ยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) มู่หานกับน้องสาวอย่างมู่เจียและยังมีสองพี่น้องบุตรสาวบุตรชายของหวังซื่ออย่างฮุ่ยเฟินกับฮุ่ยอัน มายืนรอจ้าวลู่ชิงอยู่ตีนเขาทางทิศตะวันตก บนหลังทุกคนมีกระบุงเตรียมพร้อมสำหรับทำงาน
เด็กทั้งสามค่อนข้างหวาดกลัวชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสี่คนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ซูเซียงกับซูเจินที่หายดีแล้วก็เตรียมพร้อมขึ้นเขากับคุณหนูของพวกนาง
“พวกเ้าไม่ต้องกลัว พวกเขาคือคนบ้านข้า”
จ้าวลู่ชิงนำเด็กทั้งสี่ไปยังบริเวณที่มีโส่วอูอยู่เต็ม จากนั้นก็บอกให้พวกเขาขุดเอารากของมัน หากขุดจนเต็มตะกร้าแล้วถ้านางและคนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาให้นำไปไว้ที่บ้าน นางบอกนายประตูเอาไว้แล้ว
เด็กพวกนี้พูดง่าย เห็นว่าได้เวลาสมควรก็พากันเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าลึก ในป่าลึกมีสมุนไพรหาอยากเนื่องจากชาวบ้านเข้าไปไม่ถึง สัตว์ดุร้าย เช่น เสือ หมีควาย หมาป่า ป่าพวกนั้นเอาไว้ แต่พวกนางมีวรยุทธ์สามารถหลบหลีกได้
สุริยาจรเข้าสายัณห์เด็กน้อยทั้งสี่ที่ขึ้นเขาเก็บสมุนไพรต่างวิ่งกลับบ้านด้วยใบหน้าแช่มชื่นดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
“พวกเรากลับมาแล้ว” มู่หานกับมู่เจียวิ่งเข้ามาภายในลานบ้าน เห็นบิดาเดินเท้าเขย่งออกมาจากบ้าน สองพี่น้องก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง
“แผ่นแป้งที่ให้ไปพวกเ้าสองพี่น้องทานอิ่มท้องหรือไม่” มู่ฉินนั่งลงบนเก้าอี้ข้างภรรยา
“อิ่มมาก พี่สาวให้แป้งทอดพวกเราเพิ่มคนละสองแผ่นและยังมีเนื้อกระต่ายแห้งอีกด้วยขอรับ” มู่หานรายงานตามเป็จริง
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้ากับท่านพี่ได้ค่าแรงมาคนละสิบเหวิน” เหรียญทองแดงที่อยู่ในเหอเปาถูกดึงออกมาจากอกเสื้อ
“ท่านแม่ของพี่สาวให้เหอเปาพวกเรามาคนละใบ มีของพี่รองด้วยนะเ้าคะ” มู่เจียยื่นกระเป๋าใบเล็กสำหรับใส่เงินสีเขียวให้พี่ชายคนรอง ทว่าเหอเปาใบนี้ไม่มีเงินเหมือนของพวกตน
“ค่าแรงวันนี้พวกเราให้ท่านแม่เก็บไว้เ้าค่ะ วันพรุ่งนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะไปขุดสมุนไพรบนเขาอีก” เทเหรียญทองแดงออกจากเหอเปา เงินนางให้มารดาแต่เหอเปานางขอเก็บไว้เอง มู่เจียลูบคลำด้วยความหลงใหลนางมิเคยมีของสวยงามเช่นนี้มาก่อน
“ท่านแม่อย่าดุพวกเราเลย พี่สาวยืนยันว่าจะจ่ายค่าแรง พวกเราทัดทานแล้วแต่พี่สาวบอกว่าหากไม่รับค่าแรงวันพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรให้นาง” มู่หานรีบกล่าวดักเมื่อรู้ว่ามารดากำลังจะอ้าปากพูดสิ่งใด
“ท่านหมอหญิง นางดีกับครอบครัวพวกเราเสียจริง” อวี้ซื้อยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา สุขภาพนางเริ่มฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงก็เพราะฝีมือการรักษาของท่านหมอ ไม่รู้ว่าจะตอบแทนบุญคุณในชาตินี้หมดหรือไม่
ครอบครัวหวังซื่อก็ใกับเหรียญทองแดงที่ลูกทั้งสองเทออกมากองต่อหน้าเช่นเดียวกัน หวังซื่อกับสามีมีบุตรตอนอายุมากแล้ว บุตรสาวคนโตอายุสิบสองปีเท่ากับบุตรชายคนโตบ้านมู่ ส่วนบุตรชายคนเล็กอายุเก้าปี ไม่คิดเลยว่าบุตรทั้งสองจะได้รับค่าแรงมากถึงเพียงนี้
“พี่สาวลู่ชิงของพวกเ้าช่างเป็คนดีนัก”
“นายหญิงบ้านหลังใหญ่ให้เหอเปาพวกเราด้วยเ้าค่ะ” ฮุ่ยเฟินกับน้องชายกวัดแกว่งกระเป๋าใบเล็กต่อหน้าบิดามารดา
“สวยมาก หากพวกเขานำไปขายน่าจะทำเงินได้หลายเหวิน คนบ้านหลังนั้นจิตใจดีงามจริง ๆ”
“พี่สาวบอกว่าพรุ่งนี้ให้พวกข้าขึ้นไปขุดสมุนไพรบนูเาอีก ค่าแรงสิบเหวินเท่าเดิม”
“คุณหนู้าแรงงานเพิ่มหรือไม่” สามีหวังซื่อนั่งโง่งมมองเหรียญทองแดงอยู่นาน เขาคิดอยากขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรด้วย
“พี่สาวยังไม่รับคนเ้าค่ะ พี่สาวบอกพวกเราว่าห้ามไปบอกใคร นางจ้างแค่พวกเราสี่คนก่อน”
“เ้ากับน้องเอาเหรียญทองแดงไปคนละเหวิน” ยัดเหรียญใส่เหอเปาให้ลูกทั้งสองคน “ทยอยเก็บไว้เป็ค่าสินเดิมของเ้า ส่วนเ้าเก็บไว้แต่งภรรยา”
หวังซื่อมิใช่คนตระหนี่ บุตรนางออกจากบ้านั้แ่ยามเช้ากลับมาถึงบ้านก็เย็น สามารถหาเงินได้มากกว่าพวกผู้ใหญ่หลายคน
“ท่านแม่ พี่สาวให้กระต่ายพวกเราครอบครัวละตัวกลับมาด้วย” ฮุ่ยอันหยิบกระต่ายที่สิ้นลมออกมาจากกระบุง
“มื้อเย็นแม่จะทำเนื้อกระต่ายให้พวกเ้าทาน” ั์ตาเปล่งประกายกับกระต่ายตัวอ้วนพี ครอบครัวพวกนางช่างมีวาสนาที่ได้คลุกคลีกับครอบครัวตระกูลขุนนางใหญ่ในอดีต
--------------------------------
จ้าวลู่ชิงใช้เวลาหลอมยาจากสมุนไพรที่มีเป็ยาลูกกลอนหลายขวด นาง้าเอายาพวกนี้เข้าไปขายที่โรงหมอในตัวอำเภอ อย่างน้อยท่านผู้เฒ่าหยางก็เคยเป็หมอหลวงมาก่อนน่าจะเก่งกาจสามารถตรวจสรรพคุณได้ นางไม่แน่ใจว่าหมอในแผ่นดินต้าถัง รู้จักสมุนไพรอย่างโสว่อูหรือยัง ตามตำราเคยบอกว่าสมุนไพรชนิดนี้เพิ่งถูกค้นพบว่ามีสารพัดประโยชน์ใน่ราชวงศ์ถังแต่ข้อมูลไม่บอกว่า่เวลาใด
กลิ่นเงินลอยฟุ้งเต็มอากาศ ความตายก็ไม่สามารถมาฉุดรั้งนางเอาไว้ได้ ยามเช้านางจึงรีบไปคารวะท่านปู่แล้วบอกถึงเหตุผลที่จะเข้าไปในตัวอำเภอ นางไม่คิดว่าท่านปู่จะอนุญาตง่ายถึงเพียงนี้
รถม้าวิ่งผ่านป่าไผ่บนเส้นทางเดิม สองข้างทางที่เคยมีมือสังหารโผล่ออกมาครั้งก่อนบัดนี้ว่างเปล่ามีเพียงเสียงนกร้อง เสียงต้นไผ่เสียดสีกัน
จ้าวลู่ชิงหลับตาสูดกลิ่นอายธรรมชาติ กลิ่นสมุนไพรตามสองข้างทางส่งกลิ่นหอมหวนบางชนิดก็ส่งกลิ่นแรง
“ด้านหน้ามีตลาด”
ซูเซียงแหวกม่านส่องดูความคึกครื้นของตลาดบริเวณกำแพงหน้าทางเข้าเมือง “มีคนชรานำเด็กมาขายด้วยเ้าค่ะคุณหนู”
“อืม”
การค้ามนุษย์ในยุคโบราณไม่ผิดกฎหมาย ชาวบ้านบางรายอดยากจนต้องนำลูกหลานมาขายให้กับตระกูลเศรษฐีเพื่อไปเป็บ่าวรับใช้ บ้างก็มีแม่เล้าจากหอนางโลมมาซื้อไป เกิดมาชีวิตหนึ่งช่างลำเค็ญโดยแท้ความอดยากทำให้มิสามารถเลือกเส้นทางเดินด้วยตนเองได้
“ถึงโรงหมอแล้วขอรับ” โม่เอินบังคับรถม้ามาจอดหน้าโรงหมอ
จ้าวลู่ชิงปัดแขนเสื้อเล็กน้อยก่อนก้าวลงจากรถม้า สายตามองป้ายที่แตกต่างจากเดิม
เสี่ยวเอ้อโรงหมอเห็นว่าผู้ใดลงจากรถม้าก็วิ่งเข้ามาต้อนรับ
“จ้าวกูเหนียง วันนี้มาหาท่านหมอหยางหรือขอรับ”
“ใช่ ข้ามียาสมุนไพรมาขายให้กับท่านหมอหยาง”
“เชิญจ้าวกูเหนียงที่ห้องรับรองขอรับ หมอหยางกำลังตรวจผู้ป่วยอยู่ข้าจะไปเรียกหลงจู๊มาพูดคุยเื่ซื้อขายสมุนไพรกับท่าน”
จ้าวลู่ชิงพยักหน้า
“ข้าน้อยหม่าฉิน หลงจู๊โรงหมอหยาง คารวะจ้าวกูเหนียง”
“หม่าหลงจู๊มิต้องมากพิธี”
“กูเหนียง มีสมุนไพรมาขายหรือขอรับ” หลงจู๊ประจำโรงหมอรีบเข้ามาทักทายเมื่อรู้ว่าผู้ที่ช่วยชีวิตหมอเทวดาหยางมา เสียดายที่วันนั้นเขาไม่ได้อยู่ชื่นชมฝีมือ วิชาแพทย์ของกูเหนียงผู้นี้มิธรรมดา ขนาดหมอเทวดาหยางยังยอมรับ หากชักชวนนางมาทำงานให้กับโรงหมอได้น่าจะเกิดผลประโยชน์มหาศาล
“ใช่เ้าค่ะ” หยิบขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กขึ้นมา และยังมีขวดโหลสำหรับใส่โส่วอูแห้งที่หั่นเป็ชิ้น ๆ
หม่าหลงจู๊หยิบสมุนไพรในขวดโหลขึ้นมาพิจารณา ทว่าเขาไม่สามารถทราบได้ว่ามันคือสมุนไพรชนิดใด
“มิทราบว่ากูเหนียงสามารถรอให้ท่านหมอหยางตรวจผู้ป่วยเสร็จก่อนได้หรือไม่ขอรับ” เขาเป็แค่หลงจู๊ฝีมือความเชี่ยวชาญย่อมมิเทียบเทียมหมออยู่แล้ว รู้จักแค่สมุนไพรที่ทางร้านมี ไม่มีความรู้ในสมุนไพรแปลกใหม่
“ข้าขอเที่ยวชมตัวอำเภอก่อนก็แล้วกัน หม่าหลงจู๊พอจะแนะนำร้านสำหรับรับซื้องานเย็บปักให้ข้าได้หรือไม่”
“กูเหนียงถามถูกคนแล้วขอรับ”
จ้าวลู่ชิงนั่งรถม้ามายังร้านรับซื้องานเย็บปักตามที่หม่าหลงจู๊แนะนำ รถม้าหยุดหน้าร้านขายแพรพรรณ ซูเซียงกับซูเจินถือห่อผ้าตามหลังคุณหนู
“เชิญกูเหนียงเข้ามาเลือกชมแพรพรรณของทางร้านก่อนขอรับ” กวาดตามองสตรีที่แต่งกายด้วยผ้าฝ้ายธรรมดาทว่าสะอาดสะอ้าน หน้าตาผิวพรรณงดงามจนมิกล้าดูแคลน
“ร้านท่านรับซื้องานเย็บปักหรือไม่”
“กูเหนียง้าขายอันใด”
“ผ้าเช็ดหน้ากับเหอเปา” ท่านย่ากับท่านแม่และบ่าวรับใช้บางส่วนนั่งทำงานเย็บปักพวกนี้เพื่อหารายได้เข้าบ้าน ประจวบกับนางเข้ามาในตัวอำเภอพอดีก็เลยนำมาขายแลกเงิน
“เชิญทางนี้ขอรับ”
ผ้าเช็ดหน้าหลากหลายลวดลายปรากฎต่อสายตาหลงจู๊ แต่ละผืนคืองานฝีมือระดับสูง เหอเปาทรงกลมปักลวดลายดอกไม้และอักษรมงคลดูงดงาม
“กูเหนียง้าขายในราคาใด”
“ท่าน้ารับซื้อในราคาใด?” นางไม่รู้ว่าควรจะขายงานฝีมือพวกนี้ในราคาเท่าไหร่ ทว่ามารดานางบอกว่าห้ามต่ำกว่ายี่สิบเหวิน
“ข้าจะรับซื้อผ้าเช็ดหน้าราคาผืนละสามสิบเหวิน เหอเปาอันละห้าสิบเหวิน กูเหนียงคิดว่าอย่างไร”
“ผ้าเช็ดหน้าผืนละห้าสิบเหวิน เหอเปาอันละร้อยเหวิน”
“กูเหนียง มันจะมิมากไปหน่อยหรือขอรับ แป้งหมี่จินละหนึ่งเหวินห้าเหลี่ยง ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวซื้อแป้งหมี่ได้หลายจินเลยนะขอรับ”
“ท่านไม่ซื้อข้าคงต้องขอตัวลา นำไปขายที่อื่นน่าจะมีร้านรับซื้อ” แม้นนางจะไม่รู้ราคาขายงานปัก ทว่านางก็ยังพอรู้ว่าผู้ที่ซื้อผ้าเช็ดหน้ากับเหอเปาใช้ต้องเป็คนมีฐานะในตัวอำเภอ เงินแค่ร้อยสองร้อยเหวินคนรวยพวกนั้นมิเสียดายอยู่แล้ว
งานเย็บปักของคนที่บ้านนางเป็งานฝีมือระดับสูงเทียบเทียมกับในวัง สาเหตุที่เป็เช่นนี้เพราะมารดาของนางเรียนเย็บปักกับสกุลหลัว
สกุลหลัวโด่งดังเื่ฝีมือการเย็บปัก บุตรหลานแต่ละชั่วรุ่นต่างได้รับราชการอยู่ในฝ่ายเครื่องแต่งกาย
เครื่องแต่งกายของคนในราชวงศ์เจ็ดในสิบล้วนเป็สกุลหลัวรับผิดชอบ ท่านยายกับฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลัวสนิทกันจึงไปมาหาขอสู่กันบ่อย ๆ ั้แ่เด็กมารดาของนางถูกฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลัวหมายตาไว้ให้บุตรชายคนเล็กจึงพยายามสอนงานฝีมือพวกนี้ให้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเป็ภรรยา
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าคนที่ได้หญิงงามอันดับต้น ๆ คือบัณฑิตรูปงามหาใช่คนสกุลหลัว บิดาของนางถูกชาวเมืองเรียกว่าเทพบุตรหัวขโมยอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเชียวนะ
ช่วยไม่ได้บิดาของนางรูปงามเพียงนี้ ผู้ใดจะไม่ตกหลุมรัก คนสกุลหลัวชักช้าเองจะโทษผู้ใดได้
งานเย็บปักงดงามเพียงนี้หากทางร้านนำไปขายคงไม่ต่ำกว่าร้อยเหวินเป็แน่ เผลอ ๆ อาจพุ่งทะยานไปจนเกือบห้าร้อยเหวิน
“กูเหนียงเ้าอย่าเพิ่งใจร้อน” ดึงห่อผ้าเอาไว้แน่น “ข้าจะยอมเฉือนเนื้อตัวเองตกลงรับซื้อในราคาที่เ้าเสนอ มิรู้ว่าเถ้าแก่กลับมาจะทุบตีข้าจนตายเพราะรับซื้อของเ้าเกินราคาที่จ่ายให้ผู้อื่นหรือไม่”
ซูเซียงอยากทุบหลงจู๊ไร้ยางอายผู้นี้นัก คนค้าขายที่ใดจะยอมเฉือนเนื้อตัวเองทั้งที่ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกัน หากไม่เห็นสายตาห้ามปรามของคุณหนูนางลงมือทุบตาแก่เ้าเล่ห์คนนี้ไปแล้ว
“ผ้าเช็ดหน้ายี่สิบผืน ผืนละห้าสิบเหวิน เป็เงินหนึ่งก้วน ส่วนเหอเปายี่สิบห้าใบ ใบละหนึ่งร้อยเหวิน เป็เงินสองก้วนกับอีกห้าร้อยเหวิน รวมทั้งหมดสามก้วนห้าร้อยเหวิน”
เสียงดีดลูกคิดของหลงจู๊มันช่างไพเราะเสนาะหู จ้าวลู่ชิงรับเงินสามก้วนกับอีกห้าร้อยเหวินใส่เหอเปา
“ครั้งหน้ากูเหนียงมาขายที่ร้านพวกเราอีกนะขอรับ”
“ท่านมิกลัวว่าเฉือนเนื้อตัวเองบ่อยครั้งจะเหลือแต่กระดูกหรอกหรือ”
หลงจู๊แห่งร้านแพรพรรณที่โลดแล่นอยู่ในวงการค้าขายมาสิบกว่าปีมิเคยเจอใครย้อนกลับได้เจ็บแสบเพียงนี้ กูเหนียงผู้นี้ช่างปากจัดจ้านยิ่งนัก แต่มิเป็ไรงานปักพวกนี้ลวดลายงดงามราวกับหลุดออกมาจากช่างฝีมือดีของวังหลวง บรรดาคุณหนูกับฮูหยินต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ราคาต้องรอให้เถ้าแก่กลับมาตั้งตอนเย็น ที่แน่ ๆ ผ้าเช็ดหน้าต้องไม่ต่ำกว่าร้อยเหวิน เหอเปาต้องไม่ต่ำกว่าสองร้อยเหวิน ราคาอาจพุ่งไปถึงหนึ่งก้วน
ซูเจินหยิบผ้าเช็ดหน้ากับเหอเปาออกจากห่อผ้า เดินถือผ้าตามหลังผู้เป็นายออกไปจากร้าน
“เดินทางปลอดภัยขอรับ” หลงจู๊โบกมือเผยรอยยิ้มจนเห็นเหงือก