แล้วเหตุใดจึงไม่แยแส?
เป็นเพราะนางมองออกตั้งแต่ต้นแล้วเรื่องราวทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเมื่อตอนที่นางปรบมือเท่านั้นเอง
ไม่ว่าจะตั้งใจใช้คนสร้างความสนใจให้นายหญิงเฉินเดินทางมายังซูโจวเพื่อฉลองงานปีใหม่หรือเป็นการใช้ผู้อื่นพูดเป็นนัยให้ไป๋ฝูฉวีเกิดความรู้สึกรุนแรงขึ้นหรืออาจเป็นการปลุกปั่นให้หัวใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์เกิดความไม่พอใจต่อไป๋ฝูฉวีดังนั้นเรื่องทั้งหมดจึงเป็นเพียงสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาวางแผนด้วยมือของนางทั้งสิ้น
ไป๋ฝูฉวีคิดว่านางเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่สามารถควบคุมเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ทว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเฉินเหลียนเอ๋อร์ยังมีนายหญิงเฉินอยู่อีกคน
นายหญิงเฉินคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องบังเอิญแต่นางมิอาจรู้เรื่องของหอเทียนเซียงทั้งหมด ซึ่งมันล้วนแต่เป็นความต้องการของเยี่ยนเจาเจาก็เท่านั้น
ใช่เดิมทีนางก็ไม่ได้ตั้งใจวางแผนที่จะจัดการเรื่องนี้ หากมิใช่เฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีรนหาที่ตายเช่นนั้นวันนี้พวกนางคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่หอเทียนเซียงนี้เป็นแน่
มีวันหนึ่งตอนที่นางกำลังศึกษาอยู่ไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ร่วมมือกันแกล้งนางเทน้ำชาลงแบบหัดเขียนลายมือที่นางเขียนอักษรเสร็จแล้วจนเปียกไปหมด
ความจริงส่วนใหญ่เยี่ยนเจาเจาเป็นคนที่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้อื่นแต่มันก็มีบางคราในช่วงบ่ายของฤดูร้อนที่นางอาจจะแสดงท่าทีหงุดหงิดออกมาบ้างหรือบางทีอาจเป็นเพราะแบบหัดเขียนลายมือเล่มนั้น เป็นบทกลอนที่นางโปรดปรานมากบทหนึ่ง
“ดาราวาโยกลางคืนวานประจิมหอวาดบูรพาหอกุ้ยถาง เรือนร่างดั่งหงส์ปีกคู่หลากสีจิตใจเป็นหนึ่งคะนึงถึงกัน”
เสียงจักจั่นร้องสนั่นในฤดูร้อนไร้สายลมเย็น ตำราที่อยู่บนโต๊ะโดนผลักหล่นกระจายไปทั่วทว่าเสื้อผ้าที่เหนียวเหนอะเพราะความร้อนกลับติดอยู่บนแผ่นหลัง
ราวกับความไม่พอใจทั้งหมดได้ปะทุขึ้นเมื่อเห็นสีของน้ำหมึกปะปนอยู่กับน้ำชา สุดท้ายก็รวมกันเป็นก้อนสีดำจนอ่านไม่ออก
นางรู้สึกว่าชีวิตของไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์นั้นสงบสุขมากเกินไปเสียแล้ว
แม้ว่าตัวนางเองจะตั้งใจเรียนเป็นอย่างดีและไม่สนใจให้ค่าพวกนางแต่พวกนางก็ยังยืนกรานว่าจะอยู่ตรงหน้าเยี่ยนเจาเจา
ในที่สุดอารมณ์ของเยี่ยนเจาเจาก็ปะทุ
เมื่อร้อยด้ายผ่านเข็ม[1] อย่างใจต้องการได้แล้ว ตัวหมากในกระดานก็ต้องเดินไปอยู่ทุกที่สถานการณ์ของหอเทียนเซียงในวันนี้ เหล่าทหารรบได้พร้อมสู้ศึก
ทว่ามันก็น่าเสียดายถึงแม้นายหญิงเฉินจะรู้ว่าผู้บงการอยู่เบื้องหลังคือเยี่ยนเจาเจา นางคิดว่านั่นก็เป็นเพราะไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ทำเกินกว่าเหตุใช้มือของนางเพื่อจัดการสั่งสอนไป๋ฝูฉวีก็แค่นั้น
แต่เยี่ยนเจาเจามิใช่คนเช่นนั้น
นางรู้มากกว่าที่นายหญิงเฉินรู้สิ่งที่นางต้องการทำก็เลวร้ายมากกว่าที่นายหญิงเฉินคิด... ในฐานะคนที่กลับมาเกิดใหม่อย่างเยี่ยนเจาเจาความมืดมิดที่อยู่ในใจของนาง แน่นอนว่ามันต้องมากกว่าคนปกติหลายเท่า
เยี่ยนเจาเจารู้ดีว่าการกระทำของนางเป็นเรื่องที่ไม่น่าฟังเท่าไรนักแม้แต่นางที่เป็นเด็กอายุแค่นี้มาฟังก็ดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่เมื่อเส้นความอดทนของนางมันถึงขีดสุดก็ถึงเวลาที่นางเด็กซุกซนและไร้เดียงสาสองคนนี้ต้องชดใช้ ในส่วนของการพูดและการกระทำของตนแล้ว
ตั้งแต่เริ่มต้นเยี่ยนเจาเจาก็ไม่ใช่คนดีอะไรและนางก็ไม่มีวันจะเปลี่ยนเป็นคนดีด้วย
ไม่ว่าไป๋ฝูฉวีจะส่งเสริมหรือให้ท้ายเฉินเหลียนเอ๋อร์หรือไม่เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็เคยกล่าวกับนางด้วยประโยคที่ไม่น่าฟังเรื่องชั่วร้ายที่ทำกับนางก็ไม่ใช่เพียงเรื่องเดียว สำหรับนางไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ล้วนเป็นคนน่ารังเกียจ
นางน่ะไม่“เลือกที่รักมักที่ชัง” ที่สุดแล้ว
เจ้าพวกครึ่งชั่งกับแปดตำลึงสองคนนี้คงต้องให้พวกนางเจอกับความยากลำบากเสียแล้ว
ดังนั้นสิ่งที่นางเห็นอยู่เบื้องหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา
ไม่รู้เช่นกันว่านางไปเรียนรู้การเคลื่อนไหวอย่างหนานหมิงเหอมาตั้งแต่เมื่อไรมือทั้งสองข้างของนางประสานเข้าด้วยกัน นิ้วบางลูบผ่านริมฝีปากแดงอย่างอ่อนโยนลิ้นไล่ผ่านฟันกรามซี่หลังสุดมาจนถึงเขี้ยวจากนั้นมุมปากก็ยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม
ผู้รับใช้ที่อยู่ในเงามืดเห็นท่าทีของเยี่ยนเจาเจาอดคิดไม่ได้ว่านางช่างคล้ายกับหนานหมิงเหอจริงๆ
รอยยิ้มของนางสวยงามสดใสเพราะยังเป็นสาวน้อย เมื่อยิ้มออกมาจึงดูน่ารักน่าชัง ทว่าผู้รับใช้ที่อยู่รอบๆ ไม่มีผู้ใดดูถูกนางเพราะรอยยิ้มที่ดูน่ารักเหมือนเด็กเช่นนี้...ต้องรู้ก่อนว่าการพบกันทั้งหมดที่หอเทียนเซียงในวันนี้ ล้วนเป็นเยี่ยนเจาเจาที่จัดการวางแผนมาตั้งแต่ช่วงสามเดือนก่อนหน้า
ในวันนี้เองก็ราวกับนางจินตนาการทุกอย่างเอาไว้แล้วปฏิกิริยาของทุกคนจะเป็นอย่างไร แม้แต่ภายใต้ความโกรธของเฉินเหลียนเอ๋อร์จะพาไป๋ฝูฉวีไปยังห้องเซียงฝางฝั่งไหนนางก็ล้วนคำนวณไว้ได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ทักษะการสืบค้นนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงและหวาดกลัวจนผู้คนยอมอยู่ใต้อาณัติโดยไม่รู้ตัว ในช่วงแรกผู้เป็นนายของตนมองเยี่ยนเจาเจาด้วยสายตาหลงใหลต่างจากยามมองพวกใต้บังคับบัญชาทว่าวันนี้พวกเขาล้วนเลื่อมใสนางทั้งกายใจ
“ไปเรียกชายหนุ่มผู้นั้นออกมา ไม่จำเป็นต้องให้เขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมด แค่ให้เขาได้เห็นไป๋ฝูฉวีที่ดูน่าสงสารก็พอข้าตั้งตารอยิ่งนักว่าระหว่างพวกเขาทั้งสามสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น”
รอยยิ้มของเยี่ยนเจาเจามีความเฉยเมยแฝงอยู่
นางพูดเบาๆผู้ที่อยู่ในความมืดก็ลงไปทันที นิ้วบางเคาะลงตรงโต๊ะครั้งหนึ่งตรงหน้าของนางก็มีคนปรากฏขึ้นพร้อมท่าทีเคารพ “แม่นางมีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ?”
“สืบเรื่องของเขาได้หรือยัง?”
“เขา”ที่ว่าแน่นอนว่าจะต้องเป็นพี่ชายที่รักของเฉินเหลียนเอ๋อร์ ชายหนุ่มผู้มีดวงตาดอกท้อ
ก่อนหน้านี้เยี่ยนเจาเจารู้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์มีญาติที่ไม่สนิทกันเท่าไรนามว่าอานหยางเขาเป็นคู่หมั้นของเฉินเหลียนเอ๋อร์ตั้งแต่ยังเด็ก
เฉินเหลียนเอ๋อร์มีใจให้เขาอย่างไรเสียทั้งสองคนก็เป็นคู่รักที่เป็นสหายกันมาตั้งแต่ยังเด็กรูปร่างหน้าตาดีไม่เป็นสองรองใคร วันเวลาผ่านไป นานเข้าก็เกิดความรู้สึกดีๆต่อกันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เห็นได้ชัดว่าพี่ชายท่านนี้มิได้มีความรู้สึกดีๆต่อเฉินเหลียนเอ๋อร์เลยสักนิด... แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร เรื่องนี้มีเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่รู้เรื่อง
เพราะคนผู้นี้และนางไม่มีอะไรที่ดูเข้ากันเยี่ยนเจาเจารู้ว่ามีคนผู้นี้ก็เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เคยเอาเรื่องของผู้นี้เข้ามารวมอยู่ในแผนการของตน
แต่วันนี้ได้พบกันแล้วเยี่ยนเจาเจานึกถึงแววตาที่แฝงความทรยศและยั่วยุของอานหยางในตอนนั้น จู่ๆก็คิดว่าการส่งให้คนสามคนก้าวขึ้นเวทีงิ้วนั้นดูไม่เลวเลยทีเดียว
นิสัยของไป๋ฝูฉวีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือการเอาชีวิตให้รอดพ้นจากความลำบาก
แต่ตราบใดที่นางยังคงมองเห็นความหวังแม้เพียงเล็กน้อยแต่นางก็จะสามารถปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเสาได้
นายหญิงเฉินคิดว่าตนสามารถกดหัวนางเอาไว้ได้แล้วคิดไม่ถึงเลยว่าไป๋ฝูฉวีจะเป็นคนประเภทยืดได้งอก็ย่อมได้เยี่ยงนี้ยิ่งคาดไม่ถึงว่าไป๋ฝูฉวีจะนำลูกไม้ของตนที่มีทั้งหมดมาไว้เบื้องหน้า ส่วนสิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็เป็นความภูมิใจและเป็นความลับที่มิอาจกล่าวออกมาได้
ความลับนี้ถือเป็นอาวุธชิ้นใหญ่ที่ไป๋ฝูฉวีใช้กับเฉินเหลียนเอ๋อร์
ความคิดของมารดาไป๋เป็นเพียงความสามารถอันเล็กน้อยพูดออกไปจะทำให้ความตื่นตัวของนายหญิงเฉินลดลงได้อีกทั้งยังทำให้นางดูเชื่อฟังมากยิ่งขึ้น จนไม่ถึงขั้นที่นายหญิงเฉินจะลงไม้ลงมือกับตนอย่างจริงจัง
ใช่แล้วนายหญิงเฉินไม่ได้มีนิสัยดื้อรั้น นางภูมิใจในตนเองที่มีเกียรติและใจกว้าง เพราะเหตุนั้นนางจึงไม่คิดจะเอาชีวิตน้อยๆของไป๋ฝูฉวี
นี่ถือเป็นเหตุผลหลักที่เยี่ยนเจาเจาสร้างแผนการนี้ขึ้นมา
หากนายหญิงเฉินเป็นผู้ตัดรากถอนโคนมีจิตใจโหดเหี้ยมในเมื่อเป็นเรื่องของเฉินเหลียนเอ๋อร์ เกรงว่านางก็คงจัดการไป๋ฝูฉวีไปแล้ว เช่นนั้นแผนการในกระดานนี้ก็คงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ
การถูกบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียวจะถือเป็นการแข่งขันของสองฝ่ายที่น่าสนใจได้อย่างไร?
นายหญิงเฉินไว้ชีวิตน้อยๆของไป๋ฝูฉวี ไม่ได้เป็นเพราะต้องการให้นางรู้สึกซาบซึ้ง แต่เป็นการทำให้ไป๋ฝูฉวีกลายเป็นคนที่มีนิสัยเลวทรามยิ่งนับวันก็ยิ่งน่ารังเกียจ วันนี้ยังแสดงท่าทีอ่อนน้อมวันหน้าก็จะระเบิดมันออกมา ภาพเช่นนั้นทำให้ดูตื่นเต้นน่าสนใจยิ่งนัก
นี่ถือเป็นเหตุผลที่เยี่ยนเจาเจาออกหน้าขอร้องให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ในครั้งนั้นหากเฉินเหลียนเอ๋อร์ถูกบีบให้ออกจากสถานศึกษาเพราะการสอบที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เช่นนั้นงิ้วที่เกิดขึ้นในอาคารเหนือก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีก
นางไม่ใช่คนที่มีเมตตาอะไรเห็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ไม่ได้รับการศึกษาแล้วช่างน่าสงสาร เยี่ยนเจาเจาไม่เคยมีเมตตาต่อผู้ที่เป็นศัตรูยิ่งไปกว่านั้นคือไม่อาจตอบแทนความแค้นด้วยความดีได้
ยามนี้ฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกันถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการต่อสู้
เฉินเหลียนเอ๋อร์คิดว่าตนมองไป๋ฝูฉวีได้ทะลุปรุโปร่งเบื้องหลังก็ยังมีนายหญิงเฉิน ทว่าในมือของไป๋ฝูฉวียังคงกุมความลับชิ้นใหญ่เอาไว้ใครแพ้ใครชนะ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
วันนี้ตัวละครทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วหมากกระดานนี้ในที่สุดก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว
เยี่ยนเจาเจาดีใจจนยิ้มออกมา
อย่างไรก็ตามไป๋ฝูฉวีคิดว่าความลับที่นางเก็บเอาไว้อย่างดีนั้นเยี่ยนเจาเจาก็คงรู้มันแล้ว
เยี่ยนเจาเจาไม่อาจปล่อยไป๋ฝูฉวีไปแค่รอเวลาช้าเร็วก็เท่านั้น หากไป๋ฝูฉวีชนะ เยี่ยนเจาเจาก็จะให้นางได้ลิ้มรสความตายสักครั้ง
สิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้มันไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น
นางไม่ได้มองต่อทำเพียงลุกขึ้นและเดินออกไปด้านนอก เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างยื่นหมวกผ้าให้นางเยี่ยนเจาเจายื่นมือออกไปรับมัน ก่อนจะเดินจากไปด้วยการก้าวเดินที่มั่นคง
ทว่าชั้นล่างของเหลาอาหารมันไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจ
เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของไป๋ฝูฉวีก็โกรธเป็นอย่างยิ่งนิสัยส่วนใหญ่ของนางเป็นรูปแบบที่คงที่แล้ว แม้ว่านายหญิงเฉินจะบอกให้นางอย่าแสดงความโกรธแต่เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ยังมอบหนึ่งเท้าเตะเข้าไปยังหน้าอกของไป๋ฝูฉวี
“เจ้า...เจ้ามันบ่าวชั้นต่ำ เสียแรงที่ข้าปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างดี!”
ร่างกายโดยกำเนิดของไป๋ฝูฉวีอ่อนแอกว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่น้อยอยู่แล้วการเตะของเฉินเหลียนเอ๋อร์ตรงเข้าไปยังส่วนลึกของหัวใจนาง ทำให้กระอักเลือดออกมาเต็มปาก
แน่นอนว่าไป๋ฝูฉวีสามารถประเมินได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทว่าเรียวคิ้วบางก็ยังยกขึ้นอย่างเชื่อฟังเป็นท่าทีเชื่อฟังที่แสนจำนน
“เป็นข้าที่หน้ามืดตามัว...แค่กๆ... หลอกลวงเจ้า ข้าทำผิดต่อเจ้า...”
ไป๋ฝูฉวีล้มลงไปกองตรงพื้นท่าทีราวกับจะสิ้นลม
เฉินเหลียนเอ๋อร์มิอาจบรรเทาความโกรธลงได้นิสัยของนางโดนไป๋ฝูฉวีทำลายจนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วโทสะประดุจไฟเผามิอาจแก้ไขได้ เห็นท่าทีร้องไห้ฟูมฟายของไป๋ฝูฉวีก็ยิ่งทำให้นางโมโหนางคว้าถ้วยชาที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะสาดน้ำชาในถ้วยใส่ใบหน้าของคนตรงหน้าให้รู้สึกหนาวเย็นไปทั้งหัวใจ
นี่มันยังไม่พอนางยังปาถ้วยชาที่อยู่ในมือลงพื้น แล้วหยิบเครื่องลายครามชิ้นหนึ่งที่แตกขึ้นมา ก่อนคร่อมร่างของไป๋ฝูฉวีใช้มันกรีดลงไปบนใบหน้าของไป๋ฝูฉวีอย่างโหดเหี้ยม
“อ๊า!” ครั้งนี้ไป๋ฝูฉวีหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง นางเปลี่ยนจากท่าทีราวคนใกล้ตายเมื่อครู่เป็นออกแรงดิ้นรนต่อสู้ขึ้นมาแต่ก็มิอาจสู้แรงคนที่อวบอิ่มกว่าอย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ ร่างอวบอ้วนของเฉินเหลียนเอ๋อร์ทับร่างของนางเอาไว้แม้แต่หายใจยังยากลำบาก การจะผละออกยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
เฉินเหลียนเอ๋อร์ลงมืออย่างหนักหน่วงรอยกรีดเริ่มจากหน้าผากไปถึงแก้มขาว ทำให้รอยแผลยาวมีเลือดไหลออกมาทันที คราวนี้ไป๋ฝูฉวีหลั่งน้ำตาออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงแล้ว
“พวกเจ้าต้องการจะทำสิ่งใด!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากประตูบานประตูที่ถูกปิดเอาไว้ถูกคนใช้แรงผลักให้เปิดออก จู่ๆ ก็มีเงาทะลุผ่านเข้ามา เพียงพริบตาเดียวร่างของเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่กดทับไป๋ฝูฉวีอยู่ก็โดนผลักออก
“ท่านพี่หยาง!”
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1]ร้อยด้ายผ่านเข็ม หมายถึง ลุล่วงตามที่ใจต้องการ