ตอนที่ 13
ฝึกฝนจนสำเร็จ
ฉินถงไห่กับบุตรชายกลับมายังจวน่เวลาเกือบเย็น ในพระราชวังได้จัดเตรียมการต้อนรับคณะทูตต่างแคว้น ส่งผลให้สองพ่อลูกกลับจวนล่าช้ากว่าเวลาอันควร
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่” มี่จื่อนั่งรอบิดากับพี่ชายมาสักพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นทั้งสองจึงส่งรอยยิ้มกว้างไปทักทาย “เหตุใดวันนี้ถึงได้กลับจวนช้านักเ้าคะ” นางเดินเข้าไปคล้องแขนบิดาท่าทางออดอ้อน
ฉินถงไห่ยกยิ้มบางๆ ให้กับบุตรสาว ทั้งสามเดินเข้าไปในจวนพร้อมกัน “วันนี้ฝ่าาเรียกขุนนางทุกคนเข้าประชุมจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตต่างแคว้น ว่าแต่เ้าเถอะ มายืนรอพ่อกลับมาเช่นนี้ มีเื่อะไรหรือไม่”
มี่จื่อยกยิ้มอีกครั้ง บิดามักรู้ใจนางเสมอ “ข้าอยากจะขออนุญาตท่านพ่อฝึกฝนกำลังภายในกับท่านแม่สามเ้าค่ะ”
“หืม” ฉินถงไห่กับบุตรชายหันกลับมามองนาง เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ปรกติบุตรสาวไม่เคยใส่ใจเื่เล่านี้
มี่จื่อจึงเริ่มเล่าเื่ตอนที่ตนเกือบกลายเป็อาหารของจระเข้ให้บิดากับพี่ชายฟังอีกครั้ง ตอนนั้นนางทั้งหวาดกลัวทั้งเสียขวัญในเวลาเดียวกัน หากนางพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง คงพอจะช่วยเหลือตนเองได้
หลังจากที่ฟังเหตุผลของนางแล้ว คนทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย การที่สตรีฝึกฝนวรยุทธ์ได้ย่อมเป็เื่ที่ดี แต่น้อยคนนักที่จะสนใจในเื่เหล่านี้
ฉินถงไห่จึงเอ่ยปากอนุญาตกับบุตรสาว มี่จื่อดีใจมาก นางไม่ได้คาดหวังให้ตนเองต้องเก่งกาจ ขอเพียงช่วยเหลือตนเองได้ในยามที่คับขันก็เพียงพอแล้ว แต่ไหนเลยฉินถงไห่จะคิดเห็นเช่นเดียวกันกับบุตรสาว เขากลับคิดไปถึงว่า นางจะต้องเก่งกาจให้ได้เท่ากับบุรุษคนหนึ่งให้ได้
‘สอนหลักสูตรเร่งรัดให้กับนาง’
ประโยคสุดท้ายก่อนออกจากห้องหนังสือของนายท่านดังก้องอยู่ในหัวหานเยว่ซือ
ดังนั้นการเริ่มตนฝึกฝนกำลังภายในจึงเริ่มขึ้นในเช้าวันถัดมา.....
“ขอข้าพักสักครู่ก่อน” มี่จื่อบอกกับแม่สามหานเยว่ซือ นางนั่งลงพิงกับต้นไม้ใหญ่ เสียงลมหายใจเหนื่อยหอบพ่นเข้าออกแรง จนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ นางรับผ้าเช็ดหน้ามาจากสาวใช้ซับเหงื่อบนใบหน้า ใครจะรู้ว่าการฝึกฝนในวันแรกจะเหนื่อยขนาดนี้
มี่จื่อหารู้ไหมว่าบิดาของนางได้เรียกฮูหยินสามเข้าไปกำชับเื่การฝึกฝนกำลังภายในของนางเป็พิเศษ มี่จื่อจะต้องฝึกฝนกำลังภายในแบบเดียวกันกับบุรุษทุกประการ หากจะฝึกก็ต้องทำให้ดีที่สุด ดังนั้นจะโทษว่าแม่สามโหดร้ายไม่ได้ เพราะหานเยว่ซือรับคำสั่งมาอีกที
“ข้าให้เวลาคุณหนูหยุดพักครึ่งก้านธูป” หานเยว่ซือเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นอกจากสั่งสอนวิชาให้กับบุตรชายแล้ว นางมีคุณหนูรองเป็ศิษย์เพิ่มเข้ามาอีกคน ในขณะที่ผู้รับหน้าที่เป็อาจารย์สอน ออกอาการยินดีปรีดาที่มีศิษย์เพิ่ม หญิงสาวนั่งหน้ามุ่ยมองค้อนบิดาที พี่ใหญ่ที
“ทำไมน้อยนักล่ะเ้าคะ” หายใจไม่กี่ครั้งก็หมดเวลาแล้ว ไม่ทันได้นั่งพักให้หายเหนื่อยก็ต้องลุกขึ้นฝึกอีกครั้ง
“หากคุณหนูรองกำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูในสนามรบ ท่านคิดว่าศัตรูเ่าั้จะให้เวลาท่านพักอยู่หรือไม่”
แม่สามกล่าวมาย่อมถูกต้อง แต่นางไม่ใช่ทหารเ่าั้เสียหน่อย “ข้าไม่ใช่ทหารเ่าั้”
“ไม่ว่าจะชายหรือหญิง การฝึกกำลังภายในย่อมเริ่มต้นที่พื้นฐานเช่นนี้เหมือนกันหมด เอาล่ะหมดเวลาพักแล้วคุณหนูรอง เรามาเริ่มการฝึกต่อกันเถอะ”
“ห๊า!!!!” มี่จื่อเบิกตากว้างแทบถลน ใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวไม่น่ามอง
สภาพในตอนนี้ไม่ต่างกับขอทานข้างถนนสักนิด.....
ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เนื้อสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชื้นจากเหงื่อและคราบฝุ่นสกปรกเกาะติดตามชุดที่สวมใส่ ดีหน่อยที่ชุดสวมมาในวันนี้ช่วยอำพรางคราบสกปรกได้มาก
แขนทั้งสองข้างแทบจะยกขึ้นไม่ไหวอยู่รอมร่อ ไหนจะขาที่มันดันมาทรยศกับนางอีก ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนสักนิด
ในยามนี้ร่างกายสุดแสนเหนื่อยล้า เ็ปไปเสียทุกส่วน นางจะเอาแรงที่ไหนไปฝึกต่อ มี่จื่อมองค้อนบุคคลตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดปนความไม่พอใจ แต่สิ่งที่นางได้กลับมาเป็เพียงรอยยิ้มของแม่สามแทน
หานเยว่ซือ ทำหน้าที่เป็อาจารย์ผู้ฝึกสอนได้ดีเยี่ยม สั่งให้นางฝึกฝนคุณหนูรองเยี่ยงบุรุษ นางก็ทำได้ไม่บกพร่อง
ไม่ไกลออกไปจากลานฝึก ท่านพ่อกำลังนั่งจิบชาเล่นหมากรุกอยู่กับพี่ใหญ่อย่างสบายอารมณ์ ไม่รู้ว่านางคิดถูกหรือคิดผิดที่ตัดสินใจฝึกฝนกำลังภายในในครั้งนี้
นางยกเลิกการฝึกฝนกำลังภายในตอนนี้ยังทันอยู่หรือไม่ เหตุใดถึงได้ลำบากเช่นนี้ มี่จื่อนึกท้อแท้ใจขึ้นมา
“พี่รองสู้ สู้ พี่รองสู้ สู้”
เสียงเชียร์จากตงอิงและเส้าอิงดังอยู่อีกฝั่งของลานฝึก เพราะถูกบิดาสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาในสนามฝึก พวกเขาจึงทำได้เพียงเกาะติดลานฝึก ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจแทน
มี่จื่อพยายามยกแขนข้างขวาขึ้นมาชูให้กับพวกเขาอย่างยากลำบาก พลางร้องะโกลับ “ข้าจะสู้” แม้ว่าร่างกายจะสู้กลับนางก็ตามที แต่กำลังใจก็ช่วยให้นางกลับมามีเรี่ยวแรงสู้กลับร่างกายอีกครั้ง ทั้งที่ใจจริงอยากจะประท้วงการฝึกอันโหดร้ายตรงหน้า ทว่าตอนนี้นางจำต้องนิ่งเงียบไปเสียก่อน ไม่ใช่ว่านางไม่เคยประท้วง นางประท้วงไปหลายหนแล้ว ผลที่ได้กลับคืนมา กลับกลายเป็ว่านางจะต้องโดนฝึกเพิ่มอีกเป็เท่าตัว
อ่างบรรจุน้ำเต็มถังตรงหน้าถูกยกขึ้นสูงเหนือศีรษะมี่จื่ออีกครั้ง สองมือสั่นระริกพยายามประคองอ่างเอาไว้อย่างสุดกำลัง ทุกครั้งที่นางทำน้ำหก น้ำจะถูกเติมให้เต็มเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเวลาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“แม่สาม ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว” เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นางยืนอยู่ในท่าเดิมเป็เวลาครึ่งชั่วยามโดยที่อ่างน้ำยังวางอยู่เหนือศีรษะ
หานเยว่ซือเหลือบมองดูเวลาจากกระบวยน้ำที่ผ่านการเจาะรู “วางลงได้”
เพียงแค่สามคำนี้ออกจากปากของแม่สาม มี่จื่อแทบจะปาอ่างน้ำใบนี้ทิ้งทันที แต่ติดตรงที่สายตาของแม่สามคอยจับจ้องมองมายังอ่างในมือของนางตาไม่กะพริบ ราวกับเหมือนว่ารู้ทันถึงความคิดของนางเสียนี่
หานเยว่ซือหยิบพัดขึ้นมาเคาะที่ฝ่ามือของตนเองเป็จังหวะ “วางลงช้า ช้า หากทำแตก ข้าจะให้คุณหนูรองยืนยกอ่างน้ำอีกครั้ง”
สองมือเรียว ค่อยๆ ประคองอ่างลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง ความคิดที่จะปาทิ้งเมื่อครู่นี้เป็อันมลายไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่านางจะเหนื่อยเพียงใด มี่จื่อยังคงพยายามยืนอย่างสงบเสงี่ยมไม่กล้าทักท้วงสิ่งใดอีก ในยามนี้แม่สามหานเยว่ซือสั่งให้นางทำสิ่งใด มี่จื่อย่อมทำตามแต่โดยดีไม่กล้าอิดออด เพราะนางรู้ดีว่ายิ่งฝืนดื้อรั้นเพียงใด ท่านพ่อยิ่งจะให้แม่สามฝึกนางหนักยิ่งกว่าเดิมเท่าตัว
จวบจนตะวันลาคล้อยต่ำลง การฝึกสำหรับวันนี้เป็อันสิ้นสุดลง แต่ไม่ใช่ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีอีก
บิดากับพี่ใหญ่เดินเข้ามาหานางในลานฝึกฝน ท่านพ่อกล่าวทิ้งท้ายกับนางก่อนที่จะเดินจากไป ท่านพ่อบอกกับนางว่า การฝึกครั้งนี้นางจะต้องสามารถฝึกวิชาตัวเบาสำเร็จให้ได้ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเก่งกาจ แต่นางจะต้องสามารถเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน ส่วนวิชากำลังภายในที่ใช้สำหรับป้องกันตัว อันนี้ท่านพ่อไม่ได้ห้าม หลังจากที่นางฝึกวิชาตัวเบาสำเร็จ หากนาง้าอยากที่จะฝึกต่อ แม่สามก็จะเป็ผู้ฝึกให้กับนางเพิ่มเอง
ตอนนี้ในหัวของมี่จื่อไม่นึกถึงเื่ป้องกันตัวเลยด้วยซ้ำ นางเป็เพียงสตรีในห้องหอ ไม่จำเป็ต้องเรียนรู้สิ่งพวกนี้ ดังนั้นสิ่งที่นางกำลังครุ่นคิดหนักก็คือ จะทำอย่างไรให้ตนเองสามารถฝึกวิชาตัวเบาให้สำเร็จได้โดยเร็วมากกว่า
การฝึกเสร็จสิ้นแล้ว เสี่ยวอี้แทบจะหิ้วปีกมี่จื่อกลับเรือน เพราะนางไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงในการก้าวเดิน พอกลับถึงเรือนน้ำยังไม่ทันได้อาบ นางก็สลบไปแล้ว สาวใช้กลับเข้ามาหลังจากเตรียมน้ำเสร็จถึงได้ปลุกนางให้ลุกขึ้นไปอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ มี่จื่อไม่ขอสิ่งใดเพิ่ม นอกเสียจากฟูกที่นอนนุ่มๆ ตรงหน้า นางล้มตัวลงนอนโดยมีสาวใช้คอยทายาให้ตามร่างกายจนเคลิ้มหลับไปจริงๆ
รุ่งเช้าวันถัดมา นางแทบจะลุกไม่ขึ้นจากที่นอนด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าร่างกายระบมไปทั้งตัวก็ว่าได้ แต่ทันทีที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ได้เห็นกลับเป็ตลับยาและดอกกล้วยไม้สีรุ้งช่อใหม่วางอยู่ข้างเตียงนอน
อีกแล้ว ของปริศนามาอยู่ในห้องของนาง โดยที่เ้าของห้องไม่รู้ตัว
ดูเหมือนคนผู้นี้จะรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวภายในจวนของนางอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคืนก็หลับไม่รู้เื่รู้ราว เช้ามาไม่อยากที่จะขยับตัวเลยด้วยซ้ำ กลับมีเื่ประหลาดเกิดขึ้นในห้องของนางอีกแล้ว
“คุณหนูตื่นนอนหรือยังเ้าคะ”
สาวใช้คนสนิทเปิดประตูเข้ามาท่าทางรีบร้อน
“ข้าตื่นแล้ว”
“นายท่านส่งคนมาตามคุณหนูไปที่ลานฝึกเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้บอกกับผู้เป็นาย
“นี่มันยังเช้าอยู่เลย” มี่จื่อโวยวายน้ำเสียงไม่พอใจ “ไม่เอาแล้ว วันนี้ข้าไม่ฝึก ข้าจะนอน” ว่าแล้วมี่จื่อก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง “โอ๊ยๆๆ ตัวข้าเจ็บไม่หมดแล้ว”
แต่ยังพอมีแรงที่จะพลิกตัวหันหน้ากลับมาสั่งสาวใช้ “ไปแจ้งกับท่านพ่อ ว่าข้าขอยกเลิกการฝึกกำลังภายในทั้งหมด”
“จะดีหรือเ้าคะ” เสี่ยวอี้รู้สึกเป็กังวลแทนคุณหนู
“ไปบอกตามที่ข้าสั่ง” มี่จื่อเอ่ยเสียงเข้ม หันหลังให้กับสาวใช้
สาวใช้ออกจากเรือนไปได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าหลายคู่เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของมี่จื่อ เสียงเปิดประตูดังแอ๊ดดด ปรากฏร่างของสาวใช้ร่างกายบึกบึนจำนวนห้าคน
“คุณหนูเ้าคะ” เสี่ยวอี้เอ่ยเรียกคุณหนูน้ำเสียงแ่
“เ้าจะไปทำอะไรก็ไปทำซะ” มี่จื่อตัดรำคาญ นางจะนอนต่อ ทว่าเสียงฝีเท้าจำนวนหลายคู่กำลังขยับเข้ามาใกล้เตียงนอนของนางอย่างรวดเร็ว
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะคุณหนูรอง”
สิ้นเสียงของหนึ่งในสาวใช้ทั้งห้าคน ร่างกายมี่จื่อก็เบาหวิวขึ้นจากที่นอน พวกนางแบกมี่จื่อออกจากเรือนด้วยสีหน้านิ่ง เหล่าสาวใช้กลุ่มนี้เป็คนของฉินถงไห่ พวกนางล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์กันทั้งสิ้น
“ปล่อยข้านะ พวกเ้าจะพาข้าไปไหน” มี่จื่อโวยวายพยายามดิ้นรนเต็มกำลัง น่าเสียดายที่พวกนางแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งเกินกว่าร่างบอบบางของมี่จื่อจะต้านไหว
เวลาต่อมา มี่จื่อถูกหามเข้ามาในลานฝึก “ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ฝึกต่อเ้าค่ะ” ทันทีที่มาถึงนางก็เริ่มโวยวายเสียงดัง
“ไม่ได้!!!” ฉินถงไห่ยืนเอามือไขว้หลังกล่าวเสียงดุบุตรสาว “เป็เ้าที่ขอร้องอยากฝึกฝนเอง เหตุใดวันนี้ถึงได้เปลี่ยนใจเร็วนัก ไม่สมกับเป็เ้าเลย”
มี่จื่อเป็หนึ่งในสตรีที่เป็เลิศในศาสตร์ทั้งสี่ของเมืองหลวง นางมีความอดทนและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จนสามารถฝึกฝนทำได้ดีเยี่ยม นางใช้เวลาหลายปีหมั่นเพียรพยายามฝึกฝนมา จนมีชื่อเสียงเลื่องลือ
“......” นางก้มหน้ายืนนิ่ง ไม่เถียงกลับ เป็จริงอย่างที่บิดากล่าวมา เพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกยอมแพ้ได้ง่ายดายเช่นนี้
ฉินถงไห่เห็นว่าบุตรสาวเงียบไปคล้ายจะยอมรับที่จะฝึกต่อ เขาจึงหันไปกล่าวกับฮูหยินสาม “ข้าฝากนางกับเ้าด้วย”
หลังจากที่บิดาของนางจากไป แม่สามก็เข้ามาอธิบายถึงสิ่งที่นางจะเรียนรู้ในวันนี้ ตลอดทั้งวันมี่จื่อเชื่อฟังแม่สามเป็อย่างดี ผิดจากวันแรกเป็อย่างมาก นางไม่โวยวายหรือเรียกร้องสิ่งใดเพิ่ม จึงทำให้อาจารย์ฝึกถึงกับเอ่ยปากชมที่นางเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างได้รวดเร็ว
การฝึกฝนกินเวลาไปเกือบสามเดือน โดยที่มี่จื่อไม่สามารถออกไปไหนได้เลย เทียบเชิญที่ส่งมายังไม่ถึงมือของนาง ล้วนถูกปฏิเสธโดยมารดาทั้งสิ้น เพื่อให้การฝึกเป็ไปอย่างต่อเนื่อง มี่จื่อไม่ได้รับอนุญาตให้หยุดพักแต่อย่างใด
ระหว่างที่มี่จื่อฝึกฝนกำลังภายในอยู่กับแม่สาม ตงอิงกับเส้าอิงก็คอยอยู่ให้กำลังใจผู้เป็พี่สาวไม่ยอมห่าง ในยามนี้หมอหลวงได้ทำการถอดเฝือกที่ขาของตงอิงออกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องฝึกเดินไปอีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากตงอิงนั่งบนรถเข็นเป็เวลานานหลายเดือน แต่ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องต่างมารดาก็ยังพากันมาฝึกเดินอยู่ใกล้ๆ สนามฝึกของมี่จื่อ เพื่อให้กำลังใจกันและกันอยู่เสมอ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลักสูตรเร่งรัดของหานเยว่ซือสามารถทำให้ศิษย์หญิงคนแรกอย่างคุณหนูรองร่ำเรียนวิชาตัวเบาได้สำเร็จ
ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างคุ้มค่า ในตอนนี้มี่จื่อสามารถใช้วิชาตัวเบาได้คล่องตัวมาก ความเร็วในการเคลื่อนที่หลบหลีก เรียกได้ว่าชำนาญพอๆ กับองครักษ์เงาของบิดา
ฉินถงไห่อดที่จะกล่าวชื่นชมบุตรสาวของตนเองไม่ได้ เขาไม่ได้คาดหวังถึงผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดเช่นนี้มาก่อน นับว่าบุตรสาวมีพร์ในตัวอยู่มาก
คืนนี้เวลายามซวี ฉินถงไห่ หานเยว่ซือ และมี่จื่อ จะกลับมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนหลักอีกครั้ง ฉินถงไห่้าที่จะทำสอบความเร็วของบุตรสาว โดยการใช้องครักษ์เงาของเขาเองทดสอบ