บทที่ 32
สังหารวิญญาณทมิฬขอบเขตสาม [1]วิญญาณทมิฬตนนั้นอดที่จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ไม่ได้บุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าทำราวกับว่ามันเป็ของเล่น ที่จะสามารถทำอย่างไรก็ได้
ไม่ต้องกล่าวถึงพวกิญญาทมิฬที่เป็พวกสิ่งมีชีวิตที่อารมณ์ร้าย
การกระทำของเจียงเฟิง ต่อให้เป็มนุษย์ปกติทั่วไปพวกเขาเองก็คงจะอารมณ์เสียเหมือนกัน
การที่มีบุรุษหนุ่มที่ขอบเขตต่ำกว่าตนเอง กำลังใช้ตนเองเป็หินลับคมของขอบเขต
แน่นอนว่าถ้าปกติคงจะไม่มีผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่ง ผู้ใดไปสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามแล้วก็ยังใช้อีกฝ่ายเป็หินลับคมแบบนี้
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจริงๆ ขอให้เป็มนุษย์พวกเขาเองก็ต้องรู้สึกไม่สบอารมณ์กันทั้งนั้น
เพราะว่าในฐานะผู้ฝึกตนคนที่มีขอบเขตที่สูงกว่า มันเองก็บ่งบอกถึงฐานะที่สูงกว่าด้วยเช่นเดียวกัน
ยกเว้นคนบางประเภทที่เติบโตมาภายในตระกูลเซียนหรือว่าสำนักฝึกตนใหญ่ๆ
พวกนั้นเองก็จะมีสิทธิพิเศษที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
พวกอัจฉริยะประเภทนั้นที่เลือกครรภ์มาเกิดดี ต่อให้เป็ผู้าุโที่มีขอบเขตสูงกว่าตนเองก็ยังต้องเรียกอีกฝ่ายว่าคุณชาย หรือคุณหนู
ในตอนนี้ิญญาทมิฬเริ่มแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวออกมา
สามารถสังเกตได้ถึงสภาวะของมันในตอนนี้
ปราณิญญาทั่วทั้งร่างกายของมันกำลังหลั่งไหลออกมา
พร้อมกับมีปราณิญญาหลายสายที่ตอนนี้กำลังมุ่งเป้ามาที่เจียงเฟิง
อีกฝ่ายกำลังจะโจมตีอย่างเต็มกำลัง ในตอนแรกิญญาทมิฬตนนี้ไม่รู้ว่าเหตุใดบุรุษที่มีพลังเพียงแค่ขอบเขตแรกถึงสามารถรับมือกับตนเองได้
แถมยังโดนโจมตีไปหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ลงไปนอนกับพื้น
ในตอนนี้ตัวของมันรู้แล้วว่าทุกอย่างเป็เพราะอาวุธที่อีกฝ่ายนับถืออยู่
เมื่อรู้เกี่ยวกับต้นตอที่มาของความแปลกประหลาดแล้ว ตอนนี้มันเองก็ไม่กังวลอะไรอีก
เพียงแค่กำจัดอาวุธที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายได้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะแบบนั้นมันกำลังจะโจมตีอย่างเต็มกำลัง และทำให้อาวุธนั้นหลุดออกจากมืออีกฝ่าย จากนั้นก็สังหารบุรุษผู้นั้นซะ
มันมั่นใจว่าถ้าเกิดว่าไม่มีอาวุธนั้นอยู่ภายในมือ ร่างกายของบุรุษที่อยู่ด้านหน้าไม่สามารถต้านรับการโจมตีอย่างเต็มกำลังของมันได้อย่างแน่นอน
ในตอนนี้ภาพภายในหัวของิญญาทมิฬตนนี้ กำลังวาดภาพเกี่ยวกับฉากการต่อสู้ที่มันกำลังคิดวิเคราะห์ทั้งหมดเอาไว้แล้ว
และในขณะที่ตัวของมันกำลังจะเตรียมลงมือนั่นเอง
เจียงเฟิงที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ขอบเขตวรยุทธของข้าตอนนี้ ถือได้ว่ามั่นคงเพียงพอแล้ว”
“เอาละหมดหน้าที่ของเ้าแล้ว”
เจียงเฟิงยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา
ในตอนนั้นเองเป็ตอนที่ิญญาทมิฬตนนั้นััได้ถึงบางอย่าง
มันสามารถััได้ถึงอันตรายที่อยู่ภายในแขนเสื้อของบุรุษผู้นั้น
ิญญาทมิฬเป็ตัวตนที่แปลกประหลาด พวกมันเองจะกล่าวว่าเป็ิญญาชั่วร้ายที่เหมือนมนุษย์ก็ไม่ผิด
ในขณะเดียวกันพวกมันเองก็มีสัญชาตญาณเหมือนพวกสัตว์ป่าด้วย
มันััได้ถึงอันตรายในทันที สัญชาตญาณของร่างกายของมันที่ตอนนี้กำลังร้องเตือนอยู่
ในตอนแรกมันตั้งใจที่จะโจมตีเต็มกำลัง ในตอนนี้เมื่อมันััได้ถึงความรู้สึกเ่าั้มันก็ต้องหยุดชะงักและกำลังคิดอยู่ในใจ
มันกำลังคิดว่าตัวของมันจะหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ดีหรือไม่
แล้วถ้าเกิดว่าหนีไปจะต้องหนีไปทางไหน ิญญาทมิฬตนนี้ไม่รู้ตัวเลยว่าเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ความคิดที่จะสังหารอีกฝ่ายของมันก็สลายหายไปจนสิ้น
เพราะว่ามันััได้ถึงอันตรายบางอย่างที่อีกฝ่ายกำลังปล่อยออกมา ทำให้ความ้าในการสังหารของมันนั้นลดน้อยลง
ในตอนนี้มันคิดอยู่อย่างเดียวว่ามันต้องหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ในขณะนั้นเองแสงสีทองที่เหมือนกับัตัวเล็กพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเจียงเฟิง
มันพุ่งเข้าไปจากนั้นก็รัดเข้าที่ร่างกายของิญญาทมิฬตนนั้น
ิญญาทมิฬส่งเสียงกรีดร้อง
ร่างกายของมันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในทันที ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ
มันจ้องมองไปยังเชือกสีทองที่คล้ายกับัที่กำลังเลื้อยพันรอบตัวของมันอยู่
มันสามารถััได้ในทันทีพลังของอาวุธวิเศษชิ้นนี้มันเป็พลังที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตของมันเป็อย่างมาก
“อาวุธกึ่งเซียน” ิญญาทมิฬกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก
มันเป็ิญญาทมิฬขอบเขตที่สาม
แน่นอนว่าถ้าเกิดเปรียบเทียบ ตัวตนอย่างมันสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนขอบเขตที่สี่ได้ แต่ว่าถ้าจะให้มันรับมือกับอาวุธกึ่งเซียนมันย่อมไม่สามารถรับมือได้อยู่แล้ว
ถามว่าอาวุธกึ่งเซียนมันคืออาวุธแบบใด
ถ้าเกิดว่าจะให้เปรียบเทียบกับขอบเขตของมนุษย์ อาวุธกึ่งเซียนมันถือได้ว่าเป็อาวุธที่อยู่ในขอบเขตที่สิบของผู้ฝึกตน
เพราะแบบนั้นเมื่อมันโดนอาวุธกึ่งเซียนพันธนาการ ร่างกายของมันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง
รู้สึกได้ถึงขอบเขตของตนเองที่ตอนนี้อยู่ๆก็ถดถอย
ราวกับว่ามันไม่ใช่ิญญาทมิฬขอบเขตสามอีกแล้ว
พลังของมันที่เคยมากมายก่อนหน้านี้หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ มันเป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาดเป็อย่างยิ่ง
เจียงเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ
ตอนนี้พลังของิญญาทมิฬที่อยู่ด้านหน้าของเขา
ถ้าลองจะให้เปรียบเทียบแล้วพลังของมันในตอนนี้หลงเหลือเพียงแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตหนึ่งเท่านั้น
แน่นอนว่าเป็เพราะว่าเชือกพันธนาการั
สมบัติวิเศษชิ้นนี้แม้ว่าจะถูกลดระดับลงมาเหลือเพียงแค่อาวุธกึ่งเซียน
แต่มันเองก็ยังคงมีอานุภาพมากมาย ถ้าเกิดว่ามันสามารถพันธนาการร่างกายของคู่ต่อสู้ได้
สิ่งที่คู่ต่อสู้จะได้รับก็คือขอบเขตของพวกเขาจะถูกจำกัด ในขณะที่โดนเชือกพันธนาการัลัดอยู่
ถ้าเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตที่หนึ่งถึงขอบเขตที่ห้า ถ้าเกิดว่าโดนอาวุธชิ้นนี้พันลัดเข้าใส่ร่างกาย ขอบเขตของพวกเขาจะถดถอยถึงสองขอบเขต่เวลาที่โดนพันธนาการ
ส่วนคนที่มีขอบเขตที่ห้าถึงขอบเขตที่สิบ หลังจากที่พวกเขาโดนพันธนาการแล้วขอบเขตของพวกเขาจะลดไปหนึ่งขอบเขต
ส่วนพวกที่อยู่ขอบเขตเหนือกว่าขอบเขต แน่นอนว่าความสามารถนี้ไม่สามารถใช้งานกับอีกฝ่าย
อันที่จริงแล้วอาวุธชิ้นนี้เคยสามารถใช้งานได้กับพวกที่มีขอบเขตที่สิบขึ้นไป
แต่นั่นมันก็เป็ตอนที่อาวุธชิ้นนี้เป็อาวุธระดับเซียน
ตอนนี้มันโดนทำลายจนเสียหายอย่างหนักทำให้เหลือเพียงแค่อาวุธกึ่งเซียนเท่านั้น
เลยเป็อาวุธที่สามารถใช้พันธนาการขอบเขตได้ เพียงแค่พวกผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตต่ำกว่าขอบเขต 11 เท่านั้น
ิญญาทมิฬที่อยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้ หลังจากโดนพันธนาการขอบเขตของมันก็ถดถอย
พลังภายในร่างกายจะรู้สึกเหมือนว่าพลังที่ตนเองนั้นถือครองอยู่หายไป
แล้วนี่เองก็เป็โอกาสที่เจียงเฟิงคว้าจับเอาไว้ได้และใช้ในการโจมตี
เจียงเฟิงเดินเข้าไปช้าๆ
เขาไปหยุดลงบริเวณด้านหน้าของิญญาทมิฬ
ดวงตาของเจียงเฟิงสบเข้ากับตาของมัน “ข้ารู้ดีว่าถามอะไรกับพวกเ้าไปก็เปล่าประโยชน์”
“น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าขอบเขตไม่สูงพอ”
“ไม่เช่นนั้นหลังจากสังหารเ้าได้แล้วคงจะสามารถอ่านความทรงจำของเ้าได้”
เจียงเฟิงด้วยการที่ล่าพวกิญญาทมิฬมาเป็เวลานาน
ตัวของเขาจึงรู้นิสัยของพวกมันดี พวกิญญาทมิฬต่อให้เขาสอบถามข้อมูลมันยังไง มันเองก็ไม่ยอมเปิดปากอย่างแน่นอน
ถ้าเกิดว่าอยากจะรู้ข้อมูลจากตัวของิญญาทมิฬ มีเพียงอย่างเดียวคือการฆ่ามันแล้วก็อ่านความทรงจำ
ในตอนนี้ขอบเขตของเขายังคงสูงไม่พอ รู้สึกเสียดายข้อมูลอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็อะไร
เจียงเฟิงใช้ท่อนไผ่เขียวในมือของตนเองฟาดเข้าไปที่ร่างกายของิญญาทมิฬ
ในตอนนี้ร่างของิญญาทมิฬโดนโจมตีอย่างเต็มแรง ด้วยขอบเขตที่ถดถอยทำให้มันตายลง ใช่แล้วตายๆง่ายเช่นนี้ ถึงอย่างไรมันก็โดนอาวุธกึ่งเซียนเล่นงาน เป็เพียงแค่ิญญาที่เทียบกับผู้ฝึกตนขอบเขตสาม รอดได้สิถึงจะแปลก