ตอนที่ 3
ขณะที่ม่านเขตเวทย์อาคมปกคลุมทั่วเมือง ผู้คนเริ่มแตกตื่นหนีตายกันอย่างอลหม่าน
ห่างออกไปปรากฏชายชราผู้หนึ่งยืนเด่นอยู่บนหลังคาเรือนถัดไปจากที่ชายหนุ่มผมยาวยืนอยู่ เขาััได้ว่าคนผู้นั้นเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงเช่นเดียวกันกับเขา ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพุ่งทะยานกายคล้ายลมเคลื่อนผ่านไปหยุดยืนไม่ห่างจากชายชราคนนั้น
อีกฝ่ายพลันยกยิ้ม แต่แววตากลับประกายเย็นเยือกยากจะทราบความรู้สึกแน่ชัด
ชายหนุ่มรับรู้ว่าชายชราผู้นี้เป็ใคร ขรัวเซียน.. หนึ่งในผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงที่อยู่ข้างกายเ้าพยัคฆ์
ในแผนการที่วางไว้ เขาไม่คิดว่าจะสามารถหลอกล่อชายชราคนนี้ออกมาได้สำเร็จ แต่ครานี้ทุกอย่างกลับง่ายดายขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เขาเพียงคิดจะก่อกวนเมืองด้านนอก เพื่อให้กำไลได้ทำตามแผนการได้สะดวกขึ้น
“ข้าคิดว่าผู้ใช้ไสยเวทย์เก่งกาจมาจากที่ใดเสียอีก ที่แท้ก็เป็อารัน.. หลานชายห่างๆของข้านี่เอง” ขรัวเซียนเอ่ยทัก ชายหนุ่มไม่ตอบขึ้นทันที เขากลับแสยะยิ้มคล้ายโทสะข้างในกำลังเริ่มคุกรุ่น
อารันแววตาเกลียดชังวาบผ่าน กล่าวเชิงประชดไปว่า “ผ่านมานานเพียงนี้ ท่านก็ยังหยุดอยู่ที่ขั้นสูงระดับกลาง หึ ช่างน่าละอายนัก คนผู้นั้นคงพึ่งพิงอะไรท่านไม่ได้แล้วกระมัง”
เขาเหลือบมองไปทางวังหลวงอีกฝั่ง กลุ่มไอร้อนสีแดงเข้มเริ่มปรากฏชัด แต่ทำไมชายชราผู้ที่เคยเป็อาจารย์ของเขากลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ซ้ำยังยืนสนทนากับเขาได้อย่างสบายใจ
อารันเอ่ยถามอีกฝ่ายต่อไปว่า “ท่านคิดจะขวางข้าได้หรือ..”
ขรัวเซียนทำมือไพล่หลังคล้ายทำเป็ไม่ได้ยิน เขาพลันกล่าวตอบขึ้น “เ้าทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้ผู้คนเดือดร้อน หาใช่วิถีลูกผู้ชาย เ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดแต่ทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง สภาพเ้าคงใช้โอสถเร่งพลังปราณเวทย์ในร่างถึงผ่านด่านมาได้ ข้าพอจะััได้ว่าแก่นิญญาเ้าาเ็ รากฐานไม่มั่นคง ต่อให้ข้าเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางก็ยังต่อกรกับเ้าได้”
อีกฝ่ายเก็บงำความขุ่นเคืองไว้ “เช่นนั้นวันนี้ท่านก็เตรียมฝังศพไปพร้อมกันกับกษัตริย์ของท่านเถิด...”
เมื่อไอพลังสีแดงที่คลุมตัวกำไลเริ่มจางหายไป แต่เงาดวงจันทร์สีเืยังลอยเด่นบนท้องฟ้า
กำไลเริ่มกลับมาคืนสติอีกครั้ง ดวงตาของนางแดงก่ำ ทั้งกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันแปลกประหลาด หญิงสาวหอบร่างอันโรยแรงตรงมายังตำหนักทรงงานของเ้าพยัคฆ์ บัดนี้ทหารยามหรือเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าต่างถูกพิษจนล้มหมดสติกันทั้งหมด
‘เ้าพยัคฆ์อาจอยู่ในห้องลับด้านใน จนไม่รู้ว่าเหตุการณ์ด้านนอกเกิดสิ่งใดขึ้น..’ กำไลเร่งทบทวนความคิดตัวเอง
ขณะที่กำไลเดินเข้ามาในโถงตำหนักทรงงาน บรรยากาศไม่แตกต่างกับที่นางมาเข้าเฝ้าเ้าพยัคฆ์ในคืนวันนั้น ภาพเขียนหลายม้วนวางทับกันอย่างไร้ระเบียบอยู่เต็มโต๊ะ
พลันสายตาของนางกลับไปสะดุดกับแผ่นกระดาษใบหนึ่ง เป็ภาพเขียนเดียวกันกับที่เ้าพยัคฆ์วาดให้นางคืนนั้น เพียงแต่ภาพนี้มีการแต้มสีจากเปลือกไม้ลงไปเล็กน้อย ซึ่งทำให้มันกลับดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม
กำไลเริ่มสับสนในใจ พลางม้วนภาพเขียนนั้นไว้แล้วใช้เชือกมัดปมไว้อย่างแ่า นางถือม้วนภาพเขียนเดินดูบริเวณห้องโถง และค้นภายห้องด้านในอย่างละเอียดหลายรอบ แต่กลับไม่พบจุดสังเกตใดที่อาจจะปรากฏร่องรอยของวิเศษ หรือม่านอำพรางห้องลับที่ซ่อนเร้นเอาไว้
ระหว่างนั้นด้านนอกตำหนักกลับมีเสียงอึกทึกดังไปโดยรอบ เสียงดาบฟาดฟันกันอย่างดุเดือดได้เริ่มขึ้น คนของชุมโจรไอยราน่าจะบุกเข้ามายังวังหลวงแล้ว ทหารของแคว้นวัตราคีรีก็น่าจะมาจากด้านนอกวังเช่นกัน
ศึกนี้กำไลไม่ได้วางแผนเพียงลำพัง โยนัน้าให้นางค้นหาและใช้พลังในร่างชิงของวิเศษมาจากเ้าพยัคฆ์ ส่วนรองเสนาบดีบูราก็้าสิ่งนี้เช่นกัน ในเมื่อสุดท้ายแล้วนางก็เป็ได้เพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจเท่านั้น หากนางจะลองทำในสิ่งที่แตกต่างจากพวกเขาเล่า?
กำไลนั่งครุ่นคิดไปมาคล้ายมีหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง เ้าพยัคฆ์ไม่ทรงชอบพำนักอยู่ตำหนักพระมเหสีกับพระโอรส และเป็ไปไม่ได้เช่นกันว่าสถานที่เก็บของวิเศษจะอยู่นอกวังหลวง
ขณะที่หญิงสาวกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น ประกายแสงวาบหนึ่งปรากฏบนพื้นผนังห้องอีกด้าน กำไลรีบเดินเข้าไปดูเงาแสงประหลาดนั้น คิ้วงามของนางขมวดแน่นอย่างสงสัย
กำไลย่อมไม่รีรอสิ่งใด นางหยิบมีดสั้นที่พกมากรีดลงบนฝ่ามือของตน ก่อนจะทาบมันลงไปบนพื้นผนังนั้นทันที เมื่อบริเวณพื้นผนังเปื้อนไปด้วยเื พลันนั้นก็เริ่มเผยแสงสีขาวนวลเลือนรางขึ้นมา หากมองลึกเข้าไปด้านในกลับปรากฏเป็ช่องทางเดิน และขั้นบันไดทอดยาวสู่ด้านล่าง
หญิงสาวมีท่าทีประหม่าที่จะเข้าไป เพราะตัวนางเองก็ไม่ใช่ผู้ใช้ไสยเวทย์ ที่จะสามารถส่งเวทย์สำรวจเข้าไปในสถานที่ลับแห่งนี้ กำไลเก็บมีดและม้วนภาพไว้กับตัวให้เรียบร้อย นางใช้เศษผ้ามาพันแผลที่มือตัวเองอย่างลวกๆ ก่อนที่นางจะตัดสินใจเดินหายเข้าไปในห้องลับปริศนาแห่งนั้น
การต่อสู้ระหว่างขรัวเซียนกับอารันได้ต้นเริ่มมาสักพัก ทั้งสองต่างใช้เวทย์อาคมที่มีอยู่ปะทะกันไปมา
ขรัวเซียนกางเขตเวทย์อาคมซ้อนทับ เพื่อกันไม่ให้ผู้คนด้านล่างต้องได้รับผลกระทบจากศึกนี้ไปด้วย อารันใช้พลังเวทย์ในร่างดึงสัตว์อสูรไฟออกมา เพื่อที่จะต่อกรกับเวทย์อาคมขั้นสูงของขรัวเซียน
สำหรับโลกของผู้ฝึกวิชาไสยเวทย์ การปล่อยสัตว์อสูรที่เกิดจากพลังเวทย์ของตนออกมานั้น โดยสิ่งนี้คือส่วนหนึ่งของแก่นิญญาพลังธาตุของผู้ใช้ไสยเวทย์เอง หากสัตว์อสูรถูกโจมตีจนได้รับาเ็ ย่อมทำให้แก่นิญญาของผู้ใช้ไสยเวทย์คนนั้นาเ็เช่นกัน
ขรัวเซียนไม่รู้ว่าทำไมอารันต้องทุ่มเทตนเอง เพื่อจะเอาชีวิตผู้ที่เคยมีบุญคุณเช่นเขาด้วย
หากย้อนกลับไปในอดีต อีกฝ่ายเป็เพียงเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งจากเผ่ามังคา หนึ่งในชนเผ่าในม่านอำพรางและเป็พันธมิตรกับแคว้นวัตราคีรี แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งภายในเผ่า บิดาของเขาจึงมาฝากฝังอารันไว้ขรัวเซียน
โดยขรัวเซียนเองก็สืบเชื้อสายมาจากเผ่ามังคา แต่เขาไม่ได้กลับเผ่ามานานหลายสิบปีแล้ว ขรัวเซียนที่เห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่า เขาจึงเพียงรับอารันไว้ดูแลชั่วคราวเพื่อรอให้เผ่ามังคากลับมาสุขสงบอีกครั้ง
ครั้นเวลาล่วงเลยผ่านไป เ้าพยัคฆ์สีหนาทและอารันก็กลายเป็สหายสนิทกัน ร่วมออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่นานกว่าสิบปี
จนกระทั่งวันหนึ่งอารันถูกผู้าุโของเผ่ามังคาเรียกตัวกลับ แต่ระหว่างที่เขาเดินทางนั้น ปรากฏมีผู้ใช้ไสยเวทย์กลุ่มหนึ่งลอบทำร้ายอีกฝ่ายจนาเ็สาหัส อีกทั้งบางคนยังเคยทำงานลับให้กับเ้าพยัคฆ์ผู้เป็สหายของเขาด้วย
แม้ว่าเ้าพยัคฆ์และขรัวเซียนจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเื่ที่เกิดขึ้น แต่เขากลับมีหลักฐานยืนยัน และเชื่อมาโดยตลอดว่าทั้งสองคนร่วมมือกันส่งผู้ใช้ไสยเวทย์พวกนั้นมาสังหารเขา
หากจะกล่าวกันว่า.. อารันก็คือทายาทผู้สืบทอดของผู้นำเผ่ามังคาคนต่อไป ถ้าเขาตายหรือหายสาบสูญไปย่อมจะเป็ผลดีต่อแคว้นวัตราคีรี เพราะเ้าพยัคฆ์้าให้เผ่ามังคาทำงานใหญ่ให้เื่หนึ่ง แต่อารันกลับไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะไม่ขอให้คนในเผ่าร่วมกระทำการครั้งนี้ ความขัดแย้งนั้นเริ่มบานปลาย จนกระทั่งผู้นำเผ่าส่งคนมารับตัวอารันกลับไป จากนั้นอีกฝ่ายจึงถูกลอบทำร้าย
ทว่าคนของตระกูลผู้นำเผ่าแม้จะยังไตร่ตรองเื่บัญชาของเ้าพยัคฆ์อยู่ แต่อารันที่ยังรู้สึกโกรธแค้นกับเื่นี้จนยากจะอยู่ต่อไปกับเผ่ามังคาได้ เขาจึงสละตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดและหนีหายออกจากเผ่ามังคานับั้แ่นั้น
ขรัวเซียนทอดมองอดีตลูกศิษย์ของตนที่กำลังใช้เวทย์อาคมควบคุมสัตว์อสูรไฟ อารันผู้มีพลังธาตุไฟแต่กำเนิด เขาย่อมสามารถควบคุมเวทย์ไฟได้ดีกว่าผู้อื่น แก่นิญญาของเขาได้รับความเสียหายจากการผ่านด่านระดับขั้น สัตว์อสูรไฟจึงมีรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์นัก ขรัวเซียนแม้จะเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับกลาง แต่เนื่องจากอายุและแก่นิญญาที่มั่นคง จึงสามารถตอบโต้เขาได้อย่างง่ายดาย
ชายชราใช้พลังเวทย์ก่อมวลน้ำที่อยู่ใกล้ๆเพื่อรวมร่างเป็งูั์ตัวใหญ่ มันตรงเข้าจู่โจมสัตว์อสูรไฟของอารัน จนอีกฝ่ายคล้ายจะถูกรบกวนสมาธิอย่างหนัก อารันตัดสินใจแบ่งพลังจิตส่วนหนึ่งลอบออกไปสำรวจภายในวัง เขาเห็นเพียงกลุ่มโจรไอรยากำลังเพลี่ยงพล้ำต่อกำลังทหารที่รุกคืบเข้ามายังวังหลวง
นางอยู่ที่ใด? อารันเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่อาจััพลังของกำไลได้อีก
หากชายหนุ่มจะปลีกตัวออกจากการต่อสู้กับขรัวเซียน เขาจะต้องรู้ว่าพวกเขาวางแผนสิ่งใดไว้กันแน่ หรือตอนนี้ตาเฒ่าเ้าเล่ห์ผู้นี้กำลังคิดจะถ่วงเวลา..
“คนที่เ้ากำลังตามหา ไม่ได้อยู่ในวังหรอก” ขรัวเซียนกล่าวขึ้นทันที เมื่อรู้ว่าอารันแอบใช้พลังจิตส่งไปยังทิศทางของวังหลวง ชายชราเปื้อนยิ้มเล็กน้อยไม่คล้ายจะเย้ยหยัน แต่กลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังจะพ่ายแพ้ลงแล้ว
ชายหนุ่มตวัดสายตาขึ้นเมื่อเห็นร่างงูน้ำทะยานเข้ามาใกล้ สัตว์อสูรไฟมันลังเลครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งไปจับหางงูั์แล้วฟาดไปทางขรัวเซียนอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายทำท่าทางปัดป่ายไปมาก่อนร่างงูน้ำจะสลายไปเป็ละลองฝนในทันใด
อารันแค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง เขาขบกรามแน่นพลางะโออกไปว่า “อย่ามัวเล่นลิ้นเสียเลย ท่านรู้ว่าข้า้าสิ่งใด หากไม่เข้ามาขวางทางข้า หนี้ชีวิตเก่าครั้งนั้นข้าย่อมจำใส่ใจ แต่ถ้าอยากตายข้าก็มิได้ห้ามปราม”
ขรัวเซียนหลุบตาต่ำพลางครุ่นคิด หากจะบอกว่าตอนนี้เขารู้แผนการทุกอย่างั้แ่เริ่มของพวกเขาแล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าก็คงมิใช่จะบ้าคลั่งขึ้นมาหรือ อย่างไรเสียตอนนี้เป้าหมายหลักก็น่าจะไปถึงที่หมายแล้ว
กำไลเดินทอดกายสำรวจภายในห้องลับอย่างใจเย็น จนหญิงสาวมาหยุดยืนตรงหน้าประตูทางเข้าป่าปริศนาแห่งนั้น
สิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้าทำให้กำไลเริ่มหวาดหวั่น ไม่เคยมีเื่เล่าใดที่อยู่เหนือจินตนาการของนางมากนัก โดยเฉพาะเื่ของเมืองเร้นลับในม่านอำพราง แต่นางกลับไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนั้นจะมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าตรงนี้แล้ว
หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในป่าอย่างระมัดระวัง บริเวณโดยรอบเป็ป่าดิบชื้นโปร่งเย็น มีแสงแดดรำไรลอดผ่านลงบนพื้นพื้น อากาศกลับแตกต่างจากเมือง้าโดยสิ้นเชิง กำไลสูดลมหายใจให้ทั่วปอด ก่อนที่นางจะเริ่มเดินสำรวจไปตามเส้นทางของแนวป่า
เมื่อกำไลเดินไปสักพัก นางก็พลันพบว่าเบื้องหน้าของตนมีแท่นหินขนาดใหญ่สีดำสนิทขวางอยู่ บนแท่นหินนั้นพบของบางอย่างวางเรียงกันอยู่อย่างเป็ระเบียบ รอบของสิ่งนั้นคล้ายมีไอควันสีขาวปกคลุม หญิงสาวมองเห็นไม่ชัดนัก นางจึงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เพื่อหมายจะัักับของสิ่งนั้น
แต่ชั่วขณะเดียวกัน กลับมีเสียงก้องดังของใครบางคนพลันแว่วมา กำไลรีบหดมือกลับทันใด อีกฝ่ายเริ่มถอดสีเมื่อพบว่าเบื้องหน้าของตนนั้น ปรากฏเป็เสือสีขาวตัวใหญ่ท่าทางดุร้ายตัวหนึ่ง กำไลย่อมไม่เคยพบเห็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน ในใจพลันนึกหวาดกลัวจนร่างของนางเซถลาจวนจะล้มลง
“จะกลัวไปไย เ้าเข้ามาในนี้ได้ย่อมนับว่าหาญกล้ามากแล้ว”
เสียงของคนผู้หนึ่งแทรกเข้ามาจากด้านหลังที่กำไลยืนอยู่ นางหันกลับไปพบว่าเป็เ้าพยัคฆ์ที่กำลังยืนถือดาบจ้องมองมาทางตน
กำไลชูคอขึ้นเล็กน้อยพลางเหลือบมองเสือตัวใหญ่อย่างระแวดระวัง หากนางเดาไม่ผิดเสือสีขาวตัวนี้น่าจะมาจากตราแห่งพยัคฆ์ขาว หนึ่งในของวิเศษสองอย่างของเ้าพยัคฆ์
หญิงสาวเคยได้ยินเื่ราวของพยัคฆ์ขาวมาั้แ่เด็ก ในศึกาของแคว้นวัตราคีรีนั้นมักจะปรากฏเสือขาวตัวหนึ่งอยู่ข้างกายกษัตริย์ แต่ตอนนี้เื่ราวเ่าั้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าของนาง
นางประสานสายตากับเ้าพยัคฆ์ พลางกำมือที่กำลังาเ็ของตนเองไว้แน่น ในใจยังไม่รู้ว่าจะเอ่ยตอบอีกฝ่ายเช่นไร
“ช่างบังเอิญเสียจริงเพคะที่ได้พบพระองค์..” กำไลโน้มศีรษะของตนเล็กน้อย นางกล่าวขึ้นเพื่อหยั่งเชิงอีกฝ่าย เ้าพยัคฆ์หาได้รู้สึกแปลกใจนักที่อีกฝ่ายมาปรากฏกายอยู่สถานที่แห่งนี้
“โลกนี้หาได้มีความบังเอิญ..”
เขาลอบเก็บดาบไว้ข้างกายแล้วพลางเอ่ยต่ออีกว่า “เสียงกัมปนาทข้างบนคงจะเป็เพราะฝีมือเ้าด้วยใช่หรือไม่”
กำไลเริ่มรู้สึกว่าร่างกายตนกำลังถูกพลังงานบางสิ่งฉุดรั้ง นางจึงพยายามตั้งสติแล้วตอบกลับอีกฝ่ายไปว่า “หึ พระองค์ทราบหรือไม่เพคะว่า้ากำลังทำศึกกันอยู่ มีโจรบุกเข้ามายังวังหลวงแท้ๆ พระองค์ไม่คิดจะ...”
ยังไม่ทันที่กำไลจะกล่าวจบ ประโยคต่อไปของนางจึงได้แต่กลืนมันลงคออย่างไม่ยินดี
เมื่อลมหอบหนึ่งได้พัดเอาร่างคนที่อยู่ตรงหน้าเข้ามาประชิดตัวนางจากด้านหลัง นางคิดอยากจะกรีดร้องออกมาเต็มเสียง แต่ก็ถูกเ้าพยัคฆ์ใช้มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าจับลำคอเรียวเล็กของนางไว้ เขาบีบแน่นจนนางดิ้นพล่านเหมือนคนกำลังใกล้จะขาดใจ
จังหวะนั้นเ้าพยัคฆ์พลันกระซิบข้างหูของนางอย่างแ่เบาขึ้นว่า “ปล่อยให้ข้ารอเ้าเสียนาน ข้ารับปากว่าจะทำให้เ้าเ็ปให้น้อยที่สุด”
ชายหนุ่มทำสีหน้าเ้าเล่ห์ ั์ตาดำพลันปรากฏเปลวไฟขุมหนึ่งลุกโชน อีกฝ่ายกล่าวต่อไปอีกว่า “เ้าคิดเช่นนั้นหรือ.. ว่าข้าจะให้เ้ารวมหัวกับพวกเศษสวะจากข้างนอกนั่นมาหยามเกียรติข้าได้ แผนของเ้าก็คือแผนของข้าเช่นกัน ข้าต้องขอบคุณพ่อของเ้าที่ไปร่วมมือกับโยนัน จนทำให้ข้ารู้ว่าเ้าคือผู้ที่ได้รับไอพลังจากจันทราสีเื คืนนี้พลังมากมายไหลเวียนในร่างเ้า เ้าคงเดาไม่ยากว่าข้าจะทำสิ่งใด...”
“พ..พระองค์ก็คือผู้ใช้ไสยเวทขั้นสูง อักๆ” กำไลร้องครวญในลำคอ นางเริ่มแสบร้อนไปทั่วทั้งร่าง เ้าพยัคฆ์หมุนกายของหญิงสาวกลับมา ก่อนเขาจะจ้องดวงตาของนางที่ยังปรากฏริ้วเืสีแดงซ่อนอยู่
เขากำลังจะดูดกลืนไอพลังจันทราสีเืในตัวนาง..
เ้าพยัคฆ์จำเป็ต้องปิดกั้นพลังไสยเวทย์ของตน เพียงเพื่อตบตาให้คนนอกเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ธรรมดาเท่านั้น จนกระทั่งสายลับผู้หนึ่งได้ส่งข่าวมาว่า ได้พบเจอผู้รับไอพลังจันทราสีเืแล้ว นั่นจึงเป็เหตุผลเดียวที่เขายอมรับธิดาแห่งเมืองศิลาขาวเข้ามาเป็สนมในวัง
ในความเป็จริงแล้ว เ้าพยัคฆ์ไม่หวังจะรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างเมืองเล็กๆอย่างศิลาขาวมากนัก เขาเพียงปรารถนาไอพลังจันทราสีเืเพื่อยกระดับไสยเวทย์ของตน
หากครั้งนี้เขาทำสำเร็จ ย่อมมีโอกาสได้ตามหาใครบางคนเจอ..
เมื่อพยัคฆ์ขาวเห็นเ้าพยัคฆ์เตรียมดึงพลังของหญิงสาวออกมา จึงรีบเอ่ยปากเตือนก่อนว่า “เ้าอย่าเพิ่งสูบพลังของนางออกมาหมด แก่นิญญาของเ้าอาจจะต้านรับไม่ไหว อย่างไรนางก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่พ้นคืนนี้”
กำไลเมื่อได้ฟังประโยคที่ว่านางก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่พ้นคืนนี้.. หญิงสาวพลันนึกเสียใจขึ้นมาที่ตนเองคิดผิด
แผนการของพวกนางถูกซ้อนแผนมานานเท่าไหร่แล้ว เ้าพยัคฆ์ตั้งใจที่จะลงมือในคืนพระจันทร์สีเื เพื่อรอให้นางใช้ความแค้นดูดซับไอพลังจันทราสีเือย่างเต็มที่ และเขาก็จะเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลัง
ซึ่งเดิมทีกำไลก็เตรียมตัวที่จะตายอยู่แล้ว แผนของนางคือการรับไอพลังจากจันทราสีเื เพื่อใช้พลังของอดีตผู้ใช้ไสยเวทขั้นมหาเทพสังหารเ้าพยัคฆ์ พร้อมทำลายของวิเศษทั้งสอง แต่ไฉนเขากลับบอกว่ากำลังจะกลืนกินพลังเวทย์อันน่ากลัวนี้
เ้าพยัคฆ์คล้ายรับรู้ว่าหญิงสาวคิดสิ่งใด เขาพลันปล่อยมือออกจากลำคอนาง แววตาของกำไลเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอีกฝ่าย นางพยายามคิดจะเปล่งเสียงแต่เหมือนกับมีบางอย่างควบคุมทั้งร่างของนางเอาไว้
“จัดการกับเ้าแล้ว ต่อไปก็คงเป็พ่อของเ้า แต่น่าเสียดาย..”
เ้าพยัคฆ์หยุดชะงักลง ประกายตาแน่วนิ่ง “..เสียดายที่ข้าจะต้องลงมือกับสหายข้าเช่นกัน” ชายหนุ่มกำลังหมายถึงอารันที่เป็หนึ่งในผู้ร่วมขบวนการฏในครั้งนี้
เ้าพยัคฆ์ไม่รอช้า เขาใช้มือวาดไปบนอากาศว่างเปล่าตรงหน้ากำไล พลันก็ปรากฏไอควันสีขาวประหลาดคลุมตัวของหญิงสาวไว้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นเปลวพลังสีแดงขุมหนึ่งก็ผุดลอยออกมาจากกลางหน้าผากของนาง พลังสีแดงนั้นมันล่องลอยราวกับเกลียวเชือกคล้ายไม่รู้เส้นทางไปต่อ
สักพักมันก็ถูกชายหนุ่มดึงกระชากขึ้นมา เขาใช้มือข้างหนึ่งม้วนไอพลังสีแดงกลุ่มนั้นไว้ในมือ ก่อนที่มันจะกลืนหายเข้าไปในร่างของเขาทันใด
ภาพเลือนรางในสถานที่แห่งหนึ่งเริ่มปรากฏชัด หมอกสีเทาหม่นกลุ่มหนึ่งแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เ้าพยัคฆ์พลันขยับมือของตนไปมาอย่างประหลาดใจ ความทรงจำที่เคยเลือนหายไปนานหวนย้อนกลับเข้ามาในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว
ั์ตาของชายหนุ่มปรากฏแววความโศกเศร้า เขาเหลือบมองเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยยืนอยู่เบื้องหน้า เป็นาง..
สายตาเกลียดชังของหญิงสาวนั้น ทำให้เ้าพยัคฆ์ััได้ถึงความบาดหมางระหว่างนางกับเขาได้อย่างชัดเจน เขาเพียงแค่อยากจะเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนางอีกครั้ง
ระหว่างนั้นความรู้สึกเ้าพยัคฆ์จมลึกไปยังดวงตาอันงดงามของหญิงสาว เขาเหม่อลอยไร้สติอยู่เสี้ยวเวลาหนึ่ง ก่อนจะพบว่าหน้าอกข้างซ้ายของตนถูกมีดสั้นแทงทะลุหัวใจไปแล้ว พลังอุ่นร้อนเริ่มหมุนวนทั่วกาย และมันพร้อมที่จะปะทุออกจากร่างเขาได้ทุกเมื่อ
กำไลปักมีดลงบนหัวใจเ้าพยัคฆ์ นางกำลังจับจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาโกรธแค้น ชายหนุ่มเอียงหน้าต่ำลง เขาขมวดคิ้วแน่นเหมือนกำลังรับรู้ถึงอาการค่อนสาหัสของตน
หญิงสาวกดมีดลงจนเืสีแดงสดซึมไหลออกมาจากาแของเ้าพยัคฆ์ไม่หยุด กำไลเอ่ยอย่างไม่เป็ภาษาอยู่หลายคำ นางสังเกตเห็นว่าเสือขาวที่ยืนเด่นสง่าอยู่อีกด้าน มันร้องคำรามเสียงดังจนสนั่นไปทั่วป่า ต้นไม้โดยรอบก็เริ่มโยกไหวไปตามแรงเสียงนั้น บริเวณหน้าอกของพยัคฆ์ขาวปรากฏรอยกรีดเป็แผลกว้าง พร้อมเืแดงฉานอาบย้อมไปทั่วแนวขนสีขาวนั้น
พยัคฆ์ขาวท่าทางองอาจน่าเกรงขามั้แ่เคยพบเห็น บัดนี้อีกฝ่ายกำลังดิ้นพล่านไปตามพื้นอย่างเ็ปทรมาน เมื่อเ้าพยัคฆ์ถูกมีดแทงเข้าหัวใจ ไอพลังจันทราสีเืสะท้อนกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้เป็ต้นเหตุกลับเป็เพียงหญิงสาวบอบบางอ่อนแอผู้หนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นนางยังถูกเ้าพยัคฆ์ตรึงร่างเพื่อดูดกลืนพลังเวทย์นั้นอยู่
กำไลไม่คิดว่าตนเองจะหลุดออกจากเวทย์สะกดนั้นได้ นางจึงตัดสินใจใช้มีดสั้นที่ซุกซ่อนไว้ สังหารเ้าพยัคฆ์อย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้
เ้าพยัคฆ์ยืนนิ่งพลางคว้าแขนของกำไลไว้ เขาจ้องมองบางอย่างในแววตาของนางด้วยสีหน้าตื่นตะลึงไปชั่วขณะ ภาพหญิงสาวผู้นั้น.. นางทำไมถึงได้ปรากฏกายในดวงตากำไลอย่างชัดแจ้ง
ไม่นานนักชายหนุ่มก็พลันสลัดร่างของอีกฝ่ายออก เขาเอ่ยอย่างอ่อนแรงขึ้นว่า “เ้าไม่ใช่นาง..”
เขาทอดสายตามองไปยังพยัคฆ์ขาวที่ร่างกายเริ่มสูญสลายเป็ฝุ่นควัน เสือขาวตัวใหญ่ร้องครวญครางออกมาเฮือกสุดท้าย จากนั้นไม่นานเงาร่างนั้นก็กลายเป็ไอควันสีขาว ลอยหายเข้าไปในตราแห่งพยัคฆ์ขาวที่วางอยู่บนแท่นหินสีดำอย่างรวดเร็ว
ครั้นเ้าพยัคฆ์เห็นดังนั้นก็เริ่มไตร่ตรองความคิดตน เขายืนจ้องกำไลที่กำลังมีท่าทีตื่นตระหนกอยู่ตรงหน้า
‘ภาพคนผู้นั้นทำไมถึงได้ปรากฏในแววตาของกำไล หรือนางจะเกี่ยวข้องกับเื่ที่ข้ายังไม่รู้’
เ้าพยัคฆ์ทรุดกายลง อีกฝ่ายรีบชักดาบที่ห้อยข้างเอวพยุงตัวไว้ทันใด เขาพ่นเืสีคล้ำดำออกมาจนใบหน้าของเขาพลันซีดเผือด แววตาคู่นั้นก็เริ่มหม่นแสงลง เ้าพยัคฆ์ปรายตามองหญิงสาวขณะที่นางกำลังเดินก้าวผ่านหน้าตนไป กำไลชำเลืองมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหยิบมีดตราครุฑและตราแห่งพยัคฆ์ขาวที่วางบนแท่นหินออกมา
กำไลมองสิ่งของที่อยู่ในมือตนอย่างกระหยิ่มใจ นางกำลังจะตายอยู่รอมร่อ แต่สุดท้ายโชคชะตาก็เข้าข้างคนบาปเช่นนางหรือ..
ชายหนุ่มถอนสายตากลับแล้วถามขึ้นมาอย่างแคลงใจ “ทำไมเืของเ้ามีไอพิษของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจผู้นั้น” เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
ไอพิษหรือ..
กำไลเริ่มฉุกคิดเื่บางอย่างขึ้นมา ก่อนที่จะเข้ามายังห้องลับแห่งนี้ นางใช้มีดสั้นกรีดลงบนฝ่ามือตัวเอง มีดเล่มนั้นมันย่อมเปื้อนเืของนางอยู่ อาจทำให้เ้าพยัคฆ์ถูกพิษแทรกซึมเข้าร่างอย่างรวดเร็ว แต่ทว่านางเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเืของตนจะมีพิษและสามารถสังหารผู้อื่นได้เช่นนี้
“หม่อมฉันก็ไม่เคยทราบมาก่อนเพคะ” กำไลตอบอีกฝ่ายอย่างไม่คิดอะไร
สักพักนั้นมือทั้งสองข้างของกำไลเริ่มกลับเริ่มแสบร้อน จนกำไลรับรู้ได้ว่าของวิเศษทั้งสองเริ่มต่อต้านพลังในร่างของตนแล้ว
เ้าพยัคฆ์ยิ้มเย็นพลางกล่าว “มีเพียงผู้ถูกเลือกเท่านั้น โลหิตถึงจะแปดเปื้อนไปด้วยไอพิษ หึ..ข้านึกสงสัยว่าทำไมเ้าถึงมีชีวิตอยู่ได้โดยมีพลังทั้งสองขั้วอยู่ในร่าง..” เขาใช้มือปิดปากแผลที่หน้าอกของตน ทั่วทั้งร่างสั่นเทาอย่างเ็ป
กำไลพลันขยับฝีเท้าเล็กน้อยเพื่อหวังจะประคองร่างอีกฝ่ายเอาไว้ นางกลับทำท่าทางรีรออยู่ชั่วขณะ ดวงตาฉายแววกังวลอยู่หลายส่วน บุรุษที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่หมายจะสังหารนาง แต่นางกลับเริ่มใจอ่อนขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
“หม่อมฉันขอบังอาจถามพระองค์สักครั้ง..” หญิงสาวแ่เสียงลง ขณะที่นางกำลังเดินมานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเ้าพยัคฆ์ อีกฝ่ายใช้มืออีกข้างลูบไล้ใบหน้าอันซีดเซียวของกษัตริย์หนุ่มไปมา “พระองค์ทรงเคยคิดที่จะรักหม่อมฉันบ้างหรือไม่เพคะ”
เขาเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายทันใด ก่อนริมฝีปากที่เต็มไปด้วยเืจะกระตุกขึ้นเล็กน้อย “เ้าไม่มีสิ่งใดที่ข้าสนใจ นอกจากใครบางคนที่อยู่ในแววตาของเ้าเมื่อครู่”
กำไลเอียงศีรษะเพื่อฟังเสียงอันแ่เบาของเขา นางลุกขึ้นยืนพลางถอนหายใจคล้ายไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“เช่นนั้น พระองค์กับหม่อมฉันหาได้มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน ของวิเศษเป็ของหม่อมฉันแล้ว บัดนี้เ้าพยัคฆ์สีหนาทก็ได้สิ้นชีพลง จากนี้ไปแคว้นวัตราคีรีจะต้องอยู่ใต้อำนาจของเมืองศิลาขาว..”
เสียงนางขาดห้วงไปชั่วขณะคล้ายจงใจ หญิงสาวก้มมองของวิเศษทั้งสองที่อยู่ในมือ “..เพียงแต่ตอนนี้มีผู้อยากของวิเศษมากเกินไป หม่อมฉันจำต้องตัดใจทำลายมันเสียแล้ว”
เ้าพยัคฆ์ทำสีหน้าเ็า แววตาแฝงไปด้วยความเดียดฉันท์อีกฝ่าย “เ้าคงไม่รู้ว่าไอพลังจันทราสีเืจะต้องอยู่กับร่างเ้าของที่แท้จริงเท่านั้น เพราะหากไม่ใช่.. ชีวิตเ้าจะไม่มีวันได้เกิดและไม่มีวันได้ตาย เ้าก็จะอยู่กับความทุกข์ทรมานไปตลอดกาล”
เมื่อกำไลได้ฟังเช่นนั้น ท่าทีหยิ่งผยองก็เลือนหายฉับพลัน นางย่อมรู้เื่ราวของพลังเวทย์เก่าแก่ที่อยู่ในร่างของตนดี “หึ ต่อให้หม่อมฉันจะทุกข์ทรมานเพราะเื่เล่าไร้สาระนั่น หม่อมฉันก็ถือว่าคุ้มค่านักที่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ได้ ผ่านเวลามานานหลายร้อยปี หม่อมฉันไม่เชื่อหรอกกว่าจะไม่มีผู้ใดต่อต้านพลังนี้ได้”
“หึๆ เช่นนั้นเ้าก็ไม่ควรที่จะอยู่ดินแดนแห่งนี้อีกต่อไป..”
เมื่อสิ้นเสียงเ้าพยัคฆ์ ชายหนุ่มที่ทั้งร่างแทบอาบไปด้วยสีเื แววตาของเขาพลันขุ่นมัวลง ทั้งร่างกลับแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวใด ปลายนิ้วเ้าพยัคฆ์ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็หิน จนมันเริ่มลุกลามไปทั่วร่างกาย
กำไลรีบเดินถอยห่างทันใด นางตื่นตระหนกกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่อยู่เบื้องหน้า หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ปรากฏลมพายุพัดโหมกรรโชกแรง ตลอดแนวป่ากลับมีเสียงดังอื้ออึงอย่างผิดปกติ
หญิงสาวจมดิ่งกับความตื่นกลัวอยู่ครู่หนึ่ง พลันนั้นร่างของเ้าพยัคฆ์ที่กลายเป็รูปปั้นหินโดยสมบูรณ์ ร่างหินของเขากลับเริ่มสั่นะเืรุนแรง ไม่นานนักก็ปรากฏแสงสีขาวแทรกผ่านออกมาจากร่องหิน แสงนั้นเริ่มประกายจ้าและทวีความร้อนระอุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
กำไลรีบใช้มือป้องใบหน้าของตนไว้ แต่เหมือนแสงนั้นได้แทรกซึมไปทั่วร่างกายของนางแล้ว ฉับพลันไอเย็นะเืกลุ่มหนึ่งในร่างของนาง มันเริ่มก่อตัวต้านทานพลังประหลาดนั้นไว้ จนหญิงสาวเริ่มสติพร่าเลือน คล้ายิญญากำลังถูกกระชากลงไปในหลุมดำอันมืดมิด
ภายหลังจากกองกำลังทหารบุกเข้าโจมตีกลุ่มโจรไอยราในวังหลวง กลุ่มทหารจับกุมคนที่เหลือรอดไว้ได้ จนสถานการณ์วุ่นวายนั้นก็เริ่มคลี่คลายและกลับมาปกติอีกครั้ง
ห่างออกไปหน้าตำหนักชั้นในแห่งหนึ่ง มเหสีเพธารากำลังสวมกอดองค์ชายน้อยคีฑาอย่างตื่นกลัว ท่ามกลางองครักษ์หลายสิบนายที่กำลังยืนคุ้มกันอยู่ เงาคนสูงใหญ่ผู้หนึ่งแต่งกายไม่เหมือนองครักษ์หรือทหาร เขาเดินอ้อมมาจากด้านหลังแล้วประกบสองแม่ลูกอย่างผู้เฝ้าระวังภัย
“ถ้าพระนางกังวลพระทัย กระหม่อมจะตามไปดูเหตุการณ์ในตำหนักทรงงานเ้าพยัคฆ์ด้วยตัวเองพะยะค่ะ” ชายผู้นั้นกล่าว
มเหสีเพธาราทำสีหน้ากังวลเล็กน้อย นางพลางส่งองค์ชายน้อยให้นางกำนัลที่อยู่ข้างๆ อุ้มไว้ “เกิดเื่ใหญ่เช่นนี้ ข้าคิดว่าเ้าพยัคฆ์พระองค์จะทรงคลี่คลายสถานการณ์เอง อีกอย่างท่านเพิ่งบอกมิใช่หรือ ว่าพวกโจรไอยราถูกทหารของเรากำราบลงได้แล้ว ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพี่เอง”
เมื่อนางกล่าวจบ ดวงตาชายคนนั้นแฝงไปด้วยแววลุ่มลึกยากจะคาดเดา ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยห้ามปรามอีกฝ่าย ชายผู้นั้นกลับต้องรีบคว้าตัวมเหสีและองค์ชายน้อยมาบดบังไว้
บริเวณเหนือท้องฟ้าตำหนักทรงงานของเ้าพยัคฆ์ ปรากฏแสงสีขาวที่มีกลิ่นไอสังหารเข้มข้น พลังลึกลับนั้นพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยปรากฏการณ์ฟ้าแลบส่องสว่างไปทั่วเมือง
ครั้นเมื่อแสงสีขาวปะทะกับไอพลังจันทราสีเืที่ยังหลงเหลือ้า ฉับพลันก็เกิดเสียงกึกก้องคล้ายะเิดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้าทันที
เมืองหลวงวัตราคีรีเกิดโกลาหลอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เมื่อแสงสีขาวกับแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งถูกแรงะเิบีบอัด จนมันลุกลามแผ่ขยายออกไปทั่วเมือง เขตเวทย์อาคมที่เคยคลุมเมืองไว้ก็ถูกทลายลงในชั่วพริบตา
ขรัวเซียนและอารันที่กำลังยืนคุมเชิงกันอยู่อีกฝั่งของเมือง พวกเขาถูกพลังปริศนาม้วนร่างลอยไปมาในอากาศหลายตลบ จนทั้งสองนั้นร่วงตกลงสู่พื้นโดยที่ยังไม่ทันได้ป้องกันตัว
ขรัวเซียนพอคุ้นเคยกับพลังนั้นอยู่บ้าง ร่างกายจึงมิได้รับาเ็สาหัสมากนัก เขาเตรียมตัวั้แ่มองเห็นแสงสีขาวทะยานเหนือท้องฟ้าแล้ว
เพียงแต่อดีตลูกศิษย์ตนอย่างอารัน.. แก่นิญญาเขาเคยมีร่องรอยาเ็ และด้วยความโอหังที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด เขากลับใช้เวทย์อาคมของตนต่อสู้กับพลังกลุ่มนั้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับทำให้เขาถูกพลังลึกลับพุ่งตรงเข้ามาจู่โจมแก่นิญญาภายในอย่างบ้าคลั่ง
แก่นิญญา.. คือพลังงานชีวิตของผู้ใช้ไสยเวทย์ หากเมื่อใดที่สิ่งนี้ถูกทำลาย นั่นหมายถึงว่าคนผู้นั้นก็ต้องตายด้วยเช่นกัน
ครั้นเมื่อพลังประหลาดเริ่มสลายหายไป ร่างของอารันตกกระแทกลงมุมถนนแห่งหนึ่งกลางเมือง โดยรอบนั้นพบผู้คนมากมายกำลังหนีออกมาจากบ้านเรือนของตนที่กำลังพังถล่ม เหตุการณ์ภายในเมืองตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ราวกับเผชิญศึกาครั้งใหญ่
ขรัวเซียนที่กำลังาเ็ เขาพยายามลากสังขารของตนเดินตามหาอารันแต่กลับไม่พบ ชายชราจึงมอบหมายให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ ส่งคนบางส่วนออกไปตามหาอารัน จากนั้นขรัวเซียนจึงรีบตรงไปยังวังหลวงเพื่อดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ครั้นขรัวเซียนมาถึงก็พบว่าภายในวังหลวงนั้น กลับดูไม่แตกต่างจากเมืองด้านนอกมากนัก เรือนพักและตำหนักหลายที่พังเสียหาย โดยเฉพาะตำหนักทรงงานของเ้าพยัคฆ์ที่ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น ทหารและองครักษ์ที่เป็ระดับผู้ใช้ไสยเวทย์ พวกเขากำลังใช้เวทย์อาคมของตนยกเศษซากอิฐหินออกไป เพียงเพื่อหวังจะพบร่องรอยของผู้รอดชีวิต
ขรัวเซียนเหลือบมองบนท้องฟ้าอย่างตื่นตระหนก เงาสีแดงที่เคยโอบล้อมดวงจันทร์ไว้ทว่ามันกลับเลือนหายไปแล้ว ชายชราไม่อาจััได้ถึงพลังชีวิตของผู้เป็นายเหนือหัวของตนได้อีก ขอบตาชายชราพลันแดงก่ำขึ้นมา หากผลลัพธ์จะเกิดเช่นนี้ เขาควรจะสังหารกำไลั้แ่นางยังอยู่ที่เมืองศิลาขาวแล้ว
เมื่อไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เ้าพยัคฆ์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับของวิเศษทั้งสอง เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวได้ทำลายล้างพื้นที่โดยรอบ และคงมีเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้เกิดเื่ทั้งหมดนี้ได้คือผู้รับไอพลังจันทราสีเื.. พระสนมกำไล
ครึ่งเดือนต่อมา ทางราชสำนักแห่งแคว้นวัตราคีรี ออกประกาศถึงการสถาปนาองค์ชายน้อยคีฑาขึ้นสืบราชบัลลังก์แทนพระราชบิดา
โดยมีเสนาบดีขษณะเป็ผู้สำเร็จราชการแทน ทัพใหญ่จากชายแดนมุ่งสู่เมืองหลวง เพื่อระดมกำลังซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายของชาวเมือง
ชาวเมืองวัตราคีรีต่างได้ร่ำลือกันว่าพระสนมกำไล ธิดาแห่งเ้าเมืองศิลาขาวเป็ปีศาจมนต์ดำ นางใช้อุบายชั่วร้ายจนทำให้เ้าพยัคฆ์ตกหลุมพราง และชิงของวิเศษทั้งสองหนีไป เื่ร่ำลือเหล่านี้จึงเป็เหตุผลสำคัญ ที่ยังมีหลายกลุ่มคนพากันออกสืบหาร่องรอยของวิเศษ เพื่อหมายจะกลายเป็ผู้ของวิเศษคนต่อไป
เมื่อดินแดนทางเหนือไร้กษัตริย์ผู้ถือครองของวิเศษ กลุ่มฏตามหัวเมืองน้อยใหญ่ก็เริ่มก่อการอย่างลับๆ ส่วนทางด้านเ้าเมืองกัณธรและครอบครัวที่ยังหลงเหลือ กลับถูกกลุ่มโจรไอยราลอบสังหาร
แคว้นวัตราคีรีจึงให้เมืองศิลาขาวเปลี่ยนผู้นำคนใหม่เป็ตระกูลเก่าแก่ของเมือง และให้เมืองศิลาขาวปกครองโดยสองตระกูลหลัก ฝั่งหนึ่งเพื่อคานอำนาจมายังฝั่งแคว้นวัตราคีรี และให้อีกตระกูลบริหารจัดการบ้านเมือง ส่วนรองเสนาบดีบูราและพวก ได้ถูกกวาดล้างอำนาจลงโดยเสนาบดีขษณะ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จแทนองค์กษัตริย์ที่ยังพระเยาว์
หลังจากนั้นไม่นานนัก ขรัวเซียนได้ลาออกจากการเป็ขุนนางแคว้นวัตราคีรีอย่างถาวร เขานำร่างไร้ิญญาของอารัน กลับคืนสู่เผ่ามังคาในเขตป่าต้องห้าม
เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นจึงคิดอยากจะท่องพเนจรไปยังดินแดนต่างๆ ชายชราไม่คล้ายว่าสูญเสียทุกสิ่ง แต่กลับยังมีแสงสว่างแห่งความหวังอันน้อยนิดที่เขายังคงศรัทธา
เขากำลังตามหาคนผู้หนึ่ง.. เพื่อเติมเต็มคำทำนาย
ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าแปรปรวน เหนือท้องฟ้าเผยแสงจันทร์กระจ่างไร้เมฆฝน แต่กลับมีลมพายุพลันก่อเกิดอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ในสถานที่อันห่างไกลแห่งหนึ่ง พบกระท่อมไม้หลังเก่าริมธารน้ำ มันโยกคลอนตามกระแสลมแรง ด้านนอกกลับมีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังวุ่นกับการเก็บข้าวของและควบคุมกองไฟที่เพิ่งก่อไว้ได้ไม่นาน
เบื้องหน้ากระท่อมไม้พบชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง เขาหันกายขนานกับกระท่อมหลังนั้น สีหน้าและแววตาคล้ายกังวลยิ่งนัก เหตุการณ์ก่อนหน้ากลับทำให้เขาอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ เงาม่านสีแดงประหลาดปิดคลุมดวงจันทร์ไว้ บัดนี้มันกลับอันตรธานหายไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
พลันประจวบเหมาะกับภรรยาตั้งครรภ์ใกล้คลอดของเขา นางเกิดเจ็บท้องกะทันหัน ทั้งที่ยังเดินทางไม่ถึงหมู่บ้านที่พัก เขาจึงจำต้องพานางมายังกระท่อมไม้ผุพังแห่งนี้แทน
ขณะที่เสียงโอดครวญของภรรยาของตนขาดหายไป ชายหนุ่มเริ่มใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ข้างกายของเขานั้นปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขากำลังกล่าวปลอบโยนอีกฝ่ายอยู่หลายครั้งกว่าที่ชายหนุ่มจะเริ่มสงบใจลงได้ สักพักนั้นเงาร่างสตรีผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากกระท่อม นางรีบกล่าวเชิญชายหนุ่มให้เข้าไปในกระท่อมทันที
ภายในกระท่อมไม้พบร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางกำลังนอนตะแคงข้างกอดทารกน้อยในห่อผ้าอยู่ อีกฝ่ายยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าอ่อนล้า หน้าผากของนางเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ชายหนุ่มจึงโน้มตัวนั่งลงใกล้ๆพลางลูบไล้ใบหน้านางไปมา
“ข้าได้ลูกชายหรือ..” เขาเปิดห่อผ้ามองเด็กทารกตัวเหี่ยวในอ้อมกอดภรรยาอย่างรู้สึกยินดี
“สิ่งที่ข้าฝันเป็ความจริง” นางเอ่ยเสียงแ่เบา ั์ตาดำสนิทชายหนุ่มวูบไหวเล็กน้อย เขาคร้านจะใส่ใจกับเื่ที่ภรรยาฝันเมื่อหลายวันก่อน ชายหนุ่มกล่าวปลอบนางหลายประโยค ก่อนที่เขาจะรับบุตรชายตัวน้อยของตนมาอุ้มอย่างระมัดระวัง
“อาณาจักรโกนิลเป็ของเ้าแล้ว..”
>โปรดติดตามตอนที่4<