“บางทีการไม่รู้อะไรเลยอาจจะดีกว่าก็ได้นะ...”
มินาโยะนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เธอรับรู้เพียงแค่ว่าอาการของโทวะไม่ได้ดูดีขึ้นเลยนับั้แ่ตอนที่เธอมาเด็กหนุ่มยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวซีดนั้นไร้สีเืฝาดั์ตาปิดสนิทและจังหวะการหายใจก็ไม่ค่อยต่อเนื่องหลายครั้งที่เด็กหนุ่มสูดลมหายใจแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงและมีหลายครั้งเช่นกันที่เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกเข้าปอดอย่างอึดอัดทรมาน มินาโยะจ้องมองใบหน้าบิดเบี้ยวของเขาอย่างเป็กังวลใจหวังว่าโทวะจะพอมีสติรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง แต่เด็กหนุ่มยังคงหลับสนิทต่อไป
มินาโยะขยับตัวไปด้านหลังที่เตียงข้างๆกันมีมาโมรุกำลังหลับสนิทอยู่เขาดูอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าจนเกินกว่าจะครองสติเอาไว้ได้ในตอนนี้ อาการของมาโมรุไม่หนักเท่าโทวะแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสบายดีสักเท่าไหร่นัก
เด็กสาวเลื่อนผ้าห่มคลุมให้เขาอากาศภายในห้องพยาบาลของโรงเรียนทามามุชิค่อนข้างอุ่นกว่าข้องนอกแต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเย็นเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มผู้ไร้สติสองคนที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงมินาโยะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงกลางระหว่างเตียงของทั้งคู่เฝ้าคอยดูอาการของคนนั้นทีคนนี้ที แล้วรอคอย...
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนชินกับเท็ตสึยะช่วยกันพยุงร่างของทั้งคู่มาที่ห้องพยาบาลหลังจากที่เด็กสาวรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก็เห็นโทวะกับมาโมรุหมดสติลงไปแล้วทั้งหมดพยายามพาเด็กหนุ่มทั้งคู่มาที่นี่อย่างยากเย็นชินให้เหตุผลกับอาจารย์ห้องพยาบาลของที่นี่เพื่อขอใช้เตียงชั่วคราวว่าทั้งคู่ไม่สบายจากนั้นเขากับเท็ตสึยะก็ออกไปตามล่าลายเซ็นของอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อทำเื่ขอกลับบ้านก่อนเวลาเพราะเป็ห่วงอาการของโทวะโดยที่ทิ้งให้เธอช่วยดูแลอยู่ที่นี่เผื่อว่าใครสักคนจะฟื้นขึ้นมาก่อน
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครได้สติกลับคืนมาขณะที่มินาโยะนั่งเซื่องซึมอยู่ที่นี่มาได้นานพอสมควรแล้ว ชินสัญญากับเธอว่าจะกลับมาอธิบายเื่ราวทั้งหมดให้เธอฟังเพียงแต่ตอนนั้นเขาจำเป็ต้องรีบไปจัดการเื่เอกสารให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะมาสนใจเื่ของเธอ
มินาโยะถอนหายใจรู้สึกอึดอัดใจเล็กๆระหว่างที่เสมองออกไปนอกหน้าต่างเธอได้ยินเสียงผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่ในงานประเพณีที่ลานกิจกรรมด้านล่างก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆเลือนหายไปช้าๆและถูกแทนที่ด้วยภาพความทรงจำที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นมาในห้วงความคิด
มีผู้ชายสองคนปรากฏตัวขึ้นมาอยู่ในความทรงจำเ่าั้คนแรกคือคนในความฝันที่หน้าตาเหมือนกับพ่อของเธอที่จากไป บางที... คงใช่แหละเขาคงเป็คุณพ่อของเธอที่โลกโน้นกำลังคุยกับเด็กสาวในชุดขาวที่มินาโยะไม่แน่ใจว่าใช่ตัวเธอเองหรือเปล่าในสวนดอกไม้เด็กสาวไม่รู้สึกคุ้นเคยกับสถานการณ์นั้น แต่เธอกลับจำภาพของสวนดอกไม้แห่งนั้นได้อย่างแม่นยำ
พวกเขากำลังพูดถึงเื่ผู้พิทักษ์เป็ความทรงจำสั้นๆที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเมื่อตอนเธอเป็เด็กก่อนที่เวลาจะถูกเร่งให้เร็วขึ้นจนมากับภาพในความฝันที่เธอมักจะฝันถึงเสมอภาพของชายหนุ่มเ้าของั์ตาสีน้ำเงินเข้มกับกลิ่นคาวเืที่โชยมาในวันที่หิมะตกหนักมินาโยะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่านั่นเป็เื่ราวของความฝันแรกก่อนที่เธอจะได้พบกับพวกนักรบอเวจีในคราวถัดมา
มีเด็กผู้ชายอีกคนอยู่ด้วยกันกับเธออันที่จริงมินาโยะรู้สึกว่าตัวเธอเคยเห็นเขาผ่านภาพความทรงจำมาแล้วหลายครั้ง แต่เด็กสาวกลับจำไม่ได้เลยว่าเขาเป็ใครเธอมองไม่เห็นหน้าเขา ทุกครั้งที่พยายามจะนึกถึง ใบหน้าของเขามักจะพร่ามัวและเลือนรางเกินกว่าที่เธอจะรับรู้ได้และยิ่งพยายามคิดถึงเขามากเท่าไหร่ ความรู้สึกปวดหัวและเสียงอื้ออึงที่ดังสะท้อนอยู่ในหูก็ดูเหมือนจะยิ่งส่งเสียงมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
ภาพของเขาเลือนหายไปเมื่อเธอลืมตา...
มีแต่ความรู้สึกติดค้างอยู่ในความทรงจำนั้นความรัก ความเศร้า และโหยหาเด็กสาวไม่รู้เลยว่าความรู้สึกพวกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เธอพอจะเข้าใจเื่ราวของผู้พิทักษ์ขึ้นมาลางๆจากคำบอกเล่าที่เหมือนไม่อยากจะเล่านักของโทวะและมาโมรุภาพในอดีตที่เธอฝันเห็นที่บอกเธอว่านั่นอาจจะเป็เื่ราวของตัวเธอเองเมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ที่โลกก่อนแม้จะจำเื่ราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาได้บ้าง แต่มินาโยะก็ค้นพบว่าความทรงจำเ่าั้ยังไม่ช่วยอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เธอได้อยู่ดี
เกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่...
มีความทรงจำบาง่บางตอนขาดหายไประหว่างที่เธอกับมาโมรุถูกอะไรบางอย่างทำให้แยกห่างจากโทวะสีหน้าตื่นกลัวสุดขีดของโทวะที่มองมาที่เธอกับมาโมรุยังติดค้างอยู่ในความทรงจำมินาโยะไม่เข้าใจสถาการณ์นั้น มาโมรุเปลี่ยนร่างเป็ผู้พิทักษ์ เขาช่วยปกป้องเธอจากเด็กหนุ่มในชุดขาวแล้วในตอนที่สถานการณ์คับขัน สติของเด็กสาวก็ดับวูบไปภาพสุดท้ายที่เห็นคือั์ตาสีแดงฉานของมาโมรุ พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งโทวะและมาโมรุก็สลบไปแล้ว
มินาโยะรู้สึกว่าเส้นเืในสมองกำลังกระเด้งกระดอนอยู่ในหัวของเธอเองเธอจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางวันนี้มีอะไรบางอย่างทำให้โทวะหวาดกลัวเด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่าบางทีมันอาจจะเป็ตัวเธอเองก็ได้ที่ทำให้เขาแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมามีคำถามมากมายที่เธออยากจะถามเด็กหนุ่มทั้งคู่ แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกันกว่าที่พวกเขาจะยอมเล่าอะไรให้เธอฟังหนึ่งในบรรดาคำถามมากมายที่อยากจะถามพวกเขานั้นคำถามเดียวที่เธออยากรู้คำตอบมากที่สุดก็คือ... เพราะอะไรเธอถึงได้ลืมความทรงจำเ่าั้ไป
“มาอยู่ที่นี่นี่เองตามหาแทบแย่แน่ะ”
เสียงของเอเรียลที่ดังขัดขึ้นทำให้มินาโยะสะดุ้งตื่นจากภวังค์ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาในห้องพยาบาลนี่ตอนไหน เด็กหนุ่มส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้เธอขณะที่ค่อยๆเดินเข้ามาหาและคว้าเอาเก้าอี้ว่างที่อยู่ใกล้ๆติดมือมาด้วย
“เกิดอะไรขึ้นกับสองคนนี้อย่างงั้นเหรอ?”
เด็กหนุ่มถามอย่างสุภาพมองโทวะและมาโมรุสลับกัน น้ำเสียงและท่าทีของเขาไม่ได้คาดคั้นที่จะเอาคำตอบอะไรมากนักมินาโยะจึงรู้สึกสบายใจที่จะพูดให้เขาฟัง
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”เด็กสาวตอบเลี่ยงๆ พยายามจะไม่ลงรายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้เผื่อว่าเขาเกิดอยากจะถามอะไรขึ้นมาต่อ“ชินบอกว่าไข้ขึ้นทั้งคู่น่ะ”
“เหรอ”เอเรียลไม่ติดใจซักต่อ “เหนื่อยเธอแย่เลยนะ ต้องมาดูแลเด็กผู้ชายสองคนแบบนี้”
“ฮะฮะ” มินาโยะหัวเราะแห้งๆ ปกติเป็เธอมากกว่ามั้งที่พวกเขาคอยดูแล
“เอเรียลไม่ไปร่วมงานประเพณีต่อเหรอ?”
เด็กสาวถามเพื่อเปลี่ยนเื่คุย
เด็กหนุ่มส่ายหน้า“อันที่จริงก็หนีมาแหละนะ อยากอยู่เงียบๆสงบๆบ้างน่ะ”
เขาว่า
“ฉันแอบแวบไปที่ห้องสมุดของที่นี่มาด้วยแต่ดูเหมือนว่าถ้าไม่ได้เป็นักเรียนของที่นี่จะเข้าไปใช้บริการไม่ได้ล่ะ”
เด็กหนุ่มเล่าการผจญภัยของเขาให้เธอฟังเหมือนเขาเป็เด็กชายตัวเล็กๆที่ชอบท่องเที่ยวไปเรื่อยในที่แปลกๆและสนุกสนานกับการค้นพบใหม่ๆ
คล้ายกันมากเหลือเกิน...เด็กสาวอดคิดในใจไม่ได้
“ไม่หนาวเหรอ?”
เอเรียลหันมาถามเมื่อสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกของเด็กสาวถูกเอาไปห่มให้โทวะที่นอนอยู่บนเตียงมินาโยะส่ายหน้าเล็กๆ
“ฉันชอบอากาศเย็นๆน่ะ”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ”เด็กหนุ่มแย้ง ลุกขึ้นยืนและถอดเสื้อคลุมของเขาออก เอเรียลเดินข้ามเตียงไปหามินาโยะขยับเสื้อคลุมของเขาห่มให้เด็กสาวอย่างเบามือ
“เธอเป็เด็กผู้หญิงนะทำตัวให้อุ่นๆไว้ก่อนเถอะ”
ท่าทีของเขาอบอุ่นกว่าเสื้อคลุมกันหนาวที่เขายกให้มินาโยะนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้สายตาหลุบต่ำของเขาตอนที่คลุมเสื้อกันหนาวให้เรียกร้องความสนใจของเด็กสาวไป ั์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นส่องประกายลึกล้ำอย่างไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เสียจนมองเห็นแผงขนตาของเด็กหนุ่ม
“เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าจ๊ะ?”
เด็กสาวถามเสียงแ่
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?”
เด็กหนุ่มถามกลับยิ้มนิดๆขณะที่เดินกลับไปนั่งยังที่นั่งของตัวเอง
“ฉันรู้สึกเหมือนเคยเจอกับ...คนแบบเอเรียลคุงมาก่อนน่ะ”
“งั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มยิ้ม
“ฉันเคยมาที่ญี่ปุ่นอยู่หรอกนะแต่หลังจากขึ้นชั้นประถมแล้วก็อยู่แต่อิตาลีมาตลอดเลยล่ะ”
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่นั่นทำให้มินาโยะรู้สึกว่าตัวเองดูจะคาดคั้นเขาเกินไปคนที่อยู่ในความทรงจำของเธออาจจะเป็ใครสักคนก็ได้ที่คล้ายกับเขาแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็เขาเสียหน่อย แล้วอีกอย่าง...ไม่มีเหตุผลอะไรด้วยที่คนในความทรงจำนั้นจะเป็เขาที่เพิ่งเคยพบกับธอเป็ครั้งแรก
พอคิดได้แบบนั้นเด็กสาวก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดๆ
“เธอดูเครียดๆนะ”เด็กหนุ่มว่า “มีเื่อะไรไม่สบายใจอยู่หรือเปล่า?”
เด็กสาวระบายลมหายใจยิ้มให้เขาก่อนจะส่ายหน้า
“เกี่ยวกับสองคนนี่ที่นอนอยู่แบบนี้สินะ”
เอเรียลพูดอย่างใจดี
“เมื่อก่อนก็เคยมีเื่ที่ทำให้รู้สึกแบบนี้เหมือนกันนะฉันน่ะ” เด็กหนุ่มหันมาเล่าให้เธอฟัง “ฉันเคยเล่าให้เธอฟังแล้วใช่ไหมว่าฉันโตมากับพี่น้องอีกหลายคนที่ไม่ได้มีสายเืเดียวกันบางทีเวลาที่มีปัญหาก็รู้สึกหงุดหงิดใจแบบนี้ล่ะ แต่จะเล่าให้ใครฟังหรือจะพูดกับคนพวกนั้นก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะก็แต่ละคนน่ะมีเหตุผลเป็ของตัวเองนี่นาแถมบางครั้งพอพยายามทำความเข้าใจเท่าไหร่ก็ยิ่งจะไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีกฉันไม่มีพ่อแม่คอยให้คำปรึกษาด้วยคนที่าุโที่สุดในกลุ่มก็ดันเป็คนที่ชวนทะเลาะด้วยซะนี่ เลยไม่รู้จะทำยังไงดีเลยล่ะ”
เด็กหนุ่มหัวเราะเมื่อตอนที่ระลึกความหลังขึ้นมาได้
“กับบางคนน่ะบางทีความมุ่งมั่นของเขาก็เป็เหมือนกับกำแพงที่ทำให้เราทำได้แค่เฝ้ามองใช่ไหมล่ะ?”
เอเรียลหันมายิ้มให้เธอ
“ฉันน่ะ...”เด็กสาวพึมพำ ก้มลงมองฝ่ามือตัวเองที่วางอยู่บนตักไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ออกมายังไงดี“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเลยล่ะเหมือนทุกคนพยายามปิดบังเื่ตัวฉันกับฉันฉันไม่ชอบให้พวกเขาปล่อยฉันทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ชอบเลย...”
“เขาอาจมีเหตุผลของเขาก็ได้”เอเรียลบอก “เขาอาจจะพยายามปกป้องอยู่ก็ได้ ถ้ามองจากมุมมองของเขาล่ะก็นะบางครั้งการที่เขาดันทุรังทำเื่อะไรที่เราไม่เข้าใจอาจเป็เพราะเขาพยายามทำอะไรเพื่อเราอยู่ก็ได้นี่”
“ฉันแค่อยากให้เขาบอก--”
“บางเื่มันพูดออกมาไม่ได้นี่นา”เอเรียลว่า“สำหรับบางคนแล้วสิ่งที่เป็อยู่ในตอนนี้อาจจะเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาแล้วก็ได้บางอย่างถ้าพูดแล้วทำลายความพยายามทุกอย่างที่เคยทำมาลงไปล่ะก็... ไม่พูดจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ”
“แล้วความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหลังล่ะ?”
มินาโยะถาม
เอเรียลหันมายิ้มให้เธอท่าทีระอาใจนิดๆ เด็กหนุ่มแกล้งทำเป็จะตีต้นคอแต่เขาก็ไม่ได้ถือโอกาสนั้นแตะต้องเธอ เด็กหนุ่มหยุดฝ่ามือของเขาไว้แถวๆปลายหูก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะดุหน่อยๆว่า
“คิดถึงความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหน้าด้วยสิ”
ั์ตาสีน้ำเงินเข้มของเด็กหนุ่มนั้นส่องประกายอย่างอบอุ่นและน่าโหยหา...
ก่อนที่จะได้พูดอะไรตอบไปมินาโยะก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างในกระเป๋าสั่นไหวเด็กสาวคิดว่ามันน่าจะเป็โทรศัพท์มือถือของเด็กหนุ่มที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมที่เขาให้เธอยืมใส่
มินาโยะถอดเสื้อคลุมของเอเรียลออกก่อนจะยื่นคืนให้เขาหยุดการต่อล้อต่อเถียงไปชั่วคราว
“เหมือนจะมีโทรศัพท์เข้าแหละจ้ะ”
สีหน้าของเด็กหนุ่มดูประหลาดใจเล็กน้อยตอนที่รับเสื้อคลุมกลับคืนมาเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและดึงโทรศัพท์ออกสีหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไปเมื่อตอนที่เห็นมิสคอลแต่มินาโยะไม่ทันสังเกตเห็นเพราะเด็กสาวมัวแต่สนใจสายห้อยโทรศัพท์ในมือของเขามากกว่า
เด็กสาวไม่เคยเห็นเด็กผู้ชายคนไหนในห้องเรียนของเธอใช้สายห้อยโทรศัพท์มาก่อนขนาดมาโมรุกับโทวะเองก็ยังไม่เคยใช้แต่กับโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ราคาแพงหูดับในมือเอเรียลกลับมีสายห้อยโทรศัพท์รูปตาข่ายดักฝันอันเล็กห้อยอยู่ตัวตาข่ายถักทอจากเส้นใยสีขาวประดับด้วยหินสีลาพิสลาซูลี่ที่ดูเข้ากับสีั์ตาของเขาที่ปลายตาข่ายห้อยด้วยปีกนกแกะสลักทำจากเงินชิ้นเล็กดูปราณีตแต่รวมๆแล้วมันดูขัดกับบุคลิกของเด็กหนุ่มชอบกล
“มีอะไรเหรอ?”
เอเรียลหันมาถามเมื่อเห็นเด็กสาวจ้องมองเขาไม่วางตา
“อ่อเปล่าจ้ะ แค่เห็นว่าตาข่ายดักฝันสวยดีน่ะ” เด็กสาวตอบอย่างจริงใจ
“นี่เหรอ”เอเรียลขยับสายคล้องโทรศัพท์ในมือขึ้นมาดู “เป็ของที่ได้รับมาน่ะ”
เด็กหนุ่มว่าแต่สายตาของเขานั้นกลับอ่านความรู้สึกไม่ออก
“รู้จักด้วยเหรอ?”
“ที่บ้านฉันก็มีอยู่อันนึงจ้ะเป็ของดูต่างหน้าที่คุณพ่อทำให้เป็ของรับขวัญตอนที่ฉันเกิด แต่หินสีที่ใช้น่ะเป็อความารีนนะ”
“ดูเข้ากับสีตาของเธอดีนะ”เอเรียลบอก
“ของเอเรียลคุงก็เหมือนกันนั่นได้มาจากคนสำคัญสินะ” เด็กสาวกล่าวยิ้มๆ“ไม่อย่างนั้นคงไม่พกอะไรที่ดูไม่เข้ากับตัวเองติดตัวไว้ตลอดแบบนี้หรอกจริงไหม?”
“ก็นะ”เด็กหนุ่มไม่ยอมหรือปฏิเสธ เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าและรับเอาเสื้อคลุมมาสวม“เอาไว้เตือนตัวเองมากกว่าน่ะ ว่ากำลังทำอะไรเพื่อใครอยู่”
เด็กหนุ่มมองเลยไปด้านหลังที่เตียงของมาโมรุมีการเคลื่อนไหวมินาโยะถลาไปหาเด็กหนุ่มที่ดูจะยังสะลืมสะลืออยู่ยังไม่ทันจะได้พูดจาอะไรกันมากนัก ประตูห้องพยาบาลก็เปิดออกอีกครั้งใบหน้าของเท็ตสึยะโผล่เข้ามาก่อน ตามมาด้วยชิน
“ขอใบอนุญาตออกนอกโรงเรียนได้แล้วแล้วก็เรียกพ่อบ้านให้มารับโทวะแล้วด้วย” เท็ตสึยะะโก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นเอเรียลที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วย
“อ้าว!? ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
“กำลังจะกลับพอดีน่ะ”เอเรียลบอก ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไปอย่างสุภาพโดยไม่กล่าวอำลาใครชินมองตามเขาไปจนสุดสายตาขณะที่เท็ตสึยะเข้าไปช่วยประคองมาโมรุที่อาการยังไม่สู้ดีเอาไว้
“ไหวรึเปล่ามาโมรุ ฉันให้พ่อบ้านโทวะเอารถมารับแล้ว เดี๋ยวเราออกไปจากที่นี่ด้วยกัน”
เท็ตสึยะพยายามพูดกับมาโมรุที่กำลังเอามือนวดขมับของตัวเองอยู่
ชินละจากกรอบประตูตรงไปยังข้างเตียงของมาโมรุมองดูเท็ตสึยะกับมินาโยะกำลังพยาบาลเด็กหนุ่มพลางคิดอะไรบางอย่างก่อนจะตวัดสายตาไปมองโทวะที่อยู่เตียงข้างๆพอคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้น ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจพูดขึ้น
“ฉันอยากคุยอะไรกับพวกนายหน่อย”