เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ดูตัวภรรยามาให้เจ้าแล้ว

            “ภาพวาดของจื่อหราน?” เฉินจิ้งเจียอดที่จะจดจ้องมองฉากกั้นตรงหน้าเสียมิได้

            เฉินจิ้งโหรวพยักหน้า“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นท่านแม่บอกข้าว่าให้ข้าระวังอย่าได้ทำเสียหายตัวข้าเองยังไม่อยากเชื่อเช่นกันเจ้าค่ะ”

            นางเอ่ยถึงเรื่องแต่ก่อนมาดหมายลูบไล้ภาพวาดเบื้องหน้า แต่กลับถูกซีหร่านปรามไว้ “คุณหนูท่านอย่าเข้าไปใกล้เลยเจ้าค่ะ หากอี๋เหนียงรู้เข้า ต้องบ่นท่านอีกแน่”

            เฉินจิ้งเจียหันมองไปทางเฉินจิ้งโหรวนางทำหน้าไม่พอใจเต็มประดา ยู่ปากมองฉากกั้นผืนนั้น

            ดูไปแล้วนางคงพูดเรื่องจริงใช่หรือไม่?

            ครั้นคิดได้เช่นนั้นเฉินจิ้งเจียจึงอดที่เดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าวไม่ได้ กวาดมองภาพอย่างละเอียดวาดได้ดีงามยิ่งนัก ทว่าแค่เพื่อนำมาติดฉากกั้น ไฉนถึงได้ยอมตัดแบ่งหลายส่วนทำลายความสวยงามของภาพดั้งเดิมไปเช่นนี้ด้วย

            นางอดที่จะยกมือขึ้นมาดหมายลูบฉากกั้นเสียมิได้ขณะกำลังคิดถามบางอย่างทันใดนั้นกลับรู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนกำลังมองนางจากหลังฉากกั้น

            มือที่ยื่นไปค้างเติ่งกลางอากาศเฉินจิ้งเจียรีบชักกลับหันตัวขวับทันใด ไม่หันมองฉากกั้นผืนนั้นอีกต่อไป

            ไม่รู้ว่านางเป็นอะไรไปเฉินจิ้งโหรวเห็นแล้วสะดุ้งตาม “พี่หญิง ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ?”

            “ไม่มีอะไรก็แค่ฉากกั้นผืนเดียว ไม่เห็นมีอะไรสวยงามตรงไหนเลย”พูดจบก็หันหลังให้ฉากกั้นผืนนั้น ไม่แม้แต่ปรายตามองอีกต่อไป

            ราวกับว่าสายตาหลังฉากกั้นจะรู้ว่านางมิได้มองมาอีกต่อไปจึงยิ่งเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกเท่าตัวทำเอาเฉินจิ้งเจียรู้สึกอึดอัดไปทั่วทั้งกาย

            “พี่หญิง?” เฉินจิ้งโหรวเรียกอีกครั้ง

            เฉินจิ้งเจียเงยหน้ามองนางสีหน้าแปรเปลี่ยนไปตามเช่นกัน “น้องโหรวเอ๋อร์ จู่ๆ ข้าก็ปวดท้องคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว หากขนมลูกท้อของอี๋เหนียงเสร็จแล้วน้องหญิงอย่าลืมเอาไปแบ่งข้าที่เรือนพักสักหน่อยนะ”

            พูดจบจึงยกมือขึ้นให้หนานจือข้างกายช่วยพยุงแล้วเร่งรีบจากไปทันที

            ครั้นเห็นแผ่นหลังนางเร้นจากไปผ้าเช็ดหน้าในมือเฉินจิ้งโหรวแทบถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ

            หนีหรือ? มาดูกันว่าเจ้าจะหนีไปได้ถึงไหน!

            ไม่นานจ้าวอี๋เหนียงจึงยกจานขนมสองจานเดินเข้ามาก็เห็นเพียงเฉินจิ้งโหรวนั่งอยู่บนโต๊ะ ไม่เห็นแม้แต่เงาเฉินจิ้งเจีย

            “คุณหนูใหญ่เล่า? กลับไปแล้วหรือ?” จ้าวอี๋เหนียงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม

            เฉินจิ้งโหรวแค่นหัวเราะทีหนึ่ง“ใครจะรู้เล่าว่าวันนี้นางกินอะไรแสลงท้องมา ถึงได้ปวดจนทนไม่ไหวกลับไปแล้วเช่นนี้”

            พูดไปสายตาจ้องมองขนมหน้าตางดงามทั้งสองจานบนโต๊ะ “ช่างน่าเสียดายยิ่งนักท่านแม่อุตส่าห์คิดลูกไม้นี้ออกมาได้”

            เสียดายหรือ? มิได้น่าเสียดายสักหน่อย!

            จ้าวอี๋เหนียงยิ้มพลางเช็ดปัดมือก่อนให้ซีหร่านข้างๆ ยกจานกลับไปหนึ่งจาน “เอาละ เจ้าเองก็กลับไปเสียจำคำที่แม่บอกเจ้าไว้ให้ดี ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังก็อย่าได้ทำอะไรคุณหนูใหญ่เด็ดขาด”

            “เข้าใจแล้วเข้าใจแล้วข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ” นางบอกปัดอย่างไม่สบอารมณ์ หยัดกายยืนพร้อมพาซีหร่านจากไป

            คอยกระทั่งพวกนางออกจากเรือนจ้าวอี๋เหนียงถึงได้ยกขนมอีกจานเดินไปด้านหลังฉากกั้น พร้อมใบหน้าแต่งแต้มยิ้ม

            “ขนมนี้คือลูกไม้ใหม่ที่ข้าเพิ่งไตร่ตรองคิดขึ้นมาได้ท่านอยากลองสักนิดหรือไม่เจ้าคะ?”

            ในนั้นมีเก้าอี้ไม้จันทน์เนื้อดีถูกปูด้วยเบาะรองหนาเนื้อนวลสตรีนางหนึ่งนั่งบนนั้น แม้สวมอาภรณ์เรียบง่ายแต่กลับมองออกว่าบุคลิกไม่ธรรมดาทีเดียวไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่เหมือนฮูหยินสกุลมั่งคั่งทั่วไปอยู่ดี

            สาวใช้ข้างกายคนผู้นั้นรับขนมไปจากมือจ้าวอี๋เหนียง“ขอบใจ”

            แม้จะกล่าวขอบคุณแต่สองคำนี้กลับดูแข็งทื่อเป็นอย่างยิ่งมิอาจสัมผัสได้ถึงการขอบคุณอย่างใจจริงจากประโยคนี้แม้แต่น้อย

            “คนเมื่อครู่คือคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหวหรือ?”

            สตรีผู้สูงศักดิ์ที่นั่งบนเก้าอี้เป็นฝ่ายเอ่ยถาม

            จ้าวอี๋เหนียงก้มหน้าตอบ“ใช่เจ้าค่ะ นั่นคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหว เฉินจิ้งเจียเจ้าค่ะ”

            ครั้นนางเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์ไม่พูดจาจึงพูดต่อ“คือคนที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ทำนายชะตาไว้ว้าจะประสบสุขนิรันดร์กาลเจ้าค่ะ”

            “หืม?” เหมือนว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นค่อนข้างสนใจประโยคนี้ จึงวางถ้วยชาในมือลงหันหน้ามองจ้าวอี๋เหนียง

            เค้าโครงใบหน้านั้นแตกต่างจากจ้าวอี๋เหนียงอย่างเห็นได้ชัดองคาพยพทั้งห้ามีมิติเด่นชัด สีผิวเข้มกว่าหลายส่วนเห็นชัดว่าเป็นคนจากแคว้นต้าเซิ่งนั่นเอง!

            จ้าวอี๋เหนียงพยักหน้า“เจ้าค่ะ คิดว่าท่านหญิงเองคงได้ยินข่าวลือก่อนหน้านี้มาบ้างแล้วพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เรียกคุณหนูทั้งสองของจวนป๋อชางโหวไว้ตามลำพังจากนั้นจึงมีคำพูดที่ว่าคุณหนูแห่งจวนป๋อชางโหวจะประสบสุขชั่วนิรันดร์แพร่สะพัดไปเจ้าค่ะ”

            นางเอ่ยก่อนชะงักไปชั่วครู่“อันที่จริงเจ้าของชะตาประสบสุขชั่วนิรันดร์นั้นมีเพียงคุณหนูใหญ่เท่านั้นเจ้าค่ะบุตรสาวของข้าหาได้ดวงชะตาดีเพียงนั้นท่านพระอาจารย์ใหญ่บอกแค่ว่าให้รู้จักพอถึงจะสุขสงบเจ้าค่ะแต่เพื่อช่วยสกัดกั้นให้คุณหนูใหญ่ ถึงได้บอกไปว่าเป็นชะตาของทั้งสองคนเจ้าค่ะ”

            หึนางใจดีขนาดนี้เชียวหรือ?

            สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นแสยะยิ้มหยันอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อยเพียงแต่จ้าวอี๋เหนียงกำลังก้มหน้า จึงไม่เห็นสีหน้าอีกฝ่ายนั่นเอง

            นางยกมือขึ้นส่งสัญญาณสาวใช้ข้างๆ ปรี่เข้ามา “ฮูหยินของเราทราบแล้วในเมื่อเจ้าเลือกร่วมมือกับฮูหยินของเรา เช่นนั้นอะไรควรพูดไม่ควรพูดอะไรควรทำไม่ควรทำคงทราบดีแก่ใจ”

            จ้าวอี๋เหนียงรีบหยักหน้ารับแทบทันที“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ข้าน้อยทราบดีเจ้าค่ะ ท่านฮูหยินโปรดวางใจ”

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขอบคุณอี๋เหนียงยิ่งแล้ว” สาวใช้ผู้นั้นยังคงเอ่ยอย่างความราบเรียบไร้ความรู้สึก

            คอยกระทั่งนายหญิงสูงศักดิ์ผู้นั้นพาคนจากไปจ้าวอี๋เหนียงถึงได้กล้ายืดตัวตรง ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก

            ไม่รู้ว่าเป็นคนอย่างไรกันแน่คาดไม่ถึงว่าจะน่าเกรงขามจนกดดันถึงเพียงนี้เมื่อครู่เกือบทำเอานางหายใจไม่ได้แล้วจริงๆ

            จ้าวอี๋เหนียงคิดหากอีกฝ่ายเป็นสกุลสูงศักดิ์ของแคว้นต้าเซิ่งขึ้นมาเล่า?

            หากเป็นสกุลสูงศักดิ์จริงก็คงเป็นเฉินจิ้งเจียที่ได้เปรียบแทนเพราะไม่มีอะไรมารับประกันว่านางจะได้รับความโปรดปรานจากคนผู้นั้นนี่?

            ถึงอย่างไรจ้าวอี๋เหนียงก็เป็นสตรีเรือนในที่ไม่สนใจสายตาใครอยู่แล้วและเป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ว่าจะกล้ากระตุ้นความคิดอ่านของคุณหนูใหญ่จวนป๋อชางโหวได้ไหนเลยนายจะเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดากัน

            “แม่นมซุนเตรียมการพร้อมทั้งหมดแล้วหรือยัง?” ยามนี้จ้าวอี๋เหนียงคิดเพียงอย่างเดียวคืออยากเร่งกำจัดเฉินจิ้งเจียโดยเร็วเพราะเฉินจิ้งเจียในตอนนี้เริ่มทำให้นางรู้สึกคุมไม่อยู่แล้ว

            แม่นมซุนเดินเข้ามา“เตรียมการเรียบร้อยเจ้าค่ะ เพียงแต่...”

            นางทิ้งท้ายไว้ครู่หนึ่งท้ายที่สุดก็เอ่ยความคิดของตนออกไป “ต่อให้คุณหนูใหญ่ถูกฮูหยินท่านนั้นพาตัวไปกระนั้นที่นี่ยังห่างไกลจากแคว้นต้าเซิ่ง ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะไม่ผิดพลาดหาก...”

            “ไม่มีคำว่าหาก!”

            จ้าวอี๋เหนียงลุกพรวดครั้นนึกถึงท่าทีของสตรีเมื่อครู่แล้ว ไม่ว่ามองออย่างไรก็มิใช่คนธรรมดาเฉินจิ้งเจียก็แค่คุณหนูจอมเก็บตัวไร้กำลังคนหนึ่งหากคิดจะหลุดรอดจากน้ำมือคนผู้นั้น ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว!

            “ต่อให้หนีมาได้นางเป็นแค่คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไข่ในหิน จะรอดกลับมาไหวหรือ? แม่นมซุนเจ้าอย่าได้คิดว่าคุณหนูใหญ่ประเสริฐนักเลย”จ้าวอี๋เหนียงกักอารมณ์ความคิด พลางเอ่ยปาก

            ในเมื่อนางพูดขนาดนี้แล้วแม่นมซุนย่อมไม่กระตุกหนวดเสือนางต่อ ทำเพียงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ

            หากแต่ในเรือนพักอันไกลห่างอีกมุมหนึ่งของวัดอันเหรินนั้นกำยานหอมปรับสมาธิถูกจุดไว้อย่างดิบดี ชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งกำลังนอนบนตั่งตัวยาวหน้าตาแม้หล่อเหลาเอาการแต่กลับดูซูบตอบไปเสียหน่อย

            ม่านหนาหนักของประตูถูกแหวกขึ้นสตรีผู้มาเยือนคือบุคคลที่เพิ่งนั่งในห้องจ้าวอี๋เหนียงนั่นเอง

            นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกนั่งผิงไฟข้างกระถางเพลิงครู่หนึ่ง กระทั่งร่างกายอุ่นได้ที่จึงเดินไปข้างเตียงตั่ง สายตามองบุรุษบนนั้น

            “ยวี่เอ๋อร์แม่ดูตัวภรรยามาให้เจ้าแล้ว อีกสองวันจะส่งมาให้เจ้า”

    คล้ายกับเรื่องเศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ) ที่คุณอ่าน