บทที่ 36 นักเรียนใหม่จากเขตชั้นนอก
เพี๊ยะ!!!
“เป็นแค่พวกข้ารับใช้ กล้าใช้สายตาแบบนั้นมองฉันหรอ ห๊า!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นระหว่างทางเดินไปปฐมนิเทศเด็กใหม่
รอบๆพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังมองเรื่องสนุกสนานที่เกิดขึ้น ไม่มีผู้ใดก้าวเท้าออกไปคิดจะช่วยเหลืออีกฝ่ายเลย แน่นอนว่ารวมถึงอันซูหยวนที่เพิ่งมาถึงด้วยเช่นกัน
ในขณะที่กำลังเดินไปยังอาคารหมายเลข 1 ห้องประชุมใหญ่ชั้นล่าง อันซูหยวนก็ต้องหยุดเท้าของตนเองเนื่องจากทางเดินไปห้องปฐมนิเทศนั้นมีผู้คนมากมายกำลังมุงดูเหตุการณ์บางอย่างอยู่ ภาพที่เธอเห็นก็คือหญิงสาวสองสามคนที่กอดอกมองดูร่างของผู้หญิงอีกคนที่กำลังลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยท่าทางเสียใจและหวาดกลัว ตัวของเธอสั่นเทาในขณะกุมใบหน้าของตนเองเอาไว้
“ขะ ขอโทษค่ะ” นักเรียนใหม่ที่สวมชุดใหม่เอี่ยม ทว่าอันซูหยวนรู้ดีว่านี่เป็นชุดใหม่จากเขตชั้นนอก ซึ่งเธอเองก็เพิ่งเปลี่ยนมาเป็นชุดของเขตชั้นในเนื่องจากคำแนะนำของรุ่นพี่ร่วมหอพักเมื่อวานนี้เอง
สายตาของทุกคนที่อยู่ที่นี่เต็มไปด้วยความรังเกียจ พวกเขามองอีกฝ่ายเหมือนกับที่เคยมองเธอก่อนหน้านี้ ทั้งหมดเพียงเพราะว่าพวกเธอมาจากเขตชั้นนอกก็เท่านั้น
“ขอโทษ? ขอโทษแล้วอย่างไร? แกเป็นแค่ว่าที่ข้ารับใช้เท่านั้น กลับกล้าใช้สายตาเช่นนั้นมองฉันได้ยังไง น่ารังเกียจจริงๆ แล้วก็นี่...เพราะเธอทำให้ฉันต้องลงมือ เวลานี้มือของฉันสกปรกไปหมดแล้ว เธอจะรับผิดชอบยังไง!!” คนที่ลงมือ ไม่เพียงแค่ไม่ขอโทษ แต่กลับโยนว่ามันเป็นความผิดของหญิงสาวจากเขตชั้นนอกอีกด้วย
คำพูดที่ไร้ยางอายนี้ทำให้ซูหยวนยังรู้สึกอายแทน แต่ก็นั่นแหละ...ตรรกะความคิดของผู้คนที่นี่แปลกประหลาดสำหรับอันซูหยวน ทว่ามันเป็นเรื่องปกติของทุกคนที่เขตชั้นใน ดังนั้นถ้าต้องการอยู่ที่นี่ให้ดี จำเป็นต้องเรียนรู้และทำตัวเองให้รื่นไหลไปให้ได้ อันซูหยวนไม่ใช่คนดีตั้งแต่แรก เรื่องของตัวเองก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง เหมือนกับที่เธอก็จัดการเรื่องของตัวเองแล้ว ถ้าอ่อนแอขนาดที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ อย่างนั้นก็ไม่ควรที่จะอยู่ในสถาบันนี้อีกต่อไป
ดูเหมือนใจร้ายที่ไม่เข้าไปช่วยเพื่อนร่วมชะตากรรม ทั้งๆที่มาจากเขตชั้นนอกเหมือนกัน แต่กลับยืนมองหน้าตาเฉย ซึ่งก็ต้องบอกว่า...นี่แหละคืออันซูหยวน เธอรู้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ผู้คนมากมายเกลียดชังเธอ ถึงอย่างนั้นอันซูหยวนก็ไม่เคยสนใจ
“ฮือๆ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะคะ ฉันไม่ได้มองคุณด้วยเจตนาไม่ดี เพราะคุณสวยมาก ชุดของคุณก็สวยมาก ฉันก็เลย...ฉันก็เลย....” หญิงสาวพยายามจะแก้ต่างให้ตนเอง แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของคนลงมือมืดครึ้มกว่าเดิม
เพี๊ยะ!!
ไม่คาดคิด หญิงสาวคนนั้นกลับลงมืออีกครั้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฝ่ามือของเธอฟาดลงไปเต็มแรงจนเกิดรอยแดงที่ใบหน้านั้นอีกครั้ง แต่เหมือนว่าเธอจะยังไม่พอใจ เท้าเล็กๆของเธอเตะเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายจนตัวงอ
“นังสารเลวนี่!! คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเธอแน่ๆ อุตส่าห์ไม่อยากใส่ใจที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับพวกข้ารับใช้ แต่เธอกลับได้คืบจะเอาศอก! ที่แท้...ชุดที่ฉันเตรียมเอาไว้ตอนแรกมีรอยมือดำๆก็เป็นเพราะเธอใช่ไหม!! วันเปิดตัวที่สถาบันสมควรต้องใส่ชุดให้ดี แต่เพราะเธอ!! เพราะเธอทำชุดของฉันพัง!!”
เสียงตวาดแว้ดทำให้คนรอบๆต้องเอามืออุดหู หญิงสาวไม่ใช่แค่ก่นด่าเท่านั้น แต่มือและเท้าของเธอก็ยังไม่หยุดที่จะละเลงบนร่างของหญิงสาวเขตชั้นนอกผู้นั้นด้วยความโกรธจัด
“ปรากฏว่าพวกจากเขตชั้นนอกมีความกล้าจริงๆ”
“นั่นน่ะสิ กล้าจับชุดของคนอื่นด้วยมือสกปรกๆนั่นเลยหรอ”
“น่ารังเกียจนะ เดิมทีฉันก็แค่ไม่อยากเข้าใกล้พวกนักเรียนจากเขตชั้นนอก แต่ไม่ได้รังเกียจอะไรพวกหล่อนมากนัก ทว่าเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นิสัยของคนพวกนี้แย่จริงๆ”
“ดูสิ นักเรียนคนนั้นอุตส่าห์บอกว่าต่างคนต่างอยู่ในห้องไม่ยุ่งเกี่ยว ใครจะไปคิดว่าใจดีขนาดนั้นก็ยังถูกปีนเกลียว”
“ฉันคิดว่าเพราะใจดีเกินไปนั่นแหละ ถ้าเป็นฉันล่ะก็...คงจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงก่อนแล้ว เพื่อที่หลังจากนี้จะได้ไม่กล้า”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” นักเรียนหลายคนที่มุงดูต่างก็กระซิบกระซาบ เพราะอันซูหยวนสวมชุดที่หาซื้อได้จากเขตชั้นใน ดังนั้นนักเรียนคนอื่นๆจึงไม่ทันได้สังเกตว่าเธอมาจากเขตชั้นนอกหรือไม่ พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่ตำหนิหญิงสาวคนนั้น
อันซูหยวนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เดิมทีภาพลักษณ์ของนักเรียนทุนที่มาจากเขตชั้นนอกก็ไม่ดีอยู่แล้ว เวลานี้ยิ่งถูกทำให้ดูแย่เพิ่มขึ้นไปกว่าเดิมอีก
การสั่งสอนนักเรียนใหม่กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ใช่เพราะการปฐมนิเทศจะเริ่มขึ้นแล้ว เชื่อได้เลยว่าหญิงสาวคนนั้นอาจจะไม่รอดก็เป็นได้ เธอนอนกอดตัวเองทั้งน้ำตา รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว ถึงอย่างนั้น...เพื่อที่จะเข้าร่วมงานปฐมนิเทศ เธอจำเป็นต้องพาร่างของตนไปที่ห้องโถงให้ได้
อันซูหยวนมองดูท่าทางเหมือนกับสัตว์ตัวเล็กที่ได้รับบาดเจ็บของทางนั้นเล็กน้อย ทว่าเธอไม่เคยลังเลในการตัดสินใจเลย หญิงสาวเดินผ่านร่างเล็กที่บอบช้ำไปเหมือนมองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากช่วย แต่ถ้าต้องช่วยใครสักคน ซูหยวนไม่มีทางช่วยแล้วทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน
เหมือนกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วเห็นคนที่กำลังจมน้ำ ถ้ากระโดดลงไปช่วยทันที ก็แค่เป็นการเพิ่มคนตายไปอีกคนเท่านั้น แต่ถ้าทำในสิ่งที่ทำได้ เช่น โยนยางลม เชือก หรือแม้กระทั่งร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น อาจจะดูเหมือนแล้งน้ำใจยามที่วิ่งออกไปหาอุปกรณ์ ทว่า...โอกาสที่จะรอดทั้งคู่ก็มี
ดังนั้นหญิงสาวจึงเดินผ่านร่างเล็กนั้น เธอไม่ต้องการเป็นเป้าสายตาในการถูกจัดการเหมือนกับอีกฝ่าย นอกจากนี้...ต้องโทษที่หญิงสาวคนนั้นไปยุ่งวุ่นวายกับข้าวของของคนอื่นด้วย ถึงจะถูกกระทำเกินกว่าเหตุไปเสียหน่อยในสายตาของคนจากยุคอื่น แต่ในโลกใบนี้ที่ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อการอยู่รอด พวกเขาไม่ได้มองว่าการทุบตีนี้มากเกินไปเลย
นักเรียนหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ยังมองว่าลงมือเบาไปด้วยซ้ำ...
อันซูหยวนไม่ได้เข้าห้องโถงในทันที เธอมองหาเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคำพูดจากรุ่นพี่วังเฮ่าว่ารุ่นพี่ฟู่พ่ายมักจะถูกเจ้าหน้าที่จากห้องรักษาพาตัวไปอยู่เป็นประจำ เนื่องจากนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยพูดมากนัก หากแต่เป็นคนอารมณ์ร้อน ทั้งยังพูดจาไม่ค่อยเพราะ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าตอนที่อยู่สถาบัน เขาจะถูกนักเรียนคนอื่นรุมทำร้ายอยู่เสมอ
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ที่สถาบันแห่งนี้จะไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับนักเรียน แม้จะไม่ได้มีกฎห้ามทำร้ายกันเอง แต่พวกเขาก็มีคนที่พร้อมจะช่วยรักษาให้
หญิงสาวมองหาอยู่ไม่นานก่อนจะเจอเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง จากนั้นจึงเข้าไปแจ้งว่าตอนนี้มีนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ระหว่างทางเดินมาที่ห้องโถงนี้
เธอไม่ได้คิดว่าตนเองจะมีความสามารถมากขนาดพาอีกฝ่ายมายังห้องโถงแห่งนี้ได้ทันเวลา อีกฝ่ายบาดเจ็บมากขนาดนั้น ต่อให้มาถึงก็น่าจะหมดสติไปก่อนที่จะได้เข้าร่วมการทดสอบใดๆ บางที...ต่อให้เข้ารับการทดสอบ ก็อาจจะไม่มีอาจารย์คนไหนรับเข้าเป็นศิษย์ก็ได้ แม้แต่ซูหยวนเองก็ยังไม่มั่นใจเลย หากไม่มีอาจารย์จากตระกูลจาง จะมีอาจารย์คนไหนรับเธอเข้าเป็นศิษย์หรือเปล่า
บรรยากาศในห้องโถงคึกคักมาก นักเรียนทั้งหลายต่างก็ตื่นเต้นไปกับการเข้าเรียนครั้งแรกของตนเอง พวกเขาแนะนำตัวเองกันยกใหญ่ บางคนก็ได้เพื่อนใหม่จากวันปฐมนิเทศนี้ บางคนถึงกับสร้างกลุ่มนักเรียนที่มีความสนใจเหมือนกันขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ
อันซูหยวนเลือกที่นั่งแถวที่ติดกับทางออก เธอไม่อยากจะผ่านนักเรียนคนไหนเพื่อเข้าไปข้างในเนื่องจากไม่อยากสร้างโอกาสในการมีปัญหาเพิ่ม
เธอรู้ว่าตนเองมาที่สถาบันนี้เพื่ออะไร อันซูหยวนไม่ต้องการเพื่อน ไม่อยากผูกมิตรกับใครทั้งนั้น เธอคาดหวังแค่ว่าจะได้เรียนวิชาการต่อสู้เพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งให้มากขึ้น หากเธอยังอยู่ในเขตชั้นนอก อันซูหยวนก็คงจะเป็นคนเก็บขยะเช่นนั้นไปเรื่อยๆ ชีวิตแบบนั้นไม่ได้แย่ แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีความทะเยอทะยานเหมือนเธอ
อย่างน้อยๆ....อันซูหยวนก็อยากเป็นคนที่สามารถกินอาหารปกติได้โดยไม่ต้องหลบซ่อน ทุกวันนี้เธอมีอาหารดีๆกินมากมาย แต่ต้องเข้าไปกินในฟาร์มของตนเอง เธอรู้ว่าในเขตชั้นในนี้...ตราบเท่าที่มีเงิน มีความแข็งแกร่งมากพอ ก็จะสามารถกินอาหารเหมือนกับโลกที่เธอจากมาได้
ดังนั้นในสถาบันแห่งนี้ เธอจึงวางตัวเหินห่างกับทุกคน อยากจะกลายเป็นเพียงอากาศธาตุในสายตาของพวกเขา น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ทว่า....น่าเสียดายที่ความต้องการของเธอไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้
“ก็คิดอยู่ว่าใครกันที่หน้าคุ้นๆแบบนี้ ที่ไหนได้...นักเรียนทุนที่ได้เจอกันเมื่อวันลงทะเบียนไม่ใช่หรอ?” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น แม้ว่าอันซูหยวนจะไม่อยากหันไปมอง แต่เธอก็ทำเช่นนั้นไม่ได้
“จูหลิวหลี่ เธอรู้จักนักเรียนคนนี้ด้วยหรอ?” เพื่อนนักเรียนที่มาด้วยกันเอ่ยถาม
เนื่องจากวันนี้ซูหยวนแต่งตัวเหมือนกับพวกคนจากเขตชั้นในทุกประการ ดังนั้นจึงมองไม่ออกเลยว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นเด็กนักเรียนทุนจากเขตชั้นนอก
“ใช่ นี่ก็คือนักเรียนทุนจากเขตชั้นนอกน่ะ”
“นักเรียนทุนจากเขตชั้นนอกหรอ?” เมื่อได้ยิน ความสนใจของเพื่อนนักเรียนที่ถามก็หายไปทันที ในแววตามีประกายดูแคลนแฝงอยู่ในนั้นด้วย
“พ่อของฉันบอกว่า ถ้าเจอพวกนักเรียนทุนเหล่านี้อย่าไปอยู่ใกล้ ให้ระวังว่าจะต้องทำงานกลุ่มร่วมกัน เพราะนักเรียนทุนพวกนี้เป็นตัวถ่วงคะแนนชั้นดี”
“ใช่ ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน พี่ชายของฉันที่จบไปแล้วสามปีบอกมา เขาเกือบจะเรียนไม่จบปีสุดท้ายเพราะต้องทำงานคู่ร่วมกับนักเรียนทุน ดีที่พี่ชายฉันมีความสามารถก็เลยทำคะแนนชดเชยส่วนของนักเรียนทุนได้ ไม่อย่างนั้นก็แย่แน่”
“จริงหรอ? แต่ถ้าเป็นแบบนั้น...นักเรียนทุนคนนั้นก็เรียนจบไปด้วย แต่จบเพราะพี่ชายของเธอใช่ไหม ไม่ใช่ความสามารถของเขาเองน่ะ”
“ใช่ พวกนักเรียนที่เรียนไปเป็นข้ารับใช้พวกนี้จะทำอะไรได้ล่ะ พวกเขาอ่อนแอเกินกว่าที่จะควรได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าสถาบันคิดอะไรอยู่ ในแต่ละปีก็ปล่อยให้พวกนักเรียนทุนเรียนจบได้ด้วย” เสียงพูดคุยของนักเรียนหญิงสามสี่คนด้านหลังของจูหลิวหลี่ดังขึ้น พวกเธอคุยกันแบบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอันซูหยวนจะได้ยินหรือเปล่า
“ฉันก็ไม่ได้รู้จักอะไรนักหรอก ก็แค่เจอกันวันที่ลงทะเบียนเท่านั้นแหละ แต่พวกเธอไม่คิดหรอว่านักเรียนทุนคนนี้ค่อนข้างเก่งน่ะ”
“เก่งหรอ? เก่งยังไงล่ะหลิวหลี่”
“จะไม่เก่งได้ยังไง วันที่ฉันพบในครั้งแรก อีกฝ่ายยังใส่เสื้อผ้าเหมือนกับเศษขยะอยู่เลย ผ่านไปไม่กี่วันกลับแต่งตัวสวยงามเหมือนกับพวกเราแล้ว แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...พวกคนจากเขตชั้นกลางและชั้นนอกมีความสามารถแบบนี้อยู่แล้ว พวกเราไม่มีทางทำได้แบบนี้หรอก”
“ความสามารถ?” เพื่อนนักเรียนไม่เข้าใจสายตาและคำพูดของหลิวหลี่เลย เมื่อเห็นพวกเพื่อนๆมองตนเองแบบนั้น จูหลิวหลี่ก็แค่นยิ้มออกมา
เดิมที เธอคิดว่าซูหยวนอาจจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับ “ผู้หญิงหน้าด้านคนนั้น” คนที่บิดาของเธอพาเข้ามาอยู่ในเขตชั้นในด้วย แต่เมื่อเห็นว่าซูหยวนสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมที่หาได้จากเขตชั้นในแบบนี้ เธอก็คิดว่าอันซูหยวนเองก็คงจะไม่ต่างกัน
“ใช่ ความสามารถในการหาผู้ชายโง่ๆจากเขตชั้นในอย่างไรล่ะ” เมื่อเพื่อนๆของหลิวหลี่ได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจทันที
เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนที่สถาบันแล้ว ดังนั้นพวกเธอจึงรู้ประวัติครอบครัวของจูหลิวหลี่มาบ้าง พ่อของอีกฝ่ายสร้างปัญหาให้ครอบครัวต้องเสียใจมากมายเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในบรรดาพวกเธอแล้ว จูหลิวหลี่จะเป็นคนที่เกลียดชังพวกคนนอกเขตชั้นในมากที่สุด
สายตาของทุกคนมองมายังอันซูหยวนที่กำลังนั่งนิ่งอยู่ด้วยความรังเกียจ นอกจากจะเป็นนักเรียนทุนที่อ่อนแอและอาจจะเป็นตัวถ่วงพวกเธอในอนาคตแล้ว อีกฝ่ายก็ยังเป็นผู้หญิงสารเลวที่ขายร่างกายของตนเองเพื่อความสุขสบายด้วย นี่ยิ่งน่ารังเกียจยิ่งกว่านักเรียนทุนทั่วไปเสียอีก
“จะไม่พูดอะไรหน่อยหรอ หรือเชื่อจริงๆว่าทำแบบนั้นถูกต้องแล้วน่ะ ว่าแต่...เธอขายให้ใครล่ะ อาจารย์ พนักงาน หรือนักเรียนในสถาบันนี้” จูหลิวหลี่ดูแคลนอันซูหยวนอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งเธอพูด เสียงก็ยิ่งดังมากขึ้น และมันก็เรียกความสนใจของนักเรียนที่นี่ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
อันซูหยวนขมวดคิ้ว แม้ว่าเธอจะเป็นคนชอบเลี่ยงปัญหา แต่คำพูดของอีกฝ่ายนี่แหละถือเป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน ถ้าเธออยากจะเรียนในสถาบันนี้อย่างสบายใจ ซูหยวนไม่สามารถปล่อยให้คนอื่นเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เข้าหาผู้ชายเพื่อความสุขสบายได้
ภาพลักษณ์ของพนักงานดีเด่นไม่ควรเป็นเช่นนั้น ดังนั้นอันซูหยวนที่ไม่ค่อยพูดมากนักจึงจำเป็นต้องงัดทักษะช่างเจรจาของตนเองออกมา
…………………………………………….