บทที่ 22 ฉู่เฟิงไร้ยางอายยิ่งนัก
"หึ เ้าถูกความแค้นบังตาเสียแล้ว ปัญญาไหวพริบแต่ก่อนเล่า หายไปไหนหมดแล้ว? มองให้ดีเถิด ฉู่เฟิงผู้นั้นหาได้พ่ายแพ้ง่าย ๆ ไม่"
ฮองเฮาเอ่ยเสียงเบา ดวงเนตรงดงามยังคงจับจ้องฉู่เฟิง บนสนามประลองที่กำลังถูกโจมตีอย่างบ้าคลั่ง เสียงนั้นแฝงความขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อยที่บุตรสาวไม่เข้าใจ
ราวกับถูกปลุกด้วยวาจาของมารดา สายตาขององค์หญิงจ้าวหยางพลันฉายแววฉงน เพราะนางก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน ฉู่เฟิง คนชั่วผู้นั้น กลับต้านทานการโจมตีอันบ้าคลั่งของท่านพี่หลี่ฮุยได้!
ในยามนี้ ท่านพี่หลี่ฮุยมิได้ดูน่าเกรงขามดังเช่นตอนแรก เห็นได้ชัดว่าพละกำลังเริ่มถดถอย การบุกโจมตีอย่างต่อเนื่องย่อมต้องใช้พลังมหาศาล!
มองกลับไปที่ฉู่เฟิง เขายังคงยืนตั้งรับในท่วงท่าประหลาด กอดศีรษะไว้ ส่ายร่างไปมา ก้าวเท้าสับเปลี่ยน สกัดกั้นการจู่โจมของหลี่ฮุย
เมื่อการรุกของหลี่ฮุยอ่อนกำลังลง เขากลับฉวยโอกาสโต้กลับเป็บางครั้ง! แม้แต่กำปั้นทั้งสองที่เหวี่ยงสวนกลับ ก็ยังสามารถบีบให้หลี่ฮุยต้องถอยหลังไปหนึ่งหรือสองก้าว!
เขาเป็เพียงบุตรชายผู้ไร้ประโยชน์ เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้?
รอยยิ้มบนใบหน้าของอ๋องหนิงก็มิได้สดใสดังเดิม
เพราะบุตรชายของตนถูกบีบบังคับให้ล่าถอยเป็ครั้งคราว มิใช่ว่าฉู่เฟิงเป็เพียงขยะไร้ค่าที่ไม่รู้อะไรเลยหรือ? แต่ในยามนี้ ไม่เพียงแต่จิตใจเข้มแข็งเท่านั้น แม้แต่วรยุทธ์ก็มิได้ด้อยเลย ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถป้องกันและตอบโต้ได้!
"ฮุยเอ๋อร์ ใช้แรงหน่อย!"
อ๋องหนิงอดไม่ได้ที่จะะโออกมาดังลั่น
ฉู่เฟิงรู้สึกสะท้านในใจ "ดูเหมือนว่าข้าจะต้องทนรับอีกสักพัก!"
แน่นอน หลี่ฮุยกัดฟันจ้องตาอย่างโกรธแค้น ทันใดนั้นก็เพิ่มกำลังโจมตีอย่างรุนแรง
เขาเริ่มถล่มฉู่เฟิงอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง จนฉู่เฟิงต้องกอดหัวหลบซ้ายหลบขวา แม้กระทั่งมีกลิ่นอายของการหนีอย่างอเนจอนาถ
"ฮ่า ๆ ดี!"
อ๋องหนิงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง และอดไม่ได้ที่จะมองไปทางฉู่ฮ่าวหยวน แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับหรี่ตาลงราวกับหลับไป
ฉู่ฮ่าวหยวนในฐานะแม่ทัพผู้กล้าในสนามรบ สายตาของเขาช่างเฉียบคมเพียงใด เขามองออกั้แ่แรกแล้วถึงกลยุทธ์ของบุตรชาย นั่นคือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเหนื่อยล้าก่อน แล้วค่อยโต้กลับ
ยิ่งไปกว่านั้น ฝีเท้าของเขายังมั่นคง เห็นได้ชัดว่ากำลังค่อย ๆ เก็บแรงไว้อย่างเงียบ ๆ ไอ้เด็กบ้านี่ช่างเ้าเล่ห์จริง ๆ!
อีกรอบของการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนยิ้มออกมา แม้แต่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ด้านล่างในตำแหน่งที่ดี สามารถมองเห็นสถานการณ์บนเวทีได้ ต่างก็ส่งเสียงเฮดังลั่น!
ทว่า บรรดาขุนพลล้วนมองเห็นเค้าลาง ฉู่เฟิงดูเหมือนจะไม่ได้อ่อนแอ! ต่อสู้มาเนิ่นนานเช่นนี้ แต่การหายใจกลับดูเหมือนมิได้หอบเหนื่อย!
ทันใดนั้น ฉู่เฟิงก็ตวาดเสียงดัง ก้มศีรษะลง โค้งตัวพุ่งเข้าใส่หลี่ฮุยในทันที
หลี่ฮุยที่เพิ่งรุกโจมตีอย่างบ้าคลั่งไปพักใหญ่ กำลังเตรียมถอยหลังเพื่อฟื้นกำลัง ไม่คาดคิดว่า ฉู่เฟิงจะพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน ด้วยสัญชาตญาณจึงยกเท้าขึ้นถีบ
ทว่าฉู่เฟิงกลับราวกับคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว รีบเคลื่อนกายหลบไปด้านข้าง เอื้อมมือคว้าขาของหลี่ฮุยไว้โดยมิได้ลังเล ร่างกายพลิกกลิ้งลงต่ำ
เสวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านล่างลานประลอง พอเห็นก็ร้องอุทานออกมาโดยมิอาจห้ามได้ "พี่หญิง ท่านดูสิ นั่นเป็ท่าเดียวกับที่คุณชายใช้เล่นงานข้า!"
การยืนขาเดียวย่อมทรงตัวไม่มั่นคงอยู่แล้ว ถูกฉู่เฟิงอาศัยแรงกระแทกของร่างกายทั้งหมด ทั้งกอดแล้วพลิกกลิ้งไปด้วย แม้แต่หลี่ฮุยก็ทนรับไม่ไหว ร่างกายจึงล้มตามลงไป
อย่างไรก็ตาม ฉู่เฟิงรู้ดีว่า เขามิอาจใช้ท่าที่เคยใช้กับเสวี่ยเอ๋อร์มาใช้กับหลี่ฮุยได้ เพราะขาของหลี่ฮุยนั้นทรงพลังนัก หากเขารวบรวมสติได้เมื่อใด ย่อมสะบัดหลุดออกไปได้โดยง่าย!
ด้วยเหตุนี้ ฉู่เฟิงจึงปล่อยขาของหลี่ฮุยออกอย่างรวดเร็ว ร่างกายพุ่งขึ้นกดทับร่างของหลี่ฮุย จากนั้นไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัว ก็เหวี่ยงหมัดเข้าซัดศีรษะหลี่ฮุยไม่ยั้ง
หลี่ฮุยไม่เคยประสบพบเจอการต่อสู้บนพื้นเช่นนี้มาก่อน ที่แคว้นต้าเหลียง คงมีเพียงอันธพาลเท่านั้นที่เข้ากอดรัดปล้ำกันเช่นนี้!
เมื่อถูกกดลงกับพื้น หลี่ฮุยก็เสียสมาธิไปจริง ๆ แล้วยังรู้สึกเสียใจยิ่งนัก เหตุใดตนจึงถูกฉู่เฟิงเล่นงานเช่นนี้ได้?
หน้าไม่อายยิ่งนัก! ฉู่เฟิงช่างเป็คนพาลหาเื่ ไม่รู้จักความละอายใจ!
หลี่ฮุยครุ่นคิดอย่างวุ่นวาย ทันใดนั้นก็เห็นหมัดอันหนักหน่วงพุ่งเข้ามา จึงรีบยกหมัดขึ้นรับ
ฉู่เฟิงดีใจยิ่งนัก เ้าเด็กนี่ช่างไร้ประสบการณ์เสียจริง! หากยืนรับหมัดสักสองสามหมัด ดิ้นรนให้หนัก คงหนีรอดไปได้แล้ว เสียดายนัก!
หมัดดุจสายฝนกระหน่ำซัดเข้าใส่หลี่ฮุย ที่ถูกกดอยู่ใต้ร่าง
ต้องยอมรับว่า หลี่ฮุยนั้นแข็งแกร่งนัก แม้เสียเปรียบด้านตำแหน่ง แต่ก็ยังรับหมัดของฉู่เฟิงไว้ได้ทั้งหมด
ทว่า ฉู่เฟิงก็ใช้ก้นกระแทกลงอย่างแรง จนหลี่ฮุยหายใจแทบไม่ออก หมัดดุจสายฝนจึงไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป!
ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างตกตะลึง สถานการณ์พลิกผันเร็วเหลือเกิน เมื่อครู่ฉู่เฟิงยังเป็ฝ่ายรับหมัดอยู่เลย ไฉนกลับพลิกมากดหลี่ฮุยไว้ใต้ร่างแล้วรัวหมัดใส่เช่นนี้!
ส่วนหลี่ฮุยที่ถูกกดอยู่ด้านล่างก็กัดฟันต้านทาน แต่บนใบหน้าขาวผ่องนั้น ก็ปรากฏรอยช้ำอย่างชัดเจน!
"ฮ่า ๆ ช่างสะใจยิ่งนัก อ๋องหนิง เหตุใดเ้าจึงไม่หัวเราะเล่า? ฮ่า ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะอันแสบแก้วหูของฉู่ฮ่าวหยวน ทำให้เหล่าขุนนางที่เพิ่งยิ้มแย้มเมื่อครู่ ต่างรู้สึกอึดอัดใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ๋องหนิงที่แทบอยากจะกระโจนเข้าไปถีบไอ้เด็กเลวร้ายนั่นให้กระเด็นไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ฉู่เฟิงช่างเ้าเล่ห์เหลือเกิน!
มันฉวยจังหวะตอนที่ฮุ่ยเอ๋อร์หมดแรง แล้วพุ่งเข้าไปกอดขาทุ่มอย่างแรง ช่างเหมือนอันธพาลตีกันไม่มีผิด!
ยามนี้ ฮ่องเต้ก็ถึงกับตะลึงงัน แม้จะคาดเดาไว้แล้วว่า ฉู่เฟิงจะโต้กลับ แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำตัวเหมือนอันธพาลเลวทราม กอดขาทุ่ม แล้วยังทับร่างซ้ำ นี่มันยังเหลือความสง่างามสักนิดหรือ? ช่างทำให้วงศ์ตระกูลฉู่ต้องขายหน้าเสียจริง!
ภายในกระโจมใหญ่ องค์หญิงจ้าวหยางโกรธจนแทบจะเปิดม่านพรวดพราดออกไป
ฉู่เฟิงช่างเ้าเล่ห์นัก เขาเป็อันธพาลชัด ๆ
"จ้าวหยาง"
เสียงของฮองเฮาแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด ทำให้องค์หญิงจ้าวหยางที่กำลังหุนหันพลันแล่นสงบลงในทันที
"แต่อย่างไรเล่า... ท่านแม่" นางกล่าวพลางมองมารดาด้วยแววตาน้อยใจ "ฉู่เฟิงผู้นั้น... เขาช่างไร้มารยาทนัก สู้กันซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้ ไยจึงทำเยี่ยงอันธพาล ไล่ตื๊อไม่เลิกราเช่นนั้น"
"เฮ้อ... ในการศึก หากสังหารศัตรูได้ ก็ถือว่าวิทยายุทธ์นั้นเลิศล้ำแล้ว ยิ่งกว่านั้น เมื่อครู่หลี่ฮุยเองก็สามารถหลุดพ้นจากการกดข่มได้อย่างทันท่วงที แต่กลับปล่อยให้จิตใจไขว้เขว จนถูกฉู่เฟิงฉวยโอกาสได้ไป เขาแพ้ก็ไม่ควรโทษใคร"
ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ในใจกลับหวนนึกถึงคราแรกที่ได้ออกศึกสังหารข้าศึก ครั้งนั้นนางได้ตัดคอแม่ทัพแห่งชนเผ่าซยงหนู แต่แล้วกลับตกตะลึงกับเืที่พุ่งกระฉูด
หากมิใช่เพราะฉู่ฮ่าวหยวนร้องะโ ทำให้นางได้สติ ก็คงถูกทหารซยงหนูที่รุกคืบเข้ามาโจมตีจนพลาดท่าเป็แน่
ด้วยเหตุนี้ ฮองเฮาจึงทรงทราบดีว่า จิตใจนั่นแหละคือกุญแจสำคัญของการต่อสู้!
ส่วนฉู่เฟิงนั้น ั้แ่ต้นจนจบ เขากลับสุขุมเยือกเย็นจนน่าหวาดหวั่น ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อยกับเสียงเย้ยหยันรอบด้าน ไม่แม้แต่จะรีบร้อน!
ยิ่งสู้ ฉู่เฟิงก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งตระหนักว่าหลี่ฮุยนั้นช่างเป็ท่อนไม้ เพียงรู้จักแต่ตั้งรับอยู่ใต้ร่าง มิคิดแม้แต่จะดิ้นรนเอาตัวรอด!
แต่เขาหารู้ไม่ว่า ในใจของ หลี่ฮุย นั้นเต็มไปด้วยความเสียใจและละอายใจจนไม่อาจเผชิญหน้าผู้ใดได้อีกต่อไป หมดสิ้นกำลังใจที่จะต่อสู้ เหลือเพียงสัญชาตญาณที่ใช้ป้องกันการจู่โจมของฉู่เฟิงเท่านั้น
"พอได้แล้ว"
ฮ่องเต้ที่ดูอยู่นาน ก่อนตัดสินใจเอ่ยขึ้น
เพราะหากเขาไม่เอ่ยห้ามเสียที หลี่ฮุยที่ยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้ คงจะถูกซ้อมจนหัวร้าง
ว่าไปตอนนี้ หลี่ฮุยเองก็สะบักสะบอม จมูกบวม ปากแตกไปแล้ว!
เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าฉู่ฮ่าวหยวน ผู้หยาบกระด้าง บ้าบิ่น จะมีบุตรชายเ้าเล่ห์และอดทนเช่นนี้ ใครกันที่ว่าบุตรชายของเขาเป็เพียงบุตรชายคนโตที่ไร้ความสามารถ? น่าตายนัก!