เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    หนี


    ตอนที่ 35

    หนี

     

                    เสวี่ยหมิงที่ล้มตัวอยู่ในท่ากึ่งนอนกึ่งนั่ง เหลือบสายตาที่เริ่มจะพร่ามัวขึ้นดู เขาจดจำได้ว่าชายที่จู่โจมตัวเองในตอนนี้ คือหนึ่งในสมุนของหลี่เปียว แม้จะรู้อยู่ในใจว่าคนร้ายต้องเป็นฝีมือของหลี่เปียว ที่จัดหามาอย่างแน่นอนแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันก็ตาม แต่เมื่อพบเองกับตาว่าคนร้ายคือคนของหลี่เปียว ความโกรธแค้น เกลียดชังที่คิดว่ามีมากอยู่แล้วยังคงเพิ่มขึ้นได้อีก ราวกับว่าความแค้นในใจของมนุษย์นั้นเป็นวัตถุไร้ก้นก็มิปาน ติดเพียงว่าในตอนนี้สภาพของเสวี่ยหมิงนั้นไม่ต่างจากคันธนูที่น้าวจนสุดรั้งแล้ว หากให้น้าวมันเพิ่มอีกคันธนูนั้นคงหักพังลงเป็นแน่


     


                    สายตาที่จับจ้องด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ไม่อาจทำอะไรผู้หมายชีวิตของตัวเองได้ เรี่ยวแรงที่เคยมีก่อนหน้าก็มิอาจควบคุมบังคับได้อีก เพียงแค่จะลุกขึ้นหลบหนียังคงยากเย็น อย่าว่าแต่คิดตอบโต้หรือหลบหนี แม้เกิดความคิดท้อแท้ขึ้น แต่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึกกลับไม่ยินยอม เสวี่ยหมิงยังคงลอบเดินพลังร้อนลวกเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างบ้าคลั่ง แต่หากดูจากระยะห่างของเจี้ยนเฉินที่กำลังย่างกรายเข้ามาแล้ว คาดว่าเสวี่ยหมิงคงไม่อาจฟื้นคืนและหลบรอดจากความตายไปได้


     


                    "ยอมตายแต่โดยดีซะเถอะ" เจี้ยนเฉินพูดด้วยเสียงเรียบ ในมือเงื้อดาบสีเขียวมรกต ศาตราชั้นยอดที่ในอดีตที่ผู้นำตระกูลหลี่มอบให้มัน เพื่อใช้คุ้มครองนายน้อยของตระกูล หมายปลิดชีวิตเสวี่ยหมิงในคราเดียว


     


                    เมื่อศัตรูไร้ทางสู้ ท่าดาบที่ใช้จึงมิได้แฝงพลังเต็มสิบส่วน แต่ด้วยระดับพลังลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 5 เพียงแค่พลังกึ่งหนึ่งก็เพียงพอสังหารเสวี่ยหมิงได้อย่างไม่ยากเย็นอยู่แล้ว ดาบมรกตตวัดจากเบื้องบนเฉียงเข้าใส่จุดซอกคอของเสวี่ยหมิง


     


                    เคร้ง !


                    แต่แล้วภายใต้รัตติกาล กลับปรากฏลูกดอกโลหะพุ่งฝ่ามาสกัดเอาไว้ได้ก่อน ความแรงของลูกดอกผลักจนดาบมรกตพลาดเป้า แต่เพราะลูกดอกเดินทางไกล ดาบมรกตล้วนประชิดติดตัวเสวี่ยหมิง แม้ลูกดอกซัดจนทิศทางของดาบเบี่ยงออก แต่ยังคงฝากบาดแผลยาวลากเฉียงลงบนหน้าอกของเสวี่ยหมิงขีดหนึ่ง เผยให้เห็นแผงอกที่สมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อปรากฏโลหิตแดงฉานไหลรินออกมา


     


                    ตอนนี้เสวี่ยหมิงไม่รับรู้อีกว่าผู้มาช่วยเหลือตนเมื่อครู่นั้นเป็นใคร และมีจุดมุ่งหมายอื่นใดแอบแฝงด้วยหรือไม่ ตอนนี้ในสมองของเสวี่ยหมิงมีเพียงความคิดที่ว่าต้องฟื้นตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงเชื่อเพียงตัวเอง เขาต้องการยืนด้วยขาของตัวเอง ไม่ยินยอมให้โชคชะตาย่อมพัดพาไปเช่นในอดีต


     


                    พลังร้อนลวกแกว่งไกวร้อนแรง ค่อย ๆ ฟื้นคืนเรี่ยวแรงทีละน้อย เสียงต่อสู้ปะทะแม้ดังอยู่มิห่างกาย แต่เสวี่ยหมิงหาได้สนใจ ยังคงตั้งหน้าหลับตาทำสมาธิเคลื่อนลมปราณรักษากายอย่างไม่หยุดยั้ง แต่แล้ว จู่ ๆ ควันสีขาวก็ลอยออกจากซากศพนักฆ่าทั้ง 5 พุ่งเข้าทะลุเปลือกตาซ้ายที่ปิดแน่นของเสวี่ยหมิง จมหายเข้าไปในร่างของเขา พลังปราณร้อนที่กำลังวิ่งไวพลันหยุดชะงัก สติของเสวี่ยหมิงพลันพร่าเลือน ทำให้ตัวเขานึกไปถึงเหตุการณ์คืนแรกสังหารนักฆ่าที่อยู่ในห้องเช่า หากว่ามันเกิดขึ้นในตอนนี้ที่นี่ นั่นไม่เท่ากับตัวเขากลายเป็นสิ้นสติสมประดี เปลี่ยนจากยังพอมีเรี่ยวแรงรับรู้ กลับกลายเป็นเนื้อบนเขียงที่รอรับเพียงการเชือดเฉือนแต่ฝ่ายเดียว


     


                    เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างกายที่เริ่มฟื้นคืนพลันดีดตัวผึงลุกขึ้น ก่อนจะเร่งฝีเท้าสุดชีวิตเพื่อหนีออกไปให้ห่างจากจุดที่เกิดเสียงปะทะ แม้จะยังคงสงสัยว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ตัดใจมิหันกลับไปมอง เพียงเร่งฝีเท้าบ่ายหน้าออกจากเมืองไปอย่างไร้ทิศทาง


    .


    .


                    ชายชุดดำอีกคนที่เข้ามาขัดขวางเจี้ยนเฉินเอาไว้ มีฝีมือไม่ธรรมดา ปะทะกันกว่าร้อยกระบวนท่า แม้ไม่ถึงกับเอาชัย แต่ยังพอดูออกว่าเหนือกว่าเจี้ยนเฉินเล็กน้อย บวกกับไม่เร่งร้อนเอาชัย เพียงจู่โจมป้องกันอย่างรัดกุมเท่านั้น ผิดกับเจี้ยนเฉินที่มีระดับฝึกปรือถึงระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 5 สุดปลาย หมายมั่นว่าฝีมือตัวเองเป็นรองเพียงแค่เหล่าผู้นำ หรือลูกหลานตระกูลใหญ่ของเมืองหยกม่วงเท่านั้น แรกปะทะจึงหักโหมจู่โจมหมายแสดงพลังอำนาจ มิคาดศัตรูกลับไม่เพลี่ยงพล้ำ แถมยิ่งประมือนานเข้า กลับเหนือแสดงออกว่าล้ำกว่ามันไปครึ่งก้าว


     


                    การประลองเป็นตายเช่นนี้ เจี้ยนเฉินที่ด้อยกว่าไม่อาจแบ่งแยกสมาธิจิตใจออกได้ ทำให้มันลืมเลือนเสวี่ยหมิงที่ดูเหมือนจะไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ไปเสียสนิท แต่เมื่อยืนยันมั่นเหมาะว่ามิอาจเอาชัยได้ เจี้ยนเฉินพลันคิดปรับเปลี่ยนแผนการหมายมุ่งสังหารเสวี่ยหมิงให้จงได้ แม้ตัวได้รับบาดเจ็บกลับมาบ้าง แต่เมื่อภารกิจเรียบร้อย ยังบ่ายหน้าหลบหนีจากไปก่อนย่ำรุ่ง เพราะหากปล่อยเวลายืดเยื้อออกไป จนราตรีกาลผ่านพน้แล้วภารกิจครั้งนี้คงต้องคว้าน้ำเหลวเป็นแน่


     


                    "เจ้าเด็กนั่นหายไปไหน" เสียงอุทานด้วยความตระหนกของเจี้ยนเฉิน ทำให้คู่ต่อสู้ทั้งสองชะงักมือ


     


                    ...เสวี่ยหมิงที่สภาพร่อแร่ปางตายกลับหายไป ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังปะทะกันอยู่


     


                    เมื่อภารกิจล้มเหลว เจี้ยนเฉินที่เปิดหน้าลงมือก็ไม่จำเป็นต้องรั้งรอ เพื่อรับโทษทัณฑ์อยู่ในเมืองหยกม่วงอีก มันจึงเร่งหลบหนีออกจากเมืองหยกม่วงไปก่อนฟ้าสาง


     


                    ฝ่ายผู้ที่เข้ามาสอดมือช่วยเหลือเสวี่ยหมิงในครานี้ เมื่อเป้าหมายของมันคือช่วยเหลือหาใช่สังหาร ครั้นเมื่อเจี้ยนเฉินหลบหนีจากไป มันจึงมิได้ต่อสู้พัวพันอีก เพียงหยุดนิ่งจ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ซึ่งเป็นจุดที่มันเห็นเสวี่ยหมิงนั่งขัดสมาธิอยู่ ในใจพลางครุ่นคิดไปต่าง ๆ นา ๆ จนอดที่จะเอ่ยกับตัวเองมิได้


     


                    "ข้าละเมิดคำสั่งนายท่าน สอดมือเข้าช่วยสหายของนายน้อยในครั้งนี้ เพราะเกรงว่านายน้อยจะเสียใจที่สหายตกตาย มิคาดเด็กน้อยผู้นี้ กลับมีเรื่องราวมากหลายที่มิอาจคะเนได้ด้วยข่าวลือ แม้แต่มองดูด้วยตาของตัวเอง ข้าก็ยังมิอาจเชื่อว่าสิ่งนี้คือเรื่องจริง" สายตาของมันพลันกวาดมองไปยังซากศพของนักฆ่าทั้ง 5 ที่ตกตายในสภาพดวงตาเบิกโพลง แต่แล้วก็ต้องตกใจเพราะซากศพที่สมบูรณ์ก่อนหน้าพลันแห้งเหี่ยวลงอย่างมิน่าเชื่อ แต่ในใจก็สันนิษฐานไปว่าคงเป็นวิธีการทำลายหลักฐานของเหล่านักฆ่าทั้งหลาย


     


                    แม้จะเกิดเรื่องราวหลากหลายอารมณ์เกิดขึ้นในคืนนี้ แต่ตัวมันก็ตั้งใจจะเก็บเรื่องราวในคืนนี้ไว้เป็นความลับ ไม่นำออกไปรายงานยังเจ้านายของตัวเอง เพราะมันคิดว่า ปล่อยให้มิตรภาพของเด็กหนุ่มทั้งสองก่อตัวขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติคงจะดีกว่า มิตรภาพที่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ในภายหน้า


    .


    .


    .


                    เสวี่ยหมิงวิ่งโดยไร้ทิศทาง สองตาก็พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้เพียงตัวเองข้ามผ่านพ้นกำแพงเมืองออกมาได้ช่วงหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่ามีใครตามติดมาด้วยหรือไม่ สองเท้าแม้เริ่มจะอ่อนล้า แต่ก็ยังต้องฝืนวิ่งห้ออยู่อย่างนั้นต่อไปมิหยุดยั้ง


     


                    เวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดเสวี่ยหมิงมิอาจรู้ สองตาที่พร่าเลือนพลันปิดหรี่ลงจนอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น จนกระทั่งลมเย็นสายหนึ่งชำแรกผ่านขึ้นมาปะทะใบหน้า สองตาที่หยี่เล็กพลันเบิกอ้าขึ้นเล็กน้อย มองตรงออกไปยังอากาศธาตุอันเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา


     


                    เสวี่ยหมิงพลันรู้สึกตัวว่าไม่ถูกต้อง แต่กลับเชื่องช้าไปวูบหนึ่ง เท้าขวากลับแหย่ลงไปยังความว่างเปล่าร่างกายที่อ่อนล้าตกลงไปสู่หุบเหวเบื้องหน้าอย่างมิอาจบังคับควบคุม



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน