วาจาเ้าเล่ห์ของเซี่ยชิงอวินสุดท้ายก็เผยธาตุแท้ออกมา หลงคิดว่าเขาจะมีความเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง แต่ผิดถนัด เขาเพียงมองว่าการหยอกล้อนางเป็เพียงแค่เื่สนุกอย่างหนึ่งก็เท่านั้น
ถึงกระนั้น ไม่ว่าเขาจะมีแผนอันใดซ่อนอยู่ นางก็ไม่อาจถอยออกมาได้อีกแล้ว เมื่อนางใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อในกับดักที่ตัวเองเป็ผู้วาง ฉะนั้นก็มีแต่ต้องทำใจดีสู้เสือ เป็เพื่อนเล่นให้กับเขาสักหน่อยก็แล้วกัน
“กระหม่อมรู้ตัวว่ากระทำผิด ไฉนเลยจะกล้าเอาเื่ความดีความชอบมาใช้ต่อรอง” สายตาหลุบลงต่ำค้อมใบหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะประสานสายตาตรงไปหาผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับกล่าววาจาหนักแน่นและขึงขัง
“แต่ว่าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์จะยินยอมรับฟังคำขอ กระหม่อมก็อยากจะใช้โอกาสนี้ทำดีไถ่โทษพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยชิงอวินหลับตาลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากแท่นประทับแล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้าหาหลินสืออี้ โน้มตัวลงที่ตรงหน้านางพลางใช้ปลายนิ้วมือช้อนใต้คางของผู้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ขึ้นมา ก่อนจะออกแรงบีบมันอย่างเต็มแรง
“นี่หรือคือสิ่งที่เ้าเรียกว่าไม่้าต่อรอง เ้าไม่รู้หรือว่า ข้าไม่เคยละเว้นโทษให้กับผู้ใด”
“แล้วถ้าหากสิ่งที่กระหม่อมจะใช้ต่อรองกับพระองค์คือการที่กระหม่อมสามารถทำนายอนาคตได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ เื่นี้พอจะทำให้พระองค์เปลี่ยนพระทัยได้หรือไม่”
หลินสืออี้สังเกตเห็นแววตาวูบไหวของบุรุษที่จ้องมายังั์ตาของตน แม้เพียงชั่วประเดี๋ยวแต่ก็พอจะทำให้คาดเดาได้ว่า หลุมพลางที่นางวางเอาไว้ครานี้ ราชสีห์ตัวใหญ่กำลังจะเดินเข้ามาติดกับแล้ว
“โดยปกติแล้วพระองค์มักจะเกิดอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง และอาการนี้ก็เป็มานานจนเรื้อรังแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วอย่างไร” ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจิกมองดวงหน้าอันเรียวเล็กเท่าฝ่ามือของผู้ที่กล่าวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
“แต่ครั้งนี้มันจะต่างออกไปพ่ะย่ะค่ะ เพราะในวันพรุ่งไม่เกินยามซวี[๑] จะเกิดพายุฝนตกหนัก และเมื่อเวลานั้นมาถึง อาการปวดศีรษะของพระองค์ก็จะกำเริบอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน หากพระองค์้าจะพิสูจน์คำพูดของกระหม่อมว่าเป็จริงหรือไม่ รอจนถึงวันพรุ่งก็จะได้รู้เอง”
“เหอะ! อวดดียิ่งนัก” เมื่อได้ฟังถ้อยคำโอ้อวดจนจบ ภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลาก็เกิดเป็เสียงหัวเรอะในลำคอออกมา ก่อนจะกล่าวเหยียดหยาม
เขาละมือจากปลายคางของผู้เป็นักโทษ แล้วสะบัดชายเสื้อคลุมหันหลังกลับไปนั่งบนแท่นประทับดังเดิม
หลินสืออี้ค่อนข้างจะมั่นใจในผลของคำทำนายของตน เพราะในนิยายนางได้กล่าวถึงเื่นี้เอาไว้ ซึ่งมันเป็ฉากสำคัญฉากหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเซี่ยชิงอวินเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง
“หากพระองค์ทรงเชื่อใจกระหม่อม ไม่เพียงแค่การทำนายดินฟ้าอากาศเท่านั้น หากแต่เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า กระหม่อมก็สามารถทำนายให้ได้ และกระหม่อมก็เชื่อว่าสิ่งนี้ย่อมเป็ประโยชน์ต่อพระองค์ในอนาคตอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
แม้เซี่ยชิงอวินจะไม่เชื่อในความสามารถของหลินสืออี้ แต่เพราะถ้อยคำที่กล่าวออกมาจากสีหน้าที่จริงจังและความกระตือรือร้นนั้นกลับสร้างความพอใจให้กับเขาได้อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าหากได้คนเช่นนางมาอยู่ข้างกาย ชีวิตของเขาก็คงจะไม่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป
“ก็ได้ ในเมื่อเ้าเอาความมั่นใจมากมายเช่นนี้มาต่อรองกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูสิว่า ฝีมือเ้าจะเก่งกาจสักแค่ไหน”
หลินสืออี้ยกยิ้มมุมปากอย่างกระหยิ่มใจ เมื่อเหยื่อชิ้นใหญ่ะโเข้ามาติดกับแล้ว คิดจะตีเหล็กก็ย่อมต้องตีตอนร้อน เช่นนั้นนางควรเร่งแผนขั้นต่อไปทันที
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ก่อนอื่นกระหม่อมมีเื่ที่อยากจะทูลขอ”
“เหอะ! ยังไม่ทันจะรู้ผล เ้าก็อยากจะได้นั่นได้นี่ ลำพองนัก” เป็อีกครั้งที่เซี่ยชิงอวินต้องข่มเสียงหัวเราะในลำคอต่อผู้ที่มีท่าทีผยอง ทั้งที่ตนก็ยังไม่ทันจะพ้นผิดเช่นนี้
“ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงอยากจะขอให้พระองค์อภัยโทษให้กับหลีชิงอยาพ่ะย่ะค่ะ” แม้ถูกต่อว่าหลินสืออี้ก็ไม่สน นางก้มหน้าลงโขกศีรษะกับพื้นปูนแข็ง กล่าวร้องขอด้วยน้ำเสียงสั่นเทาที่ฟังแล้วต้องรู้สึกเวทนา
“กระหม่อมรู้สักผิดกับสหายผู้นี้ของกระหม่อมมาก ที่หลี่ชิงหยากระทำผิดไปพร้อมกับกระหม่อมนั้นก็เพราะเขา้าช่วยกระหม่อมปกปิดความผิด หากพระองค์จะทรงกรุณา โทษทั้งหมดของหลีชิงอยา กระหม่อมจะขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“ทั้งที่ตัวเองก็ยังจะเอาชีวิตแทบไม่รอด ยังคิดจะปกป้องผู้อื่น ต้องให้ข้าชื่นชมเ้าด้วยหรือไม่” รอยยิ้มเหยียดปรากฏบนคมหน้า มีหรือเื่แค่นี้เขาจะอ่านการกระทำแสแสร้งของนางไม่ออก
“แล้วถ้าหากสิ่งที่เ้าทำนายมันไม่เป็ไปตามที่เ้าได้โอ้อวดเอาไว้เล่า”
“เื่นั้น กระหม่อมขอเอาชีวิตเป็ประกัน สุดแล้วแต่พระองค์จะทรงกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” หลินสืออี้ไม่คิดหวั่นกลัว นางกล่าววาจาฉะฉานอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ใบหน้าสัตย์ซื่อที่นางแสดงออกมานั้นก็ทำให้เซี่ยชิงอวินเกิดรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
“ได้ ข้ารับปากเ้า” สองมือจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ จากนั้นก็วางทาบลงบนโต๊ะเพื่อพยุ่งตัวให้ลุกยืนขึ้น ก่อนจะใช้เรียวตาคมกริบหรี่มองไปยังผู้ที่นั่งคุกเข่า
“นำตัวหลินสืออี้ไปขังไว้ที่คุกหลวง คืนพรุ่งนี้ยามซวี[๑] นำตัวไปพบข้าที่ตำหนัก”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” จิ้งเทียนอี้ขาลรับคำสั่ง
“ข้าจะรอดูว่าผลการทำนาย ดูสิว่าเ้าจะทำให้ข้าพึงพอใจได้สักแค่ไหนกันเชียว” เรียวปากบางพลันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าการลงพนันด้วยชีวิตครานี้ช่างเป็เื่ที่น่าเพลิดเพลินใจเสียอย่างยิ่ง
...หลังการพิจารณาคดีผ่านพ้นไป หลินสืออี้เอาแต่หวนคิดถึงเื่ก่อนหน้านี้วกไปวนมา แม้เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยชิงอวินนางจะตีสีหน้ากล้าหาญชาญชัย แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่านางไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแม้สักนิด
เวลามักเดินทางเร็วเสมอเมื่ออยู่ใน่วิกฤติ เพียงพริบตาก็ผ่านมาถึง่พลบค่ำที่ได้ให้สัญญาเอาไว้
เมื่อถึงเวลา ทหารยามประจำคุกหลวงก็เดินเข้ามาทำหน้าที่ไขกุญแจที่ประตูห้องขัง
“พวกเราได้รับการปล่อยตัวแล้วหรือ เป็ไปได้เยี่ยงไร”
หลี่ชิงอยาถูกนำออกจากห้องขังเป็คนแรก เขาเดินออกมาพร้อมกับสีหน้ามึนงง
“เป็ไปได้สิ ก็พวกเราไม่ได้ทำผิด ์ก็ต้องเมตตาให้ข้าหาทางพลิกสถานการณ์ได้อยู่แล้ว” หลินสืออี้ที่ถูกปล่อยตัวตามมาทีหลัง หลังจากก้าวออกจากห้องขัง สีหน้านางก็แช่มชื่นแต่มันก็เจือไปด้วยความขมขื่นอยู่เล็กน้อย
“แปลก ด้วยนิสัยของฝ่าบาทไม่มีทางจะให้อิสระแก่ผู้ใดโดยง่าย แม้ความผิดที่ทำจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”
“แล้วเ้าจะคิดมากให้ปวดหัวไปไย รีบออกไปกันเถอะ”
“ไป...ที่ใดงั้นรึ”
“ตำหนักหย่งเหอ” หลินสืออี้หยักไหล่พร้อมกับส่งรอยยิ้มจางให้กับใบหน้าสังสัยของผู้เป็สหาย
“หยุดคุยกันได้แล้ว เดินไป” ทหารผู้มีหน้าที่ถือกุญแจข่มเสียงขู่พร้อมกับผลักที่ด้านหลังของคนทั้งสองให้เร่งฝีเท้าออกเดิน
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักหย่งเหอ ผู้คุมนักโทษก็กดไหล่บังคับให้ทั้งคู่นั่งคุกเข่าอยู่บนลานปูนหน้าประตูบานใหญ่ที่เปิดรอต้อนรับ ซึ่งเป็เวลาเดียวกันกับที่คู่ปรับเก่าของหลินสืออี้เดินผ่านมาถึง
“เ้านี่ช่างขยันหาเื่ใส่ตัวเก่งเสียจริง คืนนี้ข้าจะรอดูจุดจบของพวกเ้าสองคนอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียวเชียว” ฮุ่ยจิ่นเฉิงเดินเชิดหน้าท่าทางสะดีดสะดิ้ง ทิ้งสายตาเหยียดหยาม
“เชิญเ้าเพลิดเพลินให้หนำใจเถิด” หลินสืออี้กัดฟันกล่าวประชด ในใจพลันนึกว่าหากนางผ่านคืนนี้ไปเมื่อไหร่ ฮุ่ยจิ่นเฉิงจะเป็คนแรกที่นางจะต้องแก้แค้นเอาคืนให้สาสม
“หลบไป” น้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงพลังกล่าวไล่ขันทีประจำตำหนักที่เดินลอยหน้าลอยตา
ฮุ่ยจิ่นเฉิงเมื่อได้ยินคำกล่าวอันเฉียบขาดนั้นก็รีบสงบปากสงบคำ ม้วนตัวหลบเข้าไปแอบอยู่ที่มุมในสุดใต้ชายคาตำหนัก
บุรุษั์ตาสีหมึก ใบหน้าดุจเทพสลักปรากฏตัวออกมาจากด้านในของตำหนัก เสื้อคลุมสีดำซึ่งทำจากผ้าไหมสะบัดออก ก่อนจะล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายั
“ไหนเล่าฝนที่เ้าว่า” ใบหน้าคมเงยขึ้นมองท้องฟ้า ยามนี้เห็นแต่เพียงพระจันทร์ที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้าไร้วี่แววของเม็ดฝน
“เอ่อ...คือ...พึ่งจะเริ่มยามซวีมาได้ไม่นาน อีกประเดี๋ยวก็ต้องมีฝนตกลงมาแน่ ๆ พ่ะย่ะค่ะ ฮา ฮา ฮา” หลินสืออี้กระอักกระอ่วน แค่นเสียงหัวเราะฝืดออกมากลบเกลื่อน ทั้งที่ในใจนั้นร้อนวูบวาบดั่งถูกเปลวเพลิงเผาไหม้
‘แล้วเหตุใดวันนี้ฟ้าจึงดูกระจ่างพิกล คงไม่ได้จะมีการพลิกเนื้อเื่กันในเวลาคับขันเยี่ยงนี้หรอกกระมัง’
ผ่านไปครู่ใหญ่ท้องฟ้าก็ยิ่งแจ่มใสขึ้นกว่าเก่า เมฆฝนสักก้อนก็ไม่มีให้เห็น หลินสืออี้จึงเริ่มกระวนกระวายขึ้นมา
“พอแล้ว ไยข้าต้องเชื่อลูกไม้ตื่นเขินจากหัวสมองที่ไร้ประโยชน์ของเ้าด้วย เ้าคงจะยื้อเวลาได้เพียงแค่เท่านี้”
“ฝ่าา โปรดรออีกสักประเดี๋ยว...”
ยังไม่ทันที่ผู้ทำนายจะกล่าวจบประโยค ผู้ที่รอชมฝนตกก็ชิงกล่าวตัดหน้า
“ถ้าจะให้ข้ารอเฉย ๆ แล้วมันก็จะไปสนุกอะไร” ใบหน้าเ็านิ่งพลางใช้ความคิด ก่อนจะกล่าวต่อ
“เอาเป็ว่าข้าจะให้โอกาสเ้าเพิ่มพนันลงไปอีก ในทุกครึ่งชั่วยามที่ฝนยังไม่ตกลงมา ข้าก็จะค่อย ๆ ตัดนิ้วมือของเ้าออกมาทีละนิ้ว ทีละนิ้ว แบบนี้จึงจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปอย่างไรเล่า” ใบหน้าอันอำมหิตเจือด้วยรอยยิ้มแห่งความรื่นรมย์
++.....+.....+.....+.....++
ยามซวี[1] : เวลา 19.00 น. – 20.59 น.
???? หลังฉาก ????
หลินสืออี้ : โหดร้าย จะตัดนิ้วก้อยข้า (บีบน้ำตา ????)
เซี่ยชิงอวิน : ใครบอกแค่นิ้วก้อย นิ้วอื่นข้าก็จะตัด (ยิ้มอย่างพอใจ ????)
???? พื้นที่เม้ามอย ????
เนื้อเื่จะค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็จะมีสอดแทรกเื่เบา ๆ ไปด้วยเพื่อไม่ให้หนักเกินไป ฝากด้วยนะคะ