เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นจ้าวเป่าฉิน (赵宝琴) ควานมือไปอย่างงัวเงียเมื่อเจอนาฬิกาปลุกที่กำลังแผดเสียงก็กดปิดแล้วหดมือกลับเข้าไปในผ้าห่มแล้วหลับต่อ“อืม...”
เวลาผ่านไป 3ชั่วโมง จนกระทั่งเสียงมือถือดังลั่นเธอจึงควานมือไปหยิบมือถือมาเผยอตาขึ้นนิดหนึ่งมองหน้าจอแล้วเลื่อนหน้าจอรับสาย “ฮาโหล...”
“นี่ เป๋าเป้ย(宝贝)จนป่านนี้แล้วเธอยังไม่โผล่หัวมาอีกเหรอ? ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงเธอยังไม่ส่งรายงานเธอตายแน่!”
เสียงปลายสายแผดเสียงะโดังลั่นทำให้เป๋าเป้ยหรือจ้าวเป่าฉินเบิกตาโพลง! “เชี่ยแล้ว!”
จ้าวเป่าฉินลุกพรวดหันขวับไปมองนาฬิกาที่หัวเตียงครั้นเห็นว่าเป็เวลา 10 โมงกว่าเธอก็รีบพูดตอบทันที “พี่เหยาพี่ถ่วงเวลาให้ฉันหน่อยนะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“จะพยายามละกันรีบมาล่ะ”
จากนั้นสายก็ตัดไปจ้าวเป่าฉินรีบกระโจนลงจากเตียงอย่างว่องไวสุดชีวิต ชนิดว่าน้ำท่าไม่ทันอาบรีบคว้าเสื้อกับกางเกงขายาวมาสวมอย่างลวกๆ แล้วพุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานคว้าปึกรายงานที่ปริ๊นเอาไว้เมื่อคืนหยิบไปทั้งปึกยัดใส่กระเป๋าแล้วรีบวิ่งไปใส่รองเท้าคว้ากุญแจมอเตอร์ไซต์คู่ชีพแล้วออกจากห้องพักไปอย่างเร่งรีบ เธอวิ่งตึกๆไปอย่างเร่งร้อน
“หลบหน่อยๆ” เธอะโลั่นบอกคนที่เดินขวางทางเธอ
คนสามสี่คนหันไปมองแล้วรีบหลบจนตัวแทบจะติดผนังพวกเขายังไม่อยากถูกอีอ้วนเกือบ 200 โลนี่ชนเอาหรอกนะ
“วะ อีอ้วนมึงจะรีบไปไหนนักหนา!?”
เสียงด่าตามหลังทำให้จ้าวเป่าฉินหันไปมองแวบหนึ่งอย่างฝากไว้ก่อนถ้าไม่ติดว่าต้องรีบไปจริงๆเธอคงหันไปตบปากไอ้คนปากหมาคนนั้นที่เรียกเธอว่าอีอ้วนแล้วล่ะ หนอย! คำก็อีอ้วน สองคำก็อีอ้วน อ้วนแล้วหนักหัวใครวะ!
เธอพุ่งไปถึงลิฟท์ก็กดลิฟท์ทันที
คนสามสี่คนนั้นไม่อยากใช้ลิฟท์ร่วมกับอีอ้วนจึงไม่รีบเดินไปก็อีอ้วนคนเดียวก็เกือบจะเต็มลิฟท์เล็กๆ นั่นแล้ว ใครมันจะอยากไปเบียดด้วยล่ะ
เมื่อลิฟท์เปิดออกจ้าวเป่าฉินก็รีบเข้าไปในลิฟท์แล้วกดปิดทันทีเธอรู้ว่าคนพวกนั้นก็ไม่เคยใช้ลิฟท์ร่วมกับเธออยู่แล้วดังนั้นเธอจึงใช้ลิฟท์คนเดียวตลอด
จนกระทั่งลิฟท์ลงไปถึงชั้นG เธอก็รีบวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซต์คู่ชีพคว้าหมวกกันน็อคใส่เรียบร้อยแล้วก็เสียบกุญแจรถแล้วขี่ออกไปทันทีเธอเร่งรีบจนคนอื่นๆ หันไปมองเป็ตาเดียว แล้วก็ส่ายหน้ามอเตอร์ไซต์ขนาดมาตรฐานกับคนอ้วนหนักเกือบ 200 โล ทำให้มอเตอร์ไซต์ดูคันเล็กไปเลย
จ้าวเป่าฉินขี่มอเตอร์ไซต์ไปอย่างเร่งรีบมากแม้ว่าการจราจรจะไม่ติดขัดมากนักแต่เธอก็ยังบิดอย่างเร็วปาดซ้ายปาดขวาแซงรถคันอื่นบนท้องถนนไปอย่างเร่งรีบมากเธอแซงซ้ายแซงขวาจนรถคันหลังด่าบรรพบุรุษของเธอ 18 ชั่วโคตรแล้ว
ขณะที่กำลังขับไปบนสะพานข้ามแม่น้ำจู่ๆ รถคันหนึ่งก็หักแซงรถคันข้างหน้าออกมา ทำให้จ้าวเป่าฉินร้องลั่น “เฮ้ย!”
ด้วยความใทำให้เธอหักมอเตอร์ไซต์หลบมอเตอร์ไซต์สีน้ำเงินจึงพุ่งขึ้นไปบนขอบกั้นราวสะพานแล้วพุ่งลอยละลิ่วลงสู่แม่น้ำ
“เหวอ---”จ้าวเป่าฉินร้องลั่น ใจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นยังไม่ทันได้คิดอะไรมอเตอร์ไซต์ก็ตกลงไปในน้ำแล้ว ตูม---
บนสะพานรถเบรกกันดังลั่น ผู้คนะโด้วยความใ
“เฮ้ย!”
“ว๊าย!”
“รถตกสะพาน!”
ฯลฯ
จ้าวเป่าฉินถูกน้ำกระแทกจนมึนไปชั่วขณะตัวเธอจมลงไปในน้ำพร้อมกับรถมอเตอร์ไซต์คู่ชีพ เธอปล่อยมือจากแฮนด์มอเตอร์ไซต์แล้วพยายามจะว่ายน้ำขึ้นไป แต่เธอกลับจมลงไปเรื่อยๆสายน้ำก็ขุ่นจนมองไม่เห็นอะไรมาก เธอรู้สึกว่ามีอะไรถ่วงตัวเธอเอาไว้เธอจึงพยายามสลัดมันออกไป แต่ก็ไม่หลุด ยิ่งดิ้น อากาศก็ยิ่งลอยขึ้นไปเป็ฟองบุ๋งๆเธอสำลักน้ำแล้ว ราว 2 นาทีต่อมาทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับมืดไป
“แม่นางๆลุกได้แล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเหมือนที่แขนถูกใครจิ้มๆ ทำให้จ้าวเป่าฉินลืมตาขึ้นมองภาพแรกที่มองเห็นคือดวงตาสีดำ ดำราวกับก้นบ่อน้ำลึกที่ลึกมากๆลึกจนมองไม่เห็นก้นบ่อ
“นี่ๆรีบลุกได้แล้ว”
จ้าวเป่าฉินเหลือบตามองริมฝีปากสีแดงที่แดงอย่างกับทาลิปติกสีแดงสดเมื่อเธอโฟกัสสายตาดีๆ ก็เห็นว่าคนที่พูดนั้นมีใบหน้าโคตรหล่อ หล่อเหมือนดาราดังโครงหน้าแบบว่าเบ้าหน้าฟ้าประทานชัดๆ ทำให้คำแรกที่เธอพูดออกมาคือ “หล่ออ่ะ”
คนๆนั้นยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง แล้วพูดอย่างเ็าว่า “ตื่นแล้วก็รีบลุกข้าจะได้หมดหน้าที่เสียที”
จ้าวเป่าฉินลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆตัว เธอมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดเหมือนกับว่ามีแสงเฉพาะรอบตัวเธอกับคนหล่อคนนี้เท่านั้นดังนั้นคำถามแรกที่เธอถามออกไปคือ “ที่นี่ที่ไหน?”
คนหล่อเหมือนจะคุ้นเคยกับคำถามประเภทนี้จึงตอบอย่างเ็าว่า“ที่นี่คือยมโลก”
“ยมโลก!?” จ้าวเป่าฉินะโลั่นอย่างไม่เชื่อ
คนหล่อจึงบอกว่า“ข้าคือยมทูต ส่วนเ้าตายแล้ว ข้ามาพาเ้าไปรอตัดสินว่าจะไป์หรือไปนรก เอ้ารีบลุกได้แล้ว แล้วตามข้ามา”
จ้าวเป่าฉินมองยมทูตอย่างเหลือเชื่อ“ฉันตายแล้ว!?”
“ก็ตายแล้วนะซิเ้าขี่รถมอเตอร์ไซต์ตกแม่น้ำ เ้าถูกรถถ่วงลงก้นแม่น้ำไม่อาจว่ายขึ้นไปได้ แค่ 5นาทีเ้าหมดสติแล้ว อีก 5 นาทีต่อมาเ้าก็ตายแล้ว” ยมทูตบอกอย่างเ็า
จ้าวเป่าฉินอ้าปากค้างพลัน! ความทรงจำก็หวนขึ้นมา เธอจำได้แล้วเธอขี่มอเตอร์ไซต์ตกแม่น้ำจริงๆ
“จำได้แล้วซินะ”ยมทูตพูดขึ้นมา
จ้าวเป่าฉินพยักหน้า
ยมทูตจึงบอกว่า“ตามข้ามา”
เขาพูดจบแล้วก็เดินนำหน้าไป
จ้าวเป่าฉินไม่อยากเดินตามเขาไปแต่ร่างกายของเธอกลับก้าวขาเดินตามเขาไปเองเธอพยายามบังคับขาตัวเองแต่ก็ไม่อาจบังคับได้เหมือนกับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างเธออย่างงั้นแหละ “นี่!”
“ตามมาเถอะเ้าไม่อาจขัดคำสั่งข้าได้หรอก” ยมทูตบอกอย่างเ็าเช่นเดิม แล้วเดินนำหน้าไป
จ้าวเป่าฉินก้าวตามไปอย่างไม่อาจบังคับตัวเองได้เลยบ้าเอ้ย! นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?
เธอเดินตามยมทูตไปซึ่งก็ไม่รู้ว่าเดินอยู่นานเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเดินๆๆเดินตามยมทูตสุดหล่อคนนั้นไปอย่างเดียวเท่านั้น รอบด้านก็มืดมากมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย เธอเห็นแค่ยมทูตคนนั้นเท่านั้น เบื้องหน้าก็มืดมากมืดสนิทยังกับไร้แสงทุกสิ่งทุกอย่าง มีแต่ความมืดกับมืดเท่านั้น พอเธอจะอ้าปากถามยมทูตก็พูดว่า “ไม่ต้องถาม ไม่ต้องพูด ตามข้ามา”
ปากเธอก็เหมือนจะอ้าไม่ขึ้นแล้วเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นีโอ* ที่ถูกปิดปากในหนังเื่ TheMatrix ยังไงอย่างงั้นแหละ ทำเธอด่าอยู่ในใจ โว๊ย! เกิดอะไรขึ้น!? นี่มันอะไรกันวะ!
(นีโอคือตัวเอกในภาพยนตร์เื่ The Matrix เข้าฉายวันที่ 31มีนาคม ค.ศ.1999)
จนกระทั่งเบื้องหน้าปรากฏแสงขึ้นเป็จุดเล็กๆเหมือนแสงที่ลอดรูเล็กๆ ในห้องมืดยังไงอย่างงั้น แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นไม่ใช่ซิที่ถูกควรจะบอกว่าเธอกับอีตายมทูตเ็านี่กำลังเดินเข้าไปหาแสงนั้นมากกว่า เธอกับเขาเดินเข้าไปใกล้แสงนั้นมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเห็นว่าเบื้องหน้านั้นคืออาคารใหญ่โตโอ่อ่า ซึ่งดูๆ แล้วน่าจะใหญ่พอๆกับอาคารสนามบินในปักกิ่งรวมกันซัก 10 อาคารนั่นแหละ
เมื่อเห็นขนาดของอาคารแล้วก็ทำให้จ้าวเป่าฉินเบิกตาโตเท่าไข่ห่านแล้วโห! ใหญ่มาก!
ยมทูตเดินนำหน้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งไปถึงหน้าประตู เหนือประตูมีป้ายเขียนว่า ‘ิญญาใหม่’
เขาชี้ไปที่ประตูนั้นแล้วสั่งว่า“เข้าไปซิ”
จ้าวเป่าฉินก้าวผ่านเขาไปเดินเข้าประตูไปอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลยเธอเดินผ่านประตูไปแล้วจึงเห็นคนยืนต่อแถวยาวเหยียดมาก ทำเธอบ่นในใจ โห! ต้องรอนานเท่าไหร่วะ?
เธออยากจะเดินไปทางอื่นแต่ก็ไม่อาจเดินไปได้ เท้าของเธอเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับพื้นงั้นแหละทำได้เพียงก้าวตามคนข้างหน้าไปเท่านั้นเมื่อเธอเหลียวไปมองข้างหลังก็พบว่าอีตายมทูตสุดหล่อไม่อยู่แล้วเรียกว่าพอส่งเธอเสร็จแล้วเขาก็รีบไปเลยซินะ คนอะไรโคตรหล่อแต่โคตรๆ เ็าเลยอ่ะคนแบบนี้คงจะหาแฟนลำบากสุดๆ เลยมั้ง ก็ผู้หญิงที่ไหนจะอยากได้แฟนโคตรเ็าล่ะต่อให้หล่อขนาดนั้นถ้าให้เขามาเป็แฟนเธอ เธอก็ไม่เอาด้วยคนล่ะี้เีต้องคอยเอาใจคนอื่นอ่ะ
ขณะที่เธอกำลังคิดๆอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงพูดว่า “บอกชื่อแซ่เ้ามา”
จ้าวเป่าฉินชะงักกึกเธอมองไปตรงหน้าก็พบว่าแถวยาวๆ หายไปหมดแล้ว ขณะนี้เธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บนแท่นยกพื้นสูงด้านข้างชายคนนั้นมีผู้ชายอีกสี่คนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ 4ตัวที่ดูเหมือนโต๊ะทำงาน แต่โต๊ะทำงาน 4ตัวนี้เป็โต๊ะที่ทำมาจากวัสดุอะไรเธอก็ไม่อาจบอกได้ดูขาวๆคล้ายหยกแต่มีแสงเหลือบๆ เหมือนไข่มุกถ้าจะบอกว่าเป็โต๊ะที่ทำมาจากไข่มุกก็คงเป็ไข่มุกที่ใหญ่มาก
“เอ้าบอกชื่อแซ่เ้ามา” เสียงพูดดังขึ้นอีกครั้ง จ้าวเป่าฉินจึงหันไปมองตามเสียงแล้วเธอก็พบว่าคนพูดคือคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทางฝั่งซ้ายมือของเธอ เธอมองเขากะพริบตาปริบๆ คนๆ นั้นจึงพูดน้ำเสียงเข้มว่า “ยังไม่บอกชื่อแซ่อีก”
จ้าวเป่าฉินมองคนๆนั้นแล้วถามว่า “ทำไมฉันต้องบอกชื่อกับคุณด้วยล่ะ?”
“ข้าจะได้ตรวจสอบว่าเ้าชื่อแซ่ตรงกับในบัญชีหรือไม่น่ะซิหากเ้าโกหก ข้าจะได้เพิ่มความผิดให้เ้าเพิ่มขึ้นอีก 1 ข้อ”
จ้าวเป่าฉินมองชายคนนั้นแล้วหันไปมองคนอื่นๆซึ่งทุกคนล้วนหน้าตาหล่อกันทุกคน ทำเธออดคิดไม่ได้ว่าหรือว่ายมโลกจะคัดคนทำงานด้วยหน้าตาอ่ะ แบบว่าหล่อๆ กันทั้งนั้นเลยง่ะขอฉันสมัครเป็พนักงานซักคนได้ป่ะ?
“สตรีอ้วนเ้าบอกชื่อแซ่มาเถอะ ข้าจะได้ตัดสินว่าเ้าควรจะไปนรกหรือ์ตามความดีความชั่วของเ้า”ชายที่นั่งอยู่บนแท่นยกสูงพูดขึ้นมา จ้าวเป่าฉินหันไปมองเขาแล้วถามว่า “คุณคือ?”
“ข้าคือเหยียนหลัวหวาง*” เหยียนหลัวหวางตอบ จ้าวเป่าฉินมองเขาแล้วมองคนอื่นๆ อีก 4 คนเธอเบนสายตากลับไปมองเหยียนหลัวหวางอีกครั้ง พูดว่า “ฉันแซ่จ้าว ชื่อเป่าฉิน”
(เหยียนหลัวหวาง ก็คือพยายมราช)
“จ้าวเป่าฉิน”ยมทูตคนเดิมทวนชื่อแซ่แล้วมองบนโต๊ะ พูดว่า “เ้าเกิดที่เมืองจงซาน มณฑลกวางตุ้งเกิดเมื่อวันที่ 11 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1997 เวลา 9 โมงเช้า”
จ้าวเป่าฉินหรี่ตาลง“ไม่ใช่นะ ฉันเกิดที่ปักกิ่งต่างหาก เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1999เวลาบ่าย 3 โมง 35 นาทีต่างหาก”
“หือ?”ยมทูตที่นั่งโต๊ะทั้งสี่คนส่งเสียงคนละคำพร้อมกัน
แล้วยมทูตคนหนึ่งที่นั่งใกล้ๆกับยมทูตคนแรกก็รีบลุกไปดูที่โต๊ะของยมทูตคนแรก เขาจ้องข้อมูลบนโต๊ะเขม็ง แล้วหันไปมองจ้าวเป่าฉินเขามองอายุเงาร่างเดิมก่อนตายของนางแล้วพูดว่า “สตรีผู้นี้อายุ 23 ไม่ใช่ 25”
“อา---” ยมทูตอีก 2คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามร้องออกมาพร้อมกัน พวกเขาหันไปมองจ้าวเป่าฉินครู่ใหญ่แล้วพูดเกือบจะพร้อมกันว่า “นางอายุ 23 จริงๆ”
“ผิดคนงั้นรึ?”เหยียนหลัวหวางพึมพำเบาๆ แต่เสียงของเขากลับได้ยินกันทั่วทุกคน
ยมทูตทั้งสี่คนหันไปมองเหยียนหลัวหวางเป็ตาเดียวพวกเขามีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “เอ่อ...”
“รีบส่งนางกลับไป”เหยียนหลัวหวางสั่ง ยิ่งทำให้สีหน้าของยมทูตทั้งสี่ยิ่งย่ำแย่มากขึ้น
เกิดความเงียบงันไปพักใหญ่ยมทูตคนแรกก็เลื่อนมือไปมาอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่ง แล้วเขาก็หยุดมือมองข้อมูลบนโต๊ะแล้วสีหน้ายิ่งย่ำแย่มากขึ้นอีกเขาเหลือบมองยมทูตอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆยมทูตคนนั้นมองสบตาสหายแล้วหันไปมองเหยียนหลัวหวาง พูดว่า“ไม่อาจส่งนางกลับไปได้แล้วขอรับ ศพนางถูกเผาไปแล้วขอรับ”
สีหน้ายมทูตอีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามยิ่งย่ำแย่พอๆกับสหายทั้งสองคนทันที พวกเขาร่ำร้องในใจว่า ‘แย่แล้ว’ แทบจะพร้อมๆ กันเลยทีเดียวพวกเขารู้ดีว่าการนำิญญามาผิดคนนั้นส่งผลร้ายแรงเพียงใดยมทูตที่ทำผิดพลาดจะถูกลงทัณฑ์อย่างหนักหนายิ่งแค่คิดถึงบทลงโทษพวกเขาก็หนาวสะท้านแล้ว
เหยียนหลัวหวางยกมือนวดขมับเขามองจ้าวเป่าฉินอย่างหนักอกหนักใจ บ่นว่า “เหตุใดมนุษย์จึงได้รีบเผาศพเร็วนักนะทั้งๆ ที่เมื่อก่อนยังเก็บรักษาศพเอาไว้ 100 วันอยู่เลย”
“โหถ้าต้องเก็บศพไว้ 100 วัน ค่าเก็บรักษาศพก็โคตรแพงเลยนะซิ”จ้าวเป่าฉินอุทานออกมาเมื่อคำนวณค่าเก็บรักษาศพ 100 วันเธอทำงานเป็เ้าหน้าที่นิติเวช ดังนั้นเื่ราคาเหล่านี้เธอย่อมรู้ดีที่สุดขนาดแค่จัดงาน 1 คืนแล้วเผายังต้องจ่ายเงินตั้งหลายหยวนซึ่งปัจจุบันนี้มีศพไร้ญาติที่ไม่มีญาติมารับไปทำพิธีก็มาก ก็เพราะพวกญาติๆกลัวว่าจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในพิธีศพมากโขนั้นเอง
เหยียนหลัวหวางมองจ้าวเป่าฉินแล้วครุ่นคิดหาทางแก้ไข เขาคิดๆ อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พูดว่า“เช่นนั้นก็ดูความดีความชั่วของนาง”
ยมทูตคนแรกรีบดูข้อมูลทันทีแล้วรายงานว่า “สตรีผู้นี้ทำความดีมากกว่าความชั่วขอรับ”
“ส่งนางไป์”เหยียนหลัวหวางสั่ง
ยมทูตทั้งสี่รับคำสั่งพร้อมกัน“ขอรับ”
แล้วยมทูตคนหนึ่งก็เดินเข้าไปหาจ้าวเป่าฉินบอกว่า “เ้าตามข้ามา”
จ้าวเป่าฉินเดินตามไปอย่างไม่ขัดขืนก็เขาจะพาเธอไป์ เธอจะขัดขืนทำไมให้โง่ล่ะ เธอกำลังจะไปเสวยสุขนี่นาไม่ใช่ไปลงนรกซะหน่อย เมื่อเดินไป 2 ก้าวก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณเหยียนหลัวหวางเลยเธอจึงหันไปมองจะพูดขอบคุณ แต่เมื่อเธอหันไปก็พบว่าเื้ัดำมืดไปหมดไม่มีเหยียนหลัวหวาง ไม่มียมทูตสุดหล่อทั้งสี่คนแล้ว ทำให้เธอชะงักกึก “เอ๋?”
“ตามข้ามา”ยมทูตที่นำทางอยู่ข้างหน้าหันไปมองแล้วเดินนำทางไป
จ้าวเป่าฉินกลัวจะถูกทิ้งไว้ในความมืดจึงรีบเดินตามไป
เธอเดินตามไปจนกระทั่งเห็นจุดแสงเล็กๆเบื้องหน้า จุดแสงนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเห็นว่าภายใต้แสงสว่างนั้นคือทางแยก 2 ทางทางหนึ่งขาวพร่างพราวจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีขาว อีกทางหนึ่งแดงฉานดั่งลาวาอีกทั้งยังแผ่ไอร้อนระอุออกมาจากช่องทางสีแดงฉานนั้นด้วย
“นั่นคือทางไป์ส่วนนั่นคือทางไปนรก” ยมทูตชี้บอก
จ้าวเป่าฉินมองแล้วก็พยักหน้าเข้าใจต่อให้คุณยมทูตสุดหล่อคนนี้ไม่บอก เธอก็พอจะเดาได้อยู่นะ
“ไปซิข้าจะได้หมดหน้าที่เสียที” ยมทูตบอกคล้ายเร่ง ทำให้จ้าวเป่าฉินรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยแหมๆ เร่งเธอจัง! นี่ถ้าเธอสวยๆเหมือนดาราพวกเขาจะเร่งเธอแบบนี้รึเปล่า?
จริงๆแล้วเธอก็ไม่ได้อยากอ้วนเหมือนแบบนี้หรอกนะแต่แค่เธอกินอะไรนิดหน่อยมันก็ไปสะสมเป็ไขมันหมดแล้วอ่ะ ขนาดเธอวิ่งทุกวัน น้ำหนักยังไม่ลดลงเลยซักขีดแล้วจะให้เธอทำไงล่ะโปรแกรมลดน้ำหนักแบบไหนที่ว่าดีเธอก็ลองมาหมดแล้วทั้งนั้น เฮ้อ...
“ไปซิ”ยมทูตพูดอีกครั้ง
จ้าวเป่าฉินจึงหยุดคิดแล้วเดินไปทางช่องทางไป์
ยมทูตก็หันหลังกลับทันที
พลัน! เสียงครืนคร้านก็ดังขึ้น!
จ้าวเป่าฉินรู้สึกเหมือนแผ่นดินไหวยังไงอย่างงั้นเธอใร้องออกมาคำหนึ่ง “เฮ้ย!”
ยมทูตหันขวับไปมองแล้วเขาก็เห็นช่องดำมืดช่องหนึ่งแหวกออกัสีดำมะเมื่อมตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากช่องทางนั้น ทำเขาใร้องลั่น “อ้า!”
จ้าวเป่าฉินถูกัพุ่งเฉียดไปทำเธอเซไป ยังไม่ทันจะได้มองว่าอะไรเป็อะไร เห็นแค่อะไรดำๆ ยาวๆเฉียดตัวไปเท่านั้นเอง แล้วเธอก็ถูกอะไรดำๆ ยาวๆ นั้นกระแทกจนตัวเธอเซหลุนๆเข้าไปในช่องดำๆ ช่องนั้นแล้ว “โอ๊ะ!”
เธอพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดแต่ก็คว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่าเท่านั้นอีกทั้งแรงลมจากอะไรดำๆ ยาวๆ นั่นก็พัดจนเธอเซถลาเข้าไปอย่างช่วยตัวเองไม่ได้เลย
“ัดำ!” ยมทูตอุทานสองคำ แล้วเขาก็เห็นสตรีคนหนึ่งยืนอยู่บนศีรษะัตัวนั้นเขาไม่ทันเห็นว่าจ้าวเป่าฉินพลัดเข้าไปในช่องดำมืดเขามองแต่ัดำกับสตรีบนศีรษะัดำเท่านั้นเมื่อทั้งสองจากไปไกลแล้วเขาจึงหันไปมองจ้าวเป่าฉิน
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ