฉิงชางจวินพูดในทางที่ไม่ดี...สุดท้ายแล้วย่อมเป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันแม้ว่ามันจะหายาก แต่ก็ไม่ได้หาได้ยากในโลกนี้...ฉวีซูช่างโง่เขลาไม่มีความสามารถแต่เมื่อวาดค่ายกลป้องกันด้วยตนเองแล้วก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหยกคู่เพลิงสุวรรณจึงไม่ถึงขั้นที่จะโลภในอาวุธวิเศษของฉิงชางจวิน!”

           ไป๋เจ๋อจวินมีความเคารพและสุภาพเสมอ ไม่เคยพูดจาอย่างโกรธแค้นรุนแรงกับผู้ใดมาก่อนทว่าครั้งนี้ดูเหมือนจะถูกราชาผีผู้นี้ทำให้ร้อนรน ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะกังวล

           “ประการที่สอง...” ไป๋เจ๋อจวินเอ่ยอย่างโกรธเคือง “ฉิงชางจวินเหตุใดจึงต้องเป็นโจรที่เรียกจับโจรเองด้วย? ไม่ใช่ว่าฉิงชางจวินเอาหยกคู่เพลิงสุวรรณกลับไปนานแล้วหรอกหรือ?!เหตุใดยามนี้จึงมาเค้นต่อหน้าผู้คนที่นี่อย่างไม่ยอมรามือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง ไม่ได้เปิดปากพูดเป็นเวลานานหลังจากนั้นมีเสียงเร่งของหลี่อวิ๋นหังดังขึ้นที่ข้างหู “ถามเขาสิว่าเจ้า ‘เอามันไป’ เมื่อใด?” เจียงเฉิงเยว่นิ่งค้างไปครู่หนึ่งจึงตอบสนองเขากำชับถาม “ข้าเอาหยกคู่เพลิงสุวรรณออกไปเมื่อใด? เอาออกไปอย่างไร?หวังว่าไป๋เจ๋อจวินจะชี้แจงรายละเอียดได้”

            ฉวีซูตกตะลึงเขาส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังหนีรั่วหลีเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อยจึงพูด “ฉิงชางจวิน...ไม่ทราบจริงหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ยกยิ้มอย่างเย็นชา “เมื่อเร็วๆ นี้ข้าถูกตั้งข้อหามากเกินไปหรือว่าตอนนี้แม้แต่รายละเอียดการก่ออาชญากรรมของตนเองเป็นอย่างไรก็ทราบไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

           หลังจากฉวีซูได้ยินถ้อยคำประชดประชันก็ไม่ได้สนใจ การเสียท่าทีเมื่อครู่นี้จางหายกลับสู่ความสงบตามปกติ จากนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ อธิบาย“วันต่อมาที่พวกเรานำหยกคู่เพลิงสุวรรณไป...ช่วงเวลานั้นนักพรตหนีและสหายนักพรตสำนักเต๋าตกลงให้ฉวีซูเก็บสิ่งนี้ฉวีซูไม่กล้าประมาทจึงพกติดตัวไปด้วย และในคืนนั้นมีโจรถือโอกาสยามที่ฉวีซูอาบน้ำลอบเข้ามาในห้องนอนพร้อมนำหยกคู่เพลิงสุวรรณออกจากถุงเฉียนคุนที่ฉวีซูวางไว้นอกแขนเสื้อ...”

           เจียงเฉิงเยว่กล่าวเหลือเชื่อ “ไป๋เจ๋อจวินท่านมีฐานะเป็นผู้นำของสำนักเต๋า...นึกไม่ถึงเลยว่าจะปล่อยให้ผู้ใดเข้าประชิดตัวแล้วขโมยอาวุธวิเศษไปได้เช่นนี้?!”

           ใบหน้าขาวใสของฉวีซูแดงก่ำด้วยความลำบากใจ“ภายในห้องฉวีซูได้ตั้งค่ายกลไว้แล้ว...เป็นไปไม่ได้ที่ชาวสำนักเต๋าธรรมดาจะเข้าใกล้ได้...เว้นแต่ว่า...พลังวิญญาณจะสูงและลึกล้ำกว่าฉวีซู...”

           เจียงเฉิงเยว่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วรีบถาม“เช่นนั้นไป๋เจ๋อจวินยืนยันได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือข้า?!”

            ฉวีซูตอบ“ภายหลังโจรผู้นั้นเข้ามาฉวีซูสังเกตเห็นแล้ว...กลับทำ...ทำอะไรไม่ถูก...”เขาเอ่ยไม่จบ และทุกคนก็ไม่ได้แย่งพูดทว่าสีหน้ากลับดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย...ฉับพลันเจียงเฉิงเยว่กลับตอบสนองขึ้นมาจึงจงใจหยอกล้อโดยแสร้งทำท่าทางราวกับรู้ชัด “โอ้ ใช่แล้วไป๋เจ๋อจวินไม่ได้ใส่เสื้อผ้าในยามนั้น โจรผู้นี้ช่างรู้วิธีเลือกเวลาเสียจริง”หลังจากนั้น ในที่แห่งนี้มีคนผู้หนึ่งกระแอมไออย่างอึดอัดใจฉิงชางจวินพลันเบิกบานใจอย่างผิดธรรรมชาติ

           ฉวีซูปรับสีหน้าเอ่ย“หลังจากฉวีซูขึ้นเสียงเพื่อกล่าวเตือน...โจรผู้นั้นกลับหนีออกไปไกลเสียแล้วฉวีซูเห็นเพียงแผ่นหลัง ส่วนสูงและเสื้อผ้าล้วน...”

           เจียงเฉิงเยว่กล่าวอย่างโกรธเคือง “ท่านไม่เห็นหน้าอาศัยเพียงส่วนสูงกับเสื้อผ้าก็สามารถโยนความผิดให้ข้าได้แล้วหรือ?!” ปรักปรำกันเกินไปหรือไม่ คนกลุ่มนี้มีอคติเกินไปกระมัง?!

            ฉวีซูเอ่ย“แน่นอนว่าไม่ใช่ ณตอนนั้นนักพรตหนีเป็นคนแรกที่ไล่ตามออกไปและประมือกับโจรผู้นั้น”

           เจียงเฉิงเยว่รีบหันไปหาหนีรั่วหลี

           หนีรั่วหลีพยักหน้าด้วยใบหน้าที่เที่ยงตรงและเงียบสงบ

           เจียงเฉิงเยว่กล่าว “เช่นนั้นแล้วท่านเห็นหรือว่าเป็นข้า?”

            หนีรั่วหลีตอบ“หลังติดตามไปทัน...กลับสายไปเล็กน้อย โจรผู้นั้นหลบหนีไปแล้วเพื่อที่จะหยุดอีกฝ่าย หนีจึงกระตุ้นให้ดาบวิญญาณไล่ตามไปแม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่หันมาเปิดเผยหน้าแต่อาวุธวิเศษที่ขับเคลื่อนมาขวางกั้น...กลับเป็นโม่หลง...”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง ถึงกับสงสัยในตนเองเล็กน้อยจากนั้นคิดอย่างละเอียดว่าวันต่อมาหลังจากที่ไป้เอ๋อร์ถูกนำหยกคู่เพลิงสุวรรณไปเขากำลังทำอะไรอยู่?คืนต่อมานั้นเขาขึ้นเขาฉีหวนในไม่ช้าก็ได้พบกับหลี่อวิ๋นหังอีกครั้ง ทั้งเกือบถูกหลี่อวิ๋นหังสลายดวงวิญญาณหลังจากนั้นเขาหมดสติไปจึงแน่ใจว่าไม่อาจเป็นตนเองได้...ทว่าหากคิดดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนจึงรีบละทิ้งอารมณ์ซับซ้อนแล้วเอ่ยถาม “ท่านยืนยันได้อย่างไรว่าเป็นโม่หลง?”

           ทั้งหนีรั่วหลีและฉวีซูต่างนิ่งค้างกับคำถามของเขา จากนั้นเงียบไปชั่วขณะหนีรั่วหลีถึงตอบกลับ “โม่หลงของฉิงชางจวิน พวกเราต่างเคยเห็นก่อนหน้านี้”

           เจียงเฉิงเยว่เอ่ย “หากมีคนจงใจทำให้พวกท่านเข้าใจผิดเล่า?”

           ทุกคนเงียบไปอีกครู่หนึ่ง หนีรั่วหลีกล่าว “ฉิงชางจวินหากมีคนเคยเห็นรูปลักษณ์ของโม่หลงแล้วจงใจปลอมแปลงจริง รูปร่างนั้นปลอมแปลงได้ง่ายแต่คุณลักษณะของอาวุธวิเศษไม่ได้เผยง่ายใช่หรือไม่? อีกทั้งโม่หลงเป็นอาวุธวิเศษที่รู้จักกันดีในสามโลกจุดที่พิเศษที่สุดเป็นเพราะการหลอมโดยจิตวิญญาณปลาหลีฮื้อที่ล้มเหลวในการประสบเคราะห์ดังนั้นจึงมีสามลมปราณรวมเข้าด้วยกัน ทั้งปีศาจผีและมังกร...อาวุธวิเศษในสามโลกที่มีคุณสมบัติทั้งสามนี้หาได้ยากบนโลกนัก ด้วยเหตุผลนี้เองหรือว่าฉิงชางจวินยังต้องการเพิกเฉยอีก?”

           เจียงเฉิงเยว่นิ่งเงียบ

            ผ่านไปสักพักเขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางชาวสำนักเต๋าแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา“อาวุธวิเศษที่มีคุณสมบัติทั้งสามนี้พร้อมกันอย่างโม่หลงนั้นกลับหาได้ยากในโลกแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงหนึ่งไม่มีสอง[1] ใช่หรือไม่? ก็เห็นๆกันอยู่ว่าในปรโลกนั้นมีอีกหนึ่ง เหตุใดทุกท่านจึงจับข้าเพียงคนเดียวไม่ยอมปล่อย?”

            ทุกคนล้วนตกตะลึง

           ------------------------

            [1]มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง หมายถึง มีเพียงชิ้นเดียว มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663