สถานที่ที่ใช้สำหรับการทำพิธีบวงสรวงและล่าสัตว์ ใช้เวลาเดินทางจากเมืองหลวงเพียงครึ่งวันขบวนรถม้าของฮ่องเต้และเหล่าขุนนางคนสำคัญจึงมาถึงลานสำหรับตั้งกระโจมที่พักใน่เย็นวันเดียวกัน
หลิวหรงที่ลงมาจากรถม้าสูดหายใจเข้าออกอย่างเต็มปอดเป็ครั้งแรกอยู่บนรถม้าไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกอึดอัด เธอมองฉางอ๋องที่เดินหายไปไหนอีกทางก็ไม่รู้แล้วหันไปมองหาจีหลิงและจีเฉียว จึงได้เห็นพวกนางลงมาจากรถม้าคันหลังนั่นเอง
แต่เมื่อพยายามมองหาใครอีกคนแล้วก็ไม่พบแม้แต่เงา
“หวางเฟยกำลังหาผู้ใดหรือเพคะ” จีเฉียวที่เดินเข้ามาถึงตัวเธอก่อนถามขึ้น
“ตู้เมิ่งเจี๋ยไง พวกเ้าเห็นนางหรือเปล่า”
“เช่อเฟยไม่ได้เสด็จมาด้วยเพคะ” พวกนางรู้ข่าวนี้มาจากเหล่าองครักษ์แล้วซึ่งนับว่าเป็เื่ดี จะได้ไม่มีใครมาแย่งท่านอ๋องไปจากพระชายาเอกตลอดสามวันนี้
“ไม่ได้มาด้วยเหรอ” หลิวหรงพึมพำกับตัวเอง แล้วมองไปรอบๆบริเวณที่เวลานี้เหล่าองครักษ์กำลังช่วยกันกางกระโจมให้เ้านายใช้พักอาศัยในค่ำคืนนี้
ระหว่างที่ไม่มีอะไรให้ทำ เธอจึงคิดจะเดินเล่นและสำรวจรอบๆบริเวณเสียหน่อย ตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน แถวนี้ก็มีคนอยู่มากมาย คงไม่มีอะไรน่ากลัว
“เราไปเดินเล่นหลบแดดแถวๆ นั้นกันเถอะ”
แถวนั้นที่เธอชี้คือใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาได้เป็อย่างดีหญิงสาวทั้งสามจึงมุ่งตรงไปทางนั้น
หลิวหรงยืนมองทิวทัศน์ในยุคโบราณที่ดูแล้วอาจไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยพื้นที่โล่งกว้างสำหรับทำกิจกรรมต่างๆก่อนจะตัดเข้าสู่เขตป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่า
‘คิดซะว่ามาเที่ยวเล่นพักผ่อนก็แล้วกัน’
“ไม่ได้พบหรงเอ๋อร์เสียนาน สบายดีหรือไม่”
เสียงทุ้มนุ่มให้ความรู้สึกสนิทสนมดังขึ้นจากด้านหลังทำให้หลิวหรงหันกลับมามอง ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มท่าทางสุภาพแต่องอาจมีสง่าราศีแบบชนชั้นสูงเธอพยายามล้วงเอาความทรงจำของซูอวี่หรงขึ้นมา ในที่สุดก็จำได้ว่าเขาเป็ใคร
“คารวะไท่จื่อเพคะ”
“ไท่จื่ออันใดกัน เ้าออกเรือนไปไม่นาน ต้องทำท่าทีห่างเหินถึงเพียงนี้เลยหรือ”
จากความทรงจำของหลิวหรง ไท่จื่อหรือรัชทายาทผู้เป็โอรสของฮองเฮาสนิทสนมกับซูอวี่หรงมาั้แ่เด็กเพราะนางติดตามท่านปู่ที่เป็ราชครูเข้าวังอยู่หลายครั้ง
“หม่อมฉันก็ต้องทำตามระเบียบเพื่อกันข้อครหาเพคะ”
คำตอบและท่าทางของหญิงสาวทำให้ ‘หลี่จวินฮ่าว’ แปลกใจเพราะซูอวี่หรงที่เขารู้จักเป็สตรีโผงผาง ตรงไปตรงมา ไม่นิยมเอ่ยวาจาอ้อมค้อมหรือสงวนท่าทีใดๆไม่เพียงแต่กิริยาวาจา แต่รูปลักษณ์การแต่งกายก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
“เ้าดูโตขึ้นมาก ข้ายังจำวันเวลาที่เ้าวิ่งไล่จับข้าในตำหนักบูรพาราวกับลิงทโมนได้อยู่เลย”
เมื่อเขาพูดถึงเื่นั้น ภาพซูอวี่หรงในวัยเด็กตัวกลมป้อมวิ่งไล่จับกับไท่จื่ออย่างไม่สนตำแหน่งฐานะใดๆก็วาบผ่านสมองจนทำให้เธอหลุดยิ้มออกมา
“สมัยนั้นหม่อมฉันยังเป็เด็กไม่รู้เื่รู้ราวใดๆเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานเป็เื่ธรรมดาไม่ใช่หรือเพคะ”
หลี่จวินฮ่าวเบือนหน้าทอดสายตาออกไปมองท้องฟ้าแล้วยกยิ้มบางเบา
“ไม่ผิด เวลานั้นพวกเราเป็เพียงเด็กเล็กๆไม่มีเื่ใดให้ต้องคิดมาก ต่างจากเวลานี้ ทุกสิ่ง...ไม่คิดไม่ได้”
หลิวหรงมองไท่จื่อพี่ชายต่างมารดาของฉางอ๋องที่กำลังรำพึงรำพันจากทางด้านข้างก็รู้สึกว่าสองพี่น้องหน้าตาคล้ายกันแต่บรรยากาศแตกต่างกันมาก
ไท่จื่อดูอ่อนโยนสุภาพราวบัณฑิต ส่วนฉางอ๋องที่ซูอวี่หรงมักจะต้องเผชิญหน้าด้วยนั้นดุดันเกรี้ยวกราดเหมือนผู้ชายขี้โมโหหัวร้อนอยู่ตลอดเวลา ความอ่อนโยนที่มีอยู่น้อยนิดของเขามักจะมีให้ตู้เมิ่งเจี๋ยเท่านั้นนั่นคงเป็สาเหตุที่ซูอวี่หรงทนเห็นไม่ไหว ต้องกลายร่างเป็นางมารร้ายคิดแต่จะพุ่งเข้าไปจิกหัวตู้เมิ่งเจี๋ยอยู่ร่ำไป
“จ้งเหว่ยดีกับเ้าหรือไม่” เมื่อถามออกไปแล้วแม้กระทั่งผู้ถามก็ยังรู้สึกกระดากปาก ใครๆ ก็รู้ว่าอนุชาของเขาเกลียดซูอวี่หรงอย่างกับอะไร
“ถ้าเป็เวลานี้ก็คิดว่าไม่ได้แย่จนเกินไปเพคะ”จากที่เขาสามารถทนนั่งรถม้าคันเดียวกับเธอได้มาค่อนวัน โดยที่เธอไม่ได้รับาเ็ทางกายและใจก็ถือว่าน่าพอใจมากแล้ว
หลี่จวินฮ่าวหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าไม่เชื่อถือเลยสักนิด
“หากเ้าได้รับความลำบากและ้าความช่วยเหลือ...”
“เสด็จพี่อยู่ที่นี่เอง”
เสียงของสตรีที่ฟังดูไพเราะแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ฟังอย่างหลิวหรงรู้สึกดีดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อนทำให้ทั้งหลี่จวินฮ่าวและหลิวหรงหันไปมองพร้อมกัน
“คารวะไท่จื่อเฟยเพคะ”
กิริยาวาจานอบน้อมผิดวิสัยของสตรีตรงหน้า ทำให้ ‘สวีหว่านถิง’ จ้องมองอย่างหวาดระแวงคนอย่างซูอวี่หรงน่ะหรือจะยอมคารวะนางง่ายๆ
“หม่อมฉันเห็นว่าเสด็จพี่ออกมานานแล้ว จึงรู้สึกเป็ห่วงอีกไม่นานก็ค่ำแล้ว อากาศจะเย็นลงอีก รีบกลับไปที่กระโจมกันเถิดเพคะ”นางเลือกจะหันไปให้ความสนใจพระสวามี แทนสตรีที่นางไม่อยากจะพบหากไม่จำเป็
“อืม เช่นนั้นก็กลับกันเถิด ไว้พบกันอีกนะหรงเอ๋อร์”ท้ายประโยคเขายังหันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ ก่อนจะถูกพระชายาเอกของตนเร่งให้เดินกลับกระโจม
หลิวหรงมองภาพสองสามีภรรยาเดินห่างออกไปพลางคิดในใจว่าซูอวี่หรงคนเก่าคงไม่รู้ว่าไท่จื่อรู้สึกยังไงกับตัวเอง แต่พระชายาเอกของเขาน่าจะรู้ถึงทำสายตาท่าทางเหมือนกับกลัวว่าสามีจะโดนเธอฉกไปแบบนั้น
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว เธอก็เดินนำนางกำนัลทั้งสองกลับบริเวณที่ตั้งกระโจมซึ่งตอนนี้กางออกเรียบร้อยพร้อมใช้งานแล้ว
“เชิญหวางเฟยเสด็จประทับด้านในก่อน อีกสักครู่องครักษ์จะนำสำรับเย็นมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์ที่เฝ้าหน้ากระโจมผายมือนำทางเมื่อเห็นหลิวหรงเดินเข้ามาใกล้
หญิงสาวทั้งสามจึงเดินเข้าไปด้านในและสำรวจไปรอบๆ กระโจมของเชื้อพระวงศ์ค่อนข้างใหญ่โตและมีข้าวของเครื่องใช้ครบครันสะดวกสบายประหนึ่งยกบ้านหลังเล็กมาไว้ที่นี่เรียกได้ว่าสบายกว่าไปนอนกางเต็นท์ในยุคสมัยของเธอหลายเท่า
เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้ว ทำให้หลิวหรงอดคิดถึงตอนที่เธอไปเที่ยวตากอากาศในชีวิตก่อนไม่ได้ทั้งตอนที่ไปกับครอบครัว เพื่อนฝูง และคู่หมั้น...เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เธอก็รีบสลัดภาพผู้ชายสารเลวคนนั้นออกไป ก่อนที่ความรู้สึกแย่ๆจะกลับมาอีกครั้ง
“ท่านอ๋อง”
เสียงขององครักษ์คนเดิมที่ดังขึ้นตรงทางเข้ากระโจมทำให้หลิวหรงหันไปมองก็พบว่าฉางอ๋องเลิกผ้าปิดกระโจมขึ้นแล้วเดินเข้ามา
หลิวหรงเกิดอาการเลิ่กลั่กเพราะไม่คิดว่าจะต้องมาเจอกันอีกส่วนจีหลิงและจีเฉียวก็รีบเดินออกจากกระโจมอย่างรู้งาน
หลี่จ้งเหว่ยเหลือบตามองพระชายาเอกที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางระแวดระวังทีหนึ่งแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือเงียบๆ
“ท่านอ๋อง... มีธุระอะไรหรือเปล่าเพคะ”
คำถามนั้นทำให้เ้าของกระโจมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าราวกับจะเอ่ยว่า‘นั่นคือคำถามประเภทใดกัน’
“ก็ที่ท่านอ๋องเข้ามาในกระโจมของหม่อมฉัน มีเื่อะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเปล่า”คนอะไร เข้ามาก็นั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จา จะเอาอะไรก็ไม่บอก
“กระโจมของเ้า? นี่คือกระโจมของข้า ไม่สิ...กระโจมของเราต่างหาก”
นั่นไม่ใช่คำตอบที่หลิวหรงอยากได้ยิน...
‘ไม่ได้หรอก! แค่นั่งอยู่ด้วยกันครึ่งวันก็อึดอัดจะแย่แล้วถ้าต้องนอนด้วยกันอีก...’
เธอก้มลงมองเตียงที่ตัวเองนั่งทับอยู่ แล้วเลื่อนสายตาไปมองขนาดของมัน
‘เตียงเล็กขนาดนี้จะนอน 2 คนได้ยังไง แล้วเื่อะไรที่จะต้องนอนกับเขาด้วย!’
เวลานั้นองครักษ์และนางกำนัลทั้งสองเดินถือถาดอาหารค่ำเข้ามาวางเรียงไว้บนโต๊ะหนังสือจากนั้นก็ถอยออกไป
“จะกินหรือไม่ หากจะกินก็มานั่งกินตรงนี้”
หลิวหรงที่ยังคิดไม่ตกว่าจะผ่านสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ในคืนนี้ไปยังไงจำต้องลุกขึ้นไปนั่งเผชิญหน้ากับเขา
ฉางอ๋องที่มีสีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ตลอดเวลาทำให้เธอรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะต้องนั่งกินข้าวต่อหน้าเขาแต่ก็ต้องกิน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เขาโมโหขึ้นมาอีกก็ได้
หลิวหรงใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ถ้วยเงียบๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองโดยไม่มองหน้าใครอีกคนอาหารวันนี้รสชาติไม่แย่ แต่กลืนลงคอได้ลำบากเหลือเกินกลืนไปได้ไม่กี่คำก็สำลักออกมาจนหน้าดำหน้าแดงน้ำตาคลอเบ้า เดือดร้อนหลี่จ้งเหว่ยต้องเทน้ำใส่ถ้วยแล้วยัดไปที่ปากของคนซุ่มซ่ามตามด้วยคำตำหนิ
“กินข้าวอย่างไรให้สำลักได้”
‘ก็กินข้าวกับท่านไงล่ะ!’ หลิวหรงะโในใจทั้งๆที่ยังสำลักอยู่ เธอพยายามดื่มน้ำตามอีกหลายถ้วยจนหยุดสำลักลงได้
มื้ออาหารมื้อแรกที่เธอได้นั่งกินกับสามีในนามจบลงอย่างทุลักทุเลและกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
เมื่อนางกำนัลเข้ามาเก็บกวาดจานชามแล้ว หลี่จ้งเหว่ยก็ลุกออกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังฉากกั้นที่มีอ่างน้ำเตรียมไว้อยู่แล้ว
ท่ามกลางความเงียบ หลิวหรงได้ยินเสียงน้ำกระฉอกไปมาชวนให้จินตนาการภาพตามอย่างช่วยไม่ได้แม้จะพยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิดอกุศล แต่เสียงน้ำที่ดังใกล้แค่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เธอนั่งอยู่ในห้องน้ำพร้อมกับเขานั่นแหละ
หลี่จ้งเหว่ยกลับออกมาในชุดนอนสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดหมดจดผมที่ปล่อยยาวสยายเปียกชื้นนิดๆ เมื่อรวมกับความสูงและรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ ก็ให้ความรู้สึกเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก
หลิวหรงที่เผลอมองตาค้างและกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปหลายวินาทีแล้วจึงรีบเบือนหน้าหนีและสับเท้าไปหลังฉากกั้นแทนเพราะถึงคราวที่เธอต้องอาบน้ำบ้างแล้ว
หลังจากองครักษ์นำน้ำมาเปลี่ยนให้ เธอก็ถอดเสื้อผ้าแล้วแขวนไว้บนฉากกั้นเมื่อร่างกายเปลือยเปล่าก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นของ่เวลาค่ำคืนตามมาด้วยความรู้สึกไม่ถูกต้อง
เธอกำลังอาบน้ำต่อหน้าผู้ชายที่ไม่สนิทกัน ถึงจะมีฉากกั้นเอาไว้แต่มันก็เป็เพียงฉากโปร่งแสงที่สามารถมองเห็นอีกฝั่งได้รางๆ นี่มันอนาจารชัดๆ!
หลิวหรงหลับหูหลับตาก้าวเท้าลงไปแช่น้ำในอ่าง แล้วใช้ถุงขัดตัวขัดผิวตัวเองอย่างรวดเร็วจนน้ำกระฉอกไปมาแต่ตอนนี้เธอไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอต้องรีบหยุดเปลือยต่อหน้าผู้ชายคนนั้นเร็วๆ
ในที่สุด การอาบน้ำที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงก็จบลง แต่สิ่งที่เธอต้องเผชิญต่อไปในอีกไม่กี่อึดใจนี่สิ...ต้องทำยังไงดี