ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ทำการอภิวัฒน์สยาม เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็ประมุข
สำหรับต่างจังหวัดนอกจากประกาศผ่านวิทยุหลังผ่านเหตุการณ์ไปวันสองวัน ความเปลี่ยนแปลงที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคงเป็การกระจายอำนาจปกครองสู่จังหวัด ลดภาษีอากร และนำภาษีพัฒนาท้องถิ่นทั้งสร้างถนน ขุดบ่อลอกคลอง ขยายโรงเรียนประชาบาล บังคับกฎหมายเรียนฟรี เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง
ส่วนเด็กที่เติบโตมาในตลาดอย่างว่านยากับไฉ เขายังรู้สึกว่าทุกอย่างยังคงเดิม เว้นก็เสียแต่ปีหน้าเ้าว่านยาต้องสอบเข้ามัธยมปลาย จึงตั้งใจอ่านหนังสือเป็พิเศษ อ่านคนเดียวไม่พอ ยังชักชวนเพื่อนให้ช่วยตั้งคำถาม มีเวลาว่างเป็ได้ถามตอบอยู่อย่างนั้น
ขนาดเป็วันเทศกาลแท้ๆ พฤศจิกายนปีนี้น้ำไม่ท่วม ชาวบ้านแห่กันตัดใบตองตกแต่งกระทง แล้วนี่อะไร พวกเขาดันมาเป็หนอนตำราในศาลาข้างสวนสมุนไพรแม่ศรีประไพเสียได้
“พี่อ่านหนังสือเป็เพื่อนแล้ว เ้ายาก็ไปลอยกระทงเป็เพื่อนพี่ด้วยแล้วกัน” คนพูดนอนเสื่อเอกเขนก
“ไฉไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นบ้างก็ได้ ถ้าฉันไปเรียนที่พระนครแล้ว ไฉจะได้ไม่เหงา”
ว่านยาเอ่ย ตายังมองหนังสือ พอชายหนุ่มข้างกายย่างเข้าวัยรุ่น เพื่อนฝูงก็มากขึ้นทั้งหญิงชาย เดิมทีไฉเองก็อัธยาศัยดี มีน้ำใจไมตรี เป็สุภาพบุรุษ หากมองข้ามเื่ชาติพันธุ์ หน้าตาก็เกลี้ยงเกลา หล่อเหลาไม่หยอก เหมือนจินเยี่ยนจากเื่สาวดอกท้อ เสียงเพราะเหมือนกันด้วย
“อะไรกัน ยังไม่ทันไปไหน จะไล่กันแล้ว ไปจริงเดี๋ยวจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
“ฉันโตแล้ว”
“อ้อ โตแล้ว เท่านิ”
ว่านยาได้ยินน้ำเสียงเย้าก็วางหนังสือ นิสัยยียวนของไฉมักจะเป็แต่กับเพื่อนสมัยเด็กเช่นเขา ว่านยาไม่เข้าใจนัก คนสนิทกันพูดดีๆ กัน ไม่กวนสักวันจะได้ไหม รู้ทั้งรู้ว่ามีเวลาอยู่ด้วยกันอีกไม่กี่เดือน ทำไมชอบทำให้ขุ่นข้องหมองใจ
“มองพี่เขม็ง แหนะในตามีลูกไฟเสียด้วย โกรธอะไรเล่า”
“ไม่ได้โกรธ” รำคาญคนเฉยๆ “เงียบหน่อยไม่ได้หรือไง ไม่มีสมาธิ”
“ให้พี่ตีกรับเป็จังหวะให้ไหมเ้ายา เหมือนพระจีนตีกะลา”
“ไฉ”
ถูกดุ เ้าของชื่อก็หัวเราะร่า กลิ้งเกลือกมุดเข้าตักเสียดื้อๆ ดวงตาลูกหมอเบิกกว้างจะถอยหนีแต่หลังดันพิงติดมุมศาลา
“มานอนตักกันทำไม” มือยกศีรษะที่กดลงมา
“ก็ไม่มีหมอนนี่” กวนน้อยเสียเมื่อไหร่
“มีใครเขาทำกัน”
“พี่นี่ไง ถ้าให้นอนจะเงียบปาก” ไม่ว่าเปล่า ส่ายหัวมุ่นผมกับมือเรียว
ผมนิ่มไซ้มือชวนจั๊กจี้ ว่านยาชักมือกลับ อยากนอนก็นอนเถอะ เงียบให้ได้จริงๆ แล้วกัน มองตาเรียวรีหลับพริ้มแล้วถอนใจ ยกหนังสือขึ้นอ่านต่อ โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าคนนอนตักลืมตาแอบมอง
ไฉเห็นปากว่านยาขมุบขมิบท่องหนังสือ หน้าคมคายเหมือนพระเอกหนังเซี่ยงไฮ้ก็กดมุมปากข่มรอยยิ้ม
แดดร่มลมตก แสงตะวันเริ่มหายลับขอบฟ้า จะอ่านหนังสือต่อก็กระไรอยู่ ว่านยาวางหนังสือลง ขาที่ถูกนอนทับชาหนึบ ขนาดเปลี่ยนท่านั่งยังตามมานอน มือเรียวเขย่าแขนหนา มัดกล้ามเนื้อไฉแน่นหนัด เพราะช่วยบ้านแบกหามกระสอบข้าว กระสอบน้ำตาล ต่างจากเขาที่วันๆ นั่งเจียดยาช่วยมารดาโดยสิ้นเชิง
“ไฉจะเที่ยวไม่ใช่เหรอ” เอาเื่เที่ยวมาล่อ
กระนั้นก็ยังไม่ตื่น เ้าว่านยาไล่สายตาสำรวจใบหน้าขาวเนียนนิ่ง แอบเขย่าขา ก็ยังไม่ลืมตา เด็กหนุ่มเม้มปาก จ้องสันจมูกโด่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนมือจะแตะลงบนสันแ่เบา ยังไม่ทันได้ทำตามใจคิด มือก็ถูกคว้าหมับจนสะดุ้งโหยง
“จะบีบจมูกพี่รึไง” ถูกรู้ทัน
“เปล่า จะปลุกเฉยๆ เก็บของกันเถอะ จะได้รีบไปเที่ยวลอยกระทง ไปไหม” เปลี่ยนเื่ แต่กลับต้องสะดุ้งอีกระลอก
ฟืด มือหนาสากเอามือเขาไปดมเต็มปอด จนหน้าขึ้นสีล้อแสงยามโพล้เพล้
“กลิ่นอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถามท่าทีไร้เดียงสา
“ฮะ?” อารามใ หูเลยอื้ออึงไปชั่วครู่
“มือเ้ายา หอมอะไรก็ไม่รู้ หอมชื่นใจ”
“จริงเหรอ”
ชักมือกลับมาดมกลิ่นฟุดฟิด มีกลิ่นติดอยู่จริง เมื่อเช้าช่วยคุณแม่จัดยาหอมบำรุงหัวใจ สมุนไพรส่วนใหญ่เป็ดอกไม้แห้งกลิ่นละมุนละไม และยังมีสะระแหน่อีกอย่างที่กลิ่นหอมเย็น
“ฉันช่วยแม่จัดยาเมื่อเช้า ไฉชอบหรือ เดี๋ยวฉันทำถุงหอมให้ พวกนี้มีฤทธิ์ปรับสมดุลร่างกายจิตใจ”
ร่างสูงดันตัวเองลุกนั่ง แย้มยิ้มบาง มือช่วยเก็บของบนเสื่อเข้ากระเป๋า
“เอาสิ พี่ชอบ” เสียงทุ้มนุ่มว่าเบา
ว่านยาดันตัวลุกยืน ได้ยินคำว่าชอบก็ชะงัก เสมองคนพูดจากซีกหน้าด้านข้าง กระนั้นก็ไม่อาจเห็นแววตาของอีกฝ่ายได้ จึงไม่แน่ใจว่าแฝงนัยอะไรไว้ด้วยหรือไม่ ่นี้ไฉคงเรียนรู้เื่พิเรนทร์มา คำพูดคำจา แววตากรุ้มกริ่มพิกล
พวกเขาปั่นจักรยานกลับตลาด เอาข้าวของไปเก็บบนบ้าน อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ว่านยาก็เดินลงไปบอกมารดาในห้องจัดยาว่าตนจะออกไปเที่ยวกับไฉ
“เ้ายา ก่อนไป ซื้อเกลือให้แม่หน่อยสิ”
ร้านขายเกลือก็ร้านพ่อไฉนั่นแหละ
“คุณแม่เอาเท่าไหร่จ๊ะ”
“สามสลึง น่าจะได้สักถัง”
“ได้จ้ะ รอประเดี๋ยว เดี๋ยวหนูให้ไฉเอามาส่ง”
บอกก่อนจะออกจากบ้านเดินไปกงสีริมน้ำ เ้าฉางน้องชายไฉปีนี้เก้าขวบ นั่งช่วยพ่อดีดลูกคิด ดูเป็งานเป็การเสียยิ่งกว่าคนพี่ พอเห็นหน้าว่านยาเด็กน้อยก็ะโถาม
“เฮียว่านมาหาเฮียไฉเหรอ ขึ้นไปบนห้องเลย”
สนิทกันขนาดเข้านอกออกในเป็ปกติ
“คุณแม่ให้มาซื้อเกลือสามสลึง”
วางเงินไว้ตรงหน้าน้อง ก่อนจะเหลียวดูเตี่ยซึ่งกำลังเท้าสะเอวชี้นิ้วสั่งให้คนเรียงกระสอบข้าวสาร แกพูดจีนปนไทย ฟังั้แ่เล็กจนโตก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“อ้าว อาว่าน มาหาอาไฉเรอะ เข้ามานั่งก่อน ไฉมันยังอยู่ข้างบนโน่น อาฉาง! ลื้อไปหยิบขนมมาให้เฮียเขาซี มีอั่งกู้ มีเปี๊ยะอยู่ในตู้ไม่ใช่รึ”
เตี่ยชี้มือชี้ไม้สั่ง
“เตี่ยก็ให้เฮียขึ้นไปข้างบนเสียก็สิ้นเื่” เ้าฉางว่าแต่ก็ลุกไปเอาขนมตามสั่งมายื่นให้ก่อนกระซิบ “รีบขึ้นไปเหอะเฮีย ผมเตรียมเกลือให้ ก่อนเตี่ยจะมาชวนคุย”
ไม่ทันแล้ว เดินพุงโย้มาโน่นแล้ว แขนหนากอดคอว่านยาหมับ
“ไฉมันบอกว่าจะไปเที่ยวงานวัดกับลื้อใช่ไหม หนั่งเกี๊ยสองคน เที่ยวกันอย่าให้ดึกล่ะ เดี๋ยวนี้พวกอั้งยี่ต่างถิ่นมันเข้ามาเยอะ รีบกลับ อย่าเถลไถลนัก” ไม่พูดเปล่ายังยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อให้ด้วย
“เอาไปกินหนม”
บ้านไฉพูดคุยกันเสียงดัง ถึงเนื้อถึงตัว หลายคราวไฉเลยอาจติดนิสัยมาทำกับเขา ว่านยาคิด เขาเองใช่จะหวงเนื้อหวงตัว เคยชินเสียแล้ว เลยมักปล่อยเลยตามเลย
“เตี่ย ผมไม่เอา”
“เอาน่าๆ ฝากดูอาไฉมันด้วย มันฮวดขึ้นมาก็ลากหนี อย่าให้ต่อยตีกับใครล่ะ”
ว่านยาถูกติดสินบนแต่เด็กจนโต ผู้ใหญ่ชอบคิดว่าตนพูดแล้วไฉจะฟัง ความจริงคนอย่างนั้นฟังใครเสียที่ไหน ดื้อรั้นเป็ที่สุด กระนั้นก็รับเงินมาจนได้ คิดเสียว่าเอามาเลี้ยงไฉแล้วกัน
????