จางเหว่ยอ๋องแห่งแคว้นเหอฉี ต้องเรียกประชุมด่วน ภายหลังจากที่ได้รับข่าวด่วนเกี่ยวกับคุณชายชิงอวิ้นมาจากเมืองหลวงเหล่าขุนนางทั้งหลายได้แต่ก้มหน้าเงียบ ไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะรู้ดีว่าอารมณ์ที่ขุ่นมัวของท่านอ๋องในเวลานี้ ยากจะหาใครมาทัดทานได้
“พวกเ้ามัวทำอะไรกันอยู่” ท่านอ๋องระบายโทสะออกมา “ข้าสั่งให้พวกเ้าออกตามหาชิงอวิ้นบุตรชายของข้ามาตั้งนานแล้วแต่พวกเ้ากลับเอาแต่เสวยสุขอยู่ในนี้ ไม่มีเลย ไม่มีใครสักคนที่ทำให้ข้าสบายใจได้เลย แล้วนี่มันอะไรกัน อยู่ๆชิงอวิ้นของข้าต้องเสี่ยงชีวิตออกไปปราบปรามโจรูเา ทั้งๆที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์อะไรมาเลย พวกเ้ายังจะนิ่งเฉยอยู่แบบนี้ได้อย่างไร”
ความเงียบยังคงปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงในยามนี้เหล่าขุนนางไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า คนที่พวกเขาตามหามานานหลายเดือนอยู่ดีดีก็โผล่ออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ทีแบบนี้พวกเ้าเอาแต่ก้มหน้าเงียบแล้วข้าจะมีพวกเ้าเป็ที่ปรึกษาไว้ทำไม”ท่านอ๋องชี้หน้าไปยังเหล่าอำมาตย์ของพระองค์ทีละคนที่ตอนนี้ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตา
“ทูลฝ่าา” ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มีเพียงราชครูตงหยางเท่านั้นที่กล้าออกมานำเสนอ
“ท่านราชครู ท่านมีความคิดอย่างไรไหนลองว่ามาสิ” เพียงแค่นี้ก็ทำให้อารมณ์ของท่านอ๋องก็สงบลง
“ข้าคิดว่าเื่นี้เราไม่ควรจะตื่นตระหนกไป เท่าที่ข้าทราบมานั้น ตัวคุณชายเองแม้จะรอนแรมไปตามที่ต่างๆเหมือนคนไร้บ้าน แต่ที่จริงแล้วคุณชายนั้นได้สร้างมิตรสหายไว้มากมายตัวคุณชายเองมีวิทยายุทธติดตัวอยู่ก็ไม่น้อย ครั้งนี้ทุกคนที่ไปร่วมรบล้วนเป็มิตรสหายที่พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณชายข้าเห็นว่า แม้กองกำลังของคุณชายจะดูอ่อนด้อยประสบการณ์ในการรบแต่ด้วยความเก่งกล้าสามารถแล้ว ข้าเชื่อว่าคุณชายคงจะสามารถเอาชนะพวกโจรได้ไม่อยาก ขอฝ่าาทรงวางพระทัย”
“ใต้เท้า นี่ท่านจะบอกให้ข้าใจเย็นๆงั้นรึ พวกเ้ารู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ลู่เฟยมเหสีของข้าเอาแต่ร้องไห้ไม่เป็อันกินอันนอน ด้วยความเป็ห่วงลูกชาย แล้วจะให้ข้าใจเย็นอยู่ได้อย่างไร”
ได้ฟังเช่นนั้นแล้วราชครูได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าแสดงความคิดใดๆ ออกมาอีก
“ทูลฝ่าา” หวังเล่ย เสนาบดีกรมพิธีการก้าวออกมาแสดงความคิดเห็นบ้าง “เดิมทีข้าคิดว่าทหารของแคว้นเราก็มีมากพอที่จะส่งไปเป็กองหนุนให้กับคุณชายแต่เป็เพราะใต้เท้าทั้งสอง ห่วงแต่เื่น้ำท่วมตอนนี้ใต้เท้าเฟยฉีและใต้เท้าหลี่ถัง ต้องคุมกำลังทหารเกือบทั้งหมดของเราต้องออกไปสร้างเขื่อนที่เมืองฉูครั้นจะตามพวกเขากลับมา ก็เกรงว่าจะไม่ทันการ เป็เพราะใต้เท้าอี้เฉินแท้ๆที่ทำให้คุณชายต้องตกอยู่ในอันตรายแบบนี้”
แม้จะไม่โดนเอ่ยชื่อแบบตรงๆแต่ราชครูก็รู้ดีว่า หวังเล่ยหมายจะเล่นงานเขาด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหวังเล่ยผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเสนาบดีอีกสองที่ถูกส่งไปสร้างเขื่อนเขาได้รับตำแหน่งมาจากการประจบสอพลอ วันๆ เอาแต่เสพย์สุขไม่ได้มีผลงานใดๆเป็ชิ้นเป็อันเลย
“ทูลฝ่าาเื่ทั้งหมดเป็ความผิดของหม่อมฉันเอง” อัครมหาเสนาบดีที่นิ่งเฉยอยู่นาน ก้าวออกมาพร้อมยอมรับความผิดในครั้งนี้
“ใต้เท้าข้ามิได้มีประสงค์ที่จะคิดเป็เช่นนั้นเลยข้ารู้ถึงความหวังดีต่อบ้านเมืองของท่าน ใครเล่าจะมองท่านเป็อื่น น้ำท่วมก็สำคัญบัดนี้ชีวิตของชิงอวิ้นก็สำคัญ ใครเล่าจะคาดคิดว่ามันจะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้ถึงตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาโยนความผิดกันไปมา แต่เราควรจะเร่งหาทางช่วยเหลือชิงอวิ้นให้กลับมาแคว้นของเราโดยเร็วไม่ดีกว่าเหรอ” ท่านอ๋องรู้ดีว่าในใจของท่านอัครมหาเสนาบดีนั้นก็เป็ห่วงคุณชายเหมือนกัน
“ขอบพระทัยฝ่าา เมื่อเป็เช่นนี้ข้าคิดว่า ข้าควรจะเป็ผู้รับผิดชอบในภารกิจนี้”อัครมหาเสนาบดียืนยันความคิดตัวเอง
“ใต้เท้าจะรับผิดชอบอย่างไร” หวังเล่ยได้ทีเย้ยหยัน
“ในเมื่อใต้เท้าหวังมองว่ามันคือความผิดของข้ากับท่านราชครู เช่นนั้น ข้าก็ขออาสาไปนำตัวคุณชายกลับมาด้วยตัวเองต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็ยินดี”
“ใต้เท้า ไยท่านจึงพูดเช่นนั้น” ท่านอ๋องเอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วง
“ทูลฝ่าา ข้าเห็นว่าหากเป็ความประสงค์ของท่านอัครมหาเสนาบดีเราก็อย่าปฏิเสธน้ำใจของท่านเลย” หวังเล่ยรู้ดีว่าภารกิจที่แสนจะยากเย็นนี้คงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะทำได้สำเร็จ คนอย่างเขาคงจะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแน่นอน
ท่านอ๋องต้องใช้ความคิดอย่างหนักเวลาแบบนี้จะให้ความแตกแยกของเหล่าขุนนางมาทำให้ภารกิจล้มเหลวไม่ได้เพราะมันหมายถึงชีวิตขององค์รัชทายาทและอนาคตของแคว้น ในตอนนี้เมื่อมองไปยังเหล่าขุนนางหนุ่มๆ กลับไม่มีใครเลยที่พร้อมจะรับภารกิจนี่เขาต้องให้ขุนนางาุโออกศึกอีกแล้วเหรอ
“ท่านราชครูท่านมีความเห็นเป็เช่นไร” ท่านอ๋องหันไปถามที่ปรึกษา
ราชครูหันไปมองอัครมหาเสนาบดีทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ
“ทูลฝ่าา ภารกิจที่ยากเย็นเช่นนี้ ข้ามองไม่เห็นใครเลยที่จะเหมาะสมไปกว่าท่านอัครมหาเสนาบดี”
“เช่นนั้น ท่านก็รีบเดินไปโดยเร็วข้าก็ขอฝากความหวังไว้กับท่านด้วยก็แล้วกัน” ท่านอ๋องรู้ดีว่าถ้าสองคนนี้เห็นด้วยกันแล้วภารกิจทั้งหลายคงจะไม่มีทางผิดพลาดเป็แน่ ถึงตอนนี้อารมณ์ที่ขุ่นมั่วดูเหมือนว่าจะคลี่คลายลงไปได้โดยสิ้นเชิง
.................................................
อัครมหาเสนาบดีเดินทางออกจากแคว้นเหอฉีได้เพียงแค่ครึ่งทาง ก็ทราบข่าวดีว่าตอนนี้กองกำลังของคุณชายชิงอวิ้น ได้รับชัยชนะจากพวกโจรูเาแล้ว นับเป็ข่าวที่น่ายินดียิ่งนัก
ถึงตอนนี้อัครมหาเสนาบดีจำเป็จะต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อมุ่งสู่เมืองหลวงแทน
ทันทีที่มาถึงเมืองหลวงก็เป็เวลาเดียวกับที่เหล่าผู้กล้าได้เดินทางกลับมาถึง ในเวลานี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองเหล่าผู้กล้าถูกเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง
การปรากฏตัวของใต้เท้าอี้เฉินสร้างความปิติยินดีให้กับฮ่องเต้ยิ่งนัก
“นับเป็่เวลาที่น่ายินดียิ่งนักบัดนี้เหล่าผู้กล้าได้ปราบปรามโจรูเาจนแตกพ่ายไปหมดแล้วในขณะเดียวกันเพื่อนเก่าของข้า ใต้เท้าอี้เฉิน อัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นเหอฉีก็ได้แวะมาเยี่ยมเยียนเรา จะมีอะไรที่น่ายินดีไปกว่านี้ได้อีกละ เ้าดูสิบ้านเมืองเรา ไม่เคยขาดเหล่าผู้กล้าเลยจริงๆ”
“ด้วยพระบารมีของพระองค์ ทำให้บ้านเมืองของเราสงบร่มเย็นมาอย่างช้านานขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“ข้ารู้ว่าท่านมาหาข้าในครั้งนี้ย่อมมีเื่สำคัญจะกราบทูล มีสิ่งอันใด จางหย่งจึงต้องส่งท่านมาหาข้า”
“ทูลฝ่าา ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อแสดงความยินดีกับพระองค์ที่บัดนี้ บ้านเมืองได้กลับมาสงบสุขอีกครั้งก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน” เขาหยุดนิดหนึ่ง ก็จะพูดต่อไป “ด้วยพระบารมีของพระองค์ยังแผ่ขยายไปยังแคว้นเหอฉีของเราได้เย็นเป็สุข แต่ถึงกระนั้น ภายใต้ความสงบสุขแต่ท่านอ๋องของเราก็ยังมีบางอย่างไม่สบายใจ”
“คงเป็เื่ของคุณชายของพวกเ้าใช่มั้ย” ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้น
“เป็เช่นนั้นแหละพะยะค่ะ”
“แล้วท่านจะให้เราช่วยอะไร”
“หามิได้ บัดนี้พระองค์ได้ช่วยพวกเราไว้แล้ว”
“ใต้เท้า ท่านทำข้างงไปหมดแล้ว”
“ทูลฝ่าา ข้ามีบางอย่างจะกราบทูลขอพระองค์ทรงประทานอภัยให้กับพวกเราด้วย ผู้นำของเหล่าผู้กล้าคุณชายนิรนามที่พวกท่านเรียกขาน แท้จริงแล้ว ก็คือ คุณชายชิงอวิ้น องค์รัชทายาทของท่านอ๋องของเราพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ถึงกับตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน “ทำไมไม่เคยมีใครบอกสิ่งนี้กับข้ามาก่อนนี่ถ้าหลานข้าเป็อะไรไป ข้าจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย” ฮ่องเต้เดินเข้าไปหาชิงอวิ้น
“หลานรักของข้าทำไมข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าเป็เ้า แววตาอันนี้คล้ายกับพ่อของเ้าไม่มีผิดเป็พ่อของเ้าที่ช่วยข้ารวบรวมแผ่นดิน บัดนี้ ก็เป็เ้าที่มาช่วยข้าดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองข้าเป็หนี้บุญคุณตระกูลของพวกเ้าจริงๆ”
“ภารกิจนี้สำเร็จได้ก็ด้วยพระบารมีของฝ่าา หม่อมฉันมิบังอาจรับความดีความชอบ” คุณชายชิงอวิ้นเอ่ยตอบกลับไป
“ฮ่าๆๆๆๆ ดูนี่สิ นี่แหละใช่เลยเป็ลูกของจางหย่งจริงๆ เ้าช่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากพ่อของเ้าเลย” ฮ่องเต้กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“เชิญทุกท่าน วันนี้ข้าจะฉลองให้กับหลานของข้าไม่เมาไม่เลิก”
......................................................
นับเป็ข่าวดียิ่งนัก บัดนี้ คุณชายชิงอวิ้น พร้อมด้วยอัครมหาเสนาบดี กำลังเดินทางกลับแคว้นเหอฉี ที่ตอนนี้ทั้งเมืองกำลังเฝ้ารอการกลับมาขององค์รัชทายาทผู้นี้อย่างใจจดใจจ่อ
ขบวนออกจากเมืองหลวงได้ไม่ไกลใต้เท้าอี้เฉิน ต้องขอปลีกตัวออกไปพบเพื่อนเก่าปล่อยให้องค์ชายเสด็จกลับเพียงลำพัง แล้วท่านจะรีบตามไปสมทบทีหลัง
หลังจากปลีกตัวออกมาเขาเดินไปในเส้นทางนอกเมือง มุ่งตรงไปที่สำนักไฉ่หง เพื่อเข้าพบเ้าสำนักจางหย่ง
เขาเดินมาถึงก็พบว่าเ้าสำนักได้รอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ไม่มีสิ่งใดเลยจริงๆ ที่จะหลุดรอดสายตาของท่านไปได้” อัครมหาเสนาบดีเอ่ยทักทายสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน
“ท่านชมข้าเกินไปแล้ววันนี้สำนักเล็กๆ ของข้าได้มีโอกาสต้อนรับอัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่านนับเป็เกียรติยิ่งนัก เชิญท่านเข้ามาข้างในก่อน”
ทั้งสองเดินเข้ามายังห้องรับรองที่จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เมื่ออยู่ตามลำพัง ทั้งสองก็ได้ผ่อนคลายท่าทีที่มีต่อกัน
“แผนการของใต้เท่าช่างล้ำเลิศยิ่งนัก”เป็เ้าของบ้านที่กล่าวชมเชยแขกผู้มาเยือน
“หามิได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีท่านคอยช่วยเหลือมีรึคุณชายจะยอมรับภารกิจนี้”
“ข้าก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ชิงอวิ้นหลานข้าคนนี้ เป็คนหัวดื้อ มุทะลุ ไม่ยอมฟังใคร แต่ถ้าลงมือทำอะไรแล้วก็จะทำจนสำเร็จโดยไม่สนใจว่าผลจะเป็ยังไง ถ้าเข้ารู้ว่า เื่นี้มีพวกเราอยู่เื้ัคงไม่ยอมรับภารกิจนี้เป็แน่”
“แล้วใต้เท้าคิดว่าเขาจะเหมาะสมหรือเปล่า”
“แน่นอน เขาต้องเป็ผู้ปกครองที่ดีได้ข้าคิดเช่นนั้น”
“แต่แคว้นเหอฉีของเรา ไม่ธรรมดาเหล่าขุนนางมีแต่พวกประจบสอพลอ วันๆ ไม่คิดทำการอื่นใด”
“ท่านจึงไม่อยากให้คุณชายพบกับคนพวกนั้นก่อนก็เลยคิดอุบายสร้างเขื่อนขึ้นมาสินะ”
อัครมหาเสนาบดีไม่แปลกใจเลยที่จางหย่งจะรอบรู้ไปซะทุกอย่างแบบนี้สำนักไฉ่หงนี้ ช่างน่าเลื่อมใสซะจริงๆ
“ถ้าจะให้ข้าแนะนำ” จางหย่งเอ่ยออกมา “พวกท่านจะต้องไม่แสดงให้เห็นว่าควบคุมคุณชายอยู่เพราะคนอย่างเขาจะไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจของใคร คำแนะนำของท่านอาจจะไร้ความหมายหากไม่ใช่สิ่งที่เขาเห็นด้วย ความดื้อด้านของเขา มันจะทำให้เขาเป็อ๋องที่ดีได้และก็ทำให้เขาเป็ทรราชได้เช่นเดียวกัน”
“นี่แหละที่ข้าเป็ห่วงแม้แต่ท่านอ๋องที่ข้าร่วมเป็ร่วมตายกันมา ข้าก็พอจะมองออกว่าท่านอ๋องเองก็เริ่มไม่พอใจข้าอยู่เหมือนกัน แล้วกับคุณชายที่ไม่เคยร่วมทางกันมามีรึที่เขาจะฟังข้า”
“เช่นนั้น เราก็ต้องหาทางแก้ไขกันไป”
“ท่านคิดหาทางแก้ไว้แล้วกระนั้นหรือ”
“เชิญท่านพักผ่อนก่อนเถอะยังต้องเดินทางอีกไกล ข้าขอตัวก่อน”เ้าสำนักจางหย่งกล่าวคำอำลาแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ใต้เท้าอี้เฉินนั่งเครียดอยู่คนเดียว