ตอนที่44 ทักษะต่อสู้ซาเซิน
เมื่อนักเรียนห้องสามเดินมาถึงสนามกีฬาและกำลังอบอุ่นร่างกายโดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
เป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายและลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง
ปรากฏว่ามีนักเรียนชายหญิงห้องหนึ่งและสองมาขอวิ่งกับห้องสามโดยพวกเขาทั้งสิบคนเดินตรงมาหาซ่งเย่
“สวัสดีเพื่อนนักเรียนซ่งเย่พวกเราอยู่ห้องหนึ่ง ขอวิ่งกับพวกเธอได้ไหม?”
“สวัสดีเพื่อนนักเรียนซ่งเย่พวกเราอยู่ห้องสอง วันนี้พวกเธอวิ่งท่องจำสูตรวิชาฟิสิกส์ ให้พวกเราเข้าร่วมได้ไหม?”
นักเรียนชายหญิงพูดพร้อมกันเสียงดังอย่างกระตือรือร้น
ซ่งเย่กวาดสายตามองพวกเขาทั้งสิบคนและถามอย่างสงสัยระคนแปลกใจว่า
“แค่วิ่งและจำสูตรพวกเธอจะเข้าใจได้จริงหรือ?”
ซ่งเย่ไม่ต้องการให้เทคนิคของเธอสร้างความเข้าใจผิดให้กับเพื่อนนักเรียนคนอื่น
เนื่องจากเทคนิคของเธอจะเริ่มต้นจากการฟังวิธีการต่อยอดและเทคนิคการจำสูตรก่อนจะออกมาวิ่ง
ดังนั้นคนอื่นที่จู่ๆมาวิ่งและฟังแค่สูตรที่เธอประยุกต์ให้ง่ายและไม่ซับซ้อนจากการตกผลึกทางความคิดของตนเอง
จะทำให้พวกเขาเข้าใจเนื้อหาวิชาฟิสิกส์อย่างแท้จริงได้อย่างไร?
“ไม่เป็นไรพวกเขาแค่อยากมีส่วนร่วมเท่านั้น” นักเรียนชายหญิงยืนยันเจตนาอย่างชัดเจน
สืบเนื่องจากทุกคนได้รับฟังคำชื่นชมเทคนิคการสอนของซ่งเย่จากอาจารย์อู๋ที่เคยมาสังเกตการณ์การติวของซ่งเย่
และอาจารย์อู๋นำสิ่งที่ได้พบเห็นไปเล่าให้นักเรียนห้องอื่นฟัง
นักเรียนบางคนสนใจและอยากจะเข้าร่วมการติวของซ่งเย่
แต่นักเรียนอีกหลายคนกลับแสดงท่าทางไม่เชื่อและกล่าวดูแคลนนักเรียนห้องสามที่โง่เขลาและเชื่อใจซ่งเย่มากไป
แต่พวกเขาทั้งสิบคนจากห้องหนึ่งและสองได้ปรึกษากันก่อนหน้าที่จะมาหาซ่งเย่ในวันนี้เป็นอย่างดีแล้ว
ดังนั้นทั้งสิบคนจึงแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน
เพราะพวกเขาหวังว่าจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนที่ซ่งเย่เต็มใจจะติววิชาต่างๆให้กับตนเอง
ด้านซ่งเย่ที่เห็นถึงเจตนาแน่วแน่ของเพื่อนนักเรียนเธอไม่ขัดขวางและพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ได้งั้นอบอุ่นร่างกายเลย”ซ่งเย่แนะนำโดยตรงเพราะเห็นว่าทั้งสิบคนแต่งกายเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งมาแล้ว
“ขอบคุณเพื่อนนักเรียนซ่งเย่”
“ขอบคุณซ่งเย่”
“พวกเราจะไม่รบกวนเพื่อนห้องสาม”
“วางใจเถอะพวกเราแค่อยากมีส่วนร่วมเท่านั้นเอง”
เสียงจากเพื่อนนักเรียนทั้งสิบคนดังอย่างแข็งขัน
ตันจิ่วเหลือบมองเห็นว่าทุกคนอบอุ่นร่างกายได้สักพักและพร้อมที่จะวิ่งแล้ว
เขาส่งสัญญาณเรียกให้ทุกคนมายืนรวมกันบนลู่วิ่งและจัดแถวให้เป็นระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขณะวิ่ง
“เอาล่ะทุกคนวิ่งได้เริ่ม.....”
“สูตรหนึ่ง การเคลื่อนที่แนวตรงว่าด้วย.....”
“สูตรสอง แรงและกฎการเคลื่อนที่ว่าด้วย.....”
“สูตรสามสมดุลกล ว่าด้วย.....”
“สูตรสี่ งานและพลังงานว่าด้วย.....”
“สูตรห้าโมเมนตัมและการชน ว่าด้วย.....”
“สูตรหกการเคลื่อนที่แนวโค้ง ว่าด้วย..... ”
ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนยังมีนักเรียนที่ไม่สามารถท่องจำสูตรพื้นฐานฟิสิกส์มากถึง 70%
ซึ่งแต่ละคนยังคงมุมานะวิ่งต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้จนเวลาผ่านไปเกือบถึง17.00 น.
จึงได้มีนักเรียนทั้งหมดสามารถจดจำสูตรฟิสิกส์พื้นฐานได้อย่างแม่นยำ
“แฮ่กแฮ่กแฮ่กโอ๊ย เหนื่อยเป็นบ้า”
ซูฉีหายใจหอบจนตัวโยนและใบหน้าเป็นสีแดงก่ำวิ่งเข้ามาหาซ่งเย่อย่างอ่อนเพลีย
ซ่งเย่เหลือบมองเพื่อนสนิทตนเองครู่หนึ่งก่อนหันหน้าไปมองเกาเฉินที่ยังยืนจ้องเธออยู่ไม่วางตา
“จะฝึกทักษะต่อสู้ไหวไหม?”
เธอเห็นเกาเฉินวิ่งหลายรอบและคิดว่าเขาอาจจะอ่อนเพลียเหมือนกับซูฉีจึงถามย้ำอีกครั้ง
“ไหวไม่ต้องห่วงผม” เกาเฉินพยักหน้ายืนยันด้วยสีหน้าจริงใจ
เมื่อซูฉีเป่ยกวง เทาเอ้อ และหวางอ้ายได้ยินเกาเฉินพูดกับซ่งเย่
ทุกคนต่างสบตากันอย่างมีความหมายและซูฉีเป็นตัวแทนพูดแทนเพื่อนคนอื่นๆว่า
“ซ่งเย่ เพื่อนที่รักของฉันเธอคงไม่ใจร้ายใจดำที่จะไม่สนใจสอนพวกเราหรอกนะ”
เนื่องจากทุกคนเคยเห็นทักษะการต่อสู้ของซ่งเย่ที่น่าเกรงขามและพวกเขาเคยพูดคุยถึงเรื่องนี้มาก่อน
ดังนั้นในวันนี้ที่เห็นซ่งเย่พูดคุยกับเกาเฉินเรื่องการฝึกทักษะต่อสู้
ทำให้คนอื่นๆมีความต้องการที่จะฝึกทักษะต่อสู้จากซ่งเย่เช่นเดียวกัน
“ทนความยากลำบากและความเจ็บปวดได้ไหม?” ซ่งเย่ถามย้ำกับทุกคนอย่างไม่มั่นใจ
เนื่องจากทักษะการต่อสู้“ซาเซิน” ที่เธอจะฝึกฝนให้กับทุกคนนั้น
จำเป็นต้องมีพลังกายและใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวและอาจจะต้องเหี้ยมโหดกับตัวเองจึงจะสามารถฝึกแต่ละขั้นได้
“ฉันมั่นใจ”ซูฉีพูดเสียงจริงจังเป็นคนแรก
“พวกเรามั่นใจ” เพื่อนชายอีกสามคนพยักหน้ายืนยันและตอบเสียงเข้มจริงจัง
“ถ้าคิดว่าไหวก็ลองดูแต่ไม่สามารถเลิกกลางคันได้เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของพวกเธออาจได้รับบาดเจ็บ”
“ตกลง”คราวนี้ทุกคนจ้องมองสบตาซ่งเย่และพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
เมื่อซ่งเย่เห็นแววตาที่หนักแน่นจริงจังเธอพยักหน้าอย่างพอใจและอธิบายพื้นฐานการฝึกอย่างใจเย็น
“ทักษะต่อสู้นี้ชื่อว่าซาเซิน ฉันเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง”
“มีหลักการสำคัญอยู่3 อย่าง คือ 3S เอสแรกคือ Speed พวกเธอจะต้องเร่งความเร็วในการเคลื่อนไหวร่างกายให้ได้ตาม
เกณฑ์เมื่อผ่านเกณฑ์ข้อแรกจึงจะสามารถฝึกฝนขั้นที่สองได้”
“เอสที่สองคือ Strength ร่างกายและพลังจิตจะต้องแข็งแกร่งต้องผ่านขั้นแรกก่อนจึงจะฝึกขั้นที่สองนี้ได้”
“เอสที่สามคือ Sense ต้องผ่านขั้นที่สองก่อนจึงจะฝึกทักษะที่ต้องอาศัยความรู้สึกลางสังหรณ์ร่วมด้วย”
“ดังนั้นจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่เอสแรกเห็นระยะทางลู่วิ่งนั่นไหม?คนที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกวิ่ง 100 เมตรในระยะเวลา
เท่าใด?”ซ่งเย่จ้องมองใบหน้าเพื่อนทุกคนและถามคำถามท้าทายกับความสามารถของพวกเขา
“100 เมตรสิบวินาที” เกาเฉินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจ
“แสดงว่าถ้าความเร็วคงที่400 เมตรก็ประมาณ 40 วินาทีงั้นสิ”
ซูฉีอุทานขึ้นพร้อมทำตาโตอย่างเหลือเชื่อกับความเร็วนั้น
“ดีงั้นจับเวลาด้วย” ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจและเดินไปยังจุดที่มีสัญลักษณ์เริ่มวิ่ง
เกาเฉินและเพื่อนๆเดินถอยห่างออกจากสนามเพื่อไม่ให้เกะกะการวิ่งของซ่งเย่
จากนั้นเกาเฉินหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองออกมาเปิดฟังก์ชั่นจับเวลา
เมื่อซ่งเย่ส่งสัญญาณให้กับเขาเกาเฉินกดปุ่มเริ่มนับเวลาในโทรศัพท์ทันที
“ฟิ๊ว”เมื่อซ่งเย่ตั้งต่าเตรียมพร้อมแล้วเธอพุ่งตัววิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากคันธนู
ด้านเกาเฉินที่ฟื้นสติเร็วกว่าคนอื่นเขารีบสังเกตมองการวิ่งของเธอพร้อมกับก้มลงดูโทรศัพท์ตนเองอย่างตื่นตะลึง
ครู่หนึ่งเมื่อซ่งเย่วิ่งเข้ามาใกล้เกาเฉิน
“พรึ๊บ” “ติ๊ด”ซ่งเย่วิ่งผ่านจุดเริ่มต้นพร้อมๆกับที่เกาเฉินกดปุ่มบนโทรศัพท์เพื่อหยุดเวลา
เขาก้มลงดูเวลาพลางทำตาโตอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจนั่นคือเวลา “12.10 วินาที”
“เอื๊อก” เกาเฉินและเพื่อนๆทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
พวกเขาไม่คาดคิดว่าซ่งเย่จะวิ่งได้เร็วกว่านักวิ่งของโลก!
นี่มันวิ่งได้เร็วมากกว่าสองเท่า!
เร็วกว่าเสือชีตาห์ที่เป็นสัตว์วิ่งเร็วที่สุดในโลกหรือไม่?!
มันน่าเหลือเชื่อเกินไป!
เธอยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?!
น่าอัศจรรย์!
เหลือเชื่อยิ่งนัก!
ทุกคนต่างจ้องมองซ่งเย่เหมือนกับว่าเธอไม่ใช่มนุษย์บนโลกใบนี้อีกต่อไป!
“เวลาเท่าไหร่?”ซ่งเย่เดินมาถามเกาเฉินด้วยท่าทางเรียบเฉยไม่มีอาการหอบเหนื่อยแต่อย่างใด
“ดะ ได้เวลา 12.10วินาที” เกาเฉินตอบตะกุกตะกักอย่างตื่นเต้น
“อืมยังช้าอยู่” ซ่งเย่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจตนเอง
แต่คำตอบของเธอกลับทำให้แต่ละคนสบตาซึ่งกันและกัน
พร้อมกับมองเห็นอนาคตอันแสนโหดร้ายจากการฝึกของเธออย่างแน่นอน
เพราะขนาดความเร็วที่มากกว่าเสือชีตาห์เธอยังบอกว่าช้าเกินไป
แล้วต้องเร็วแค่ไหนถึงจะทำให้เธอพึงพอใจได้?
แต่ทุกคนกลับเกิดแรงฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูกและต้องการท้าทายขีดความสามารถของตนเองว่าสามารถฝึกทักษะต่อสู้ซา
เซินของซ่งเย่ได้หรือไม่?
ทำให้ทุกคนสบตากับซ่งเย่และเกาเฉินถามเธอโดยตรงว่า“ต้องทำอย่างไรถึงจะผ่านเอสแรกไปได้?”
ซ่งเย่ตอบกลับเกาเฉินอย่างผ่อนคลายว่า
“เริ่มแรกวิ่งปกติให้ได้เวลาอย่างน้อย20 วินาทีในระยะทาง 400 เมตรก่อนจากนั้นค่อยหาถุงทรายหรือมัดอิฐที่หนักอย่าง
น้อยครึ่งกิโลกรัมแนบกับน่องและแขนทั้งสองข้างและวิ่งให้ได้ระยะเวลาเร็วเท่าเดิมสูงสุดที่ต้องแขนและขาทั้งสองข้าง
ต้องแบกน้ำหนักคือ 2 กิโลกรัมและได้ระยะเวลาเร็วเท่าวิ่งปกติค่อยมาคุยกับฉันอีกครั้ง”
“พระเจ้า!”
“นี่ยังเป็นคนอยู่ไหม?”
“พวกเราจะตายก่อนไหม?”
“อ๊ากฉันจะทำได้ยังไง?”
“จริงเหรอซ่งเย่?”
ทั้งห้าคนส่งเสียงตะโกนดังลั่นเมื่อรู้ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้ายยิ่งกว่าการวิ่งท่องจำสูตรวิชาต่างๆ
และเลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดๆทั้งปวง
ซ่งเย่ไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไปเธอหันหลังเดินกลับไปหยิบกระเป๋าเป้ที่วางไว้บนม้านั่งข้างอัฒจันทร์
จากนั้นเดินออกหน้าประตูโรงเรียนโดยมีลุงโจวยืนรออย่างกระวนกระวายใจ
“คุณหนูมาแล้วผมกำลังจะโทรหาเจ้านายเพื่อแจ้งข่าวพอดีครับ”
ลุงโจวถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มองเห็นเธอสบายดีและปลอดภัย
ตั้งแต่เจ้านายบอกว่ามีคนร้ายเข้ามาในบ้านเพื่อต้องการทำร้ายคนในครอบครัวของซ่งซ่านจิง
ทำให้ลุงโจวหวั่นวิตกและกังวลที่ตนเป็นคนนำคนร้ายเข้ามาในบ้านอย่างประมาทเลินเล่อ
ดังนั้นเมื่อเขารออยู่หน้าประตูโรงเรียนจนเลยเวลาเลิกเรียนมานาน
ทำให้เขากระวนกระวายใจเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายกับซ่งเย่
“ขอโทษด้วยค่ะลุงโจวพอดีมีธุระคุยกับเพื่อนนิดหน่อย ไว้คราวหน้าจะโทรบอกก่อน”
ซ่งเย่กล่าวขอโทษลุงโจวอย่างตรงไปตรงมาที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวาย
“ไม่เป็นไรครับคุณหนูเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้ถามคุณหนูก่อน” ลุงโจวรีบแก้ตัวและยืนยันความผิดตนเอง
ซ่งเย่ไม่กล่าวอะไรอีกเพราะเรื่องราวจะยืดยาวเกินไป
เธอจึงก้าวขึ้นนั่งบนเบาะหลังรถโดยตรง
ลุงโจวรู้ดีว่าเธอไม่ต้องการสนทนาอีกต่อไป
เขาจึงรีบเดินไปนั่งประจำที่คนขับและขับกลับวิลล่าซิงฝูทันที
……….
ทางด้านเกาเฉินและเพื่อนๆ
เมื่อซ่งเย่เดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขาอีกนอกจากทิ้งโจทย์ท้าทายชุดใหญ่ให้กับพวกเขา
“พวกเราจะวิ่งต่อไปอีกไหม?” ซูฉีถามขึ้นเมื่อเห็นทุกคนขมวดคิ้วแน่นอย่างหนักใจระคนวิตกกังวล
“วันนี้พวกเราพอแค่นี้ก่อนและให้เริ่มวิ่งตอนเช้าก่อนมาโรงเรียนให้ได้มากที่สุดเราต้องปรับร่างกายของเราให้พร้อมก่อน
ไม่งั้นอาจบาดเจ็บได้”เกาเฉินที่ครุ่นคิดหนักได้พูดขึ้นอย่างมีเหตุผล
“ใช่ ฉันเห็นด้วยกับอาเฉินฉันจะตื่นตั้งแต่เวลาสี่นาฬิกาและเริ่มวิ่งแถวใกล้ๆบ้านและจะเพิ่มความเร็วให้ได้มากที่สุด”
เทาเอ้อพยักหน้าเห็นด้วยกับเกาเฉินและเสนอความคิดเห็นของตนเอง
“ทำแบบเหลาเอ้อก็ดีเหมือนกันฉันจะเริ่มพรุ่งนี้เช้าเลย”
หวางอ้ายเห็นด้วยกับความคิดของเทาเอ้อและบอกตารางวิ่งของตนเองกับเพื่อนๆ
“ตกลงพวกเราจะทำเหมือนกัน” เป่ยกวงและซูฉีสบตากันพร้อมพูดบอกคนอื่นๆกับความคิดของตนเอง
“ถ้างั้นพวกเรากลับบ้านกันก่อนเริ่มมืดแล้ว” เกาเฉินเตือนทุกคนก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยใจที่มุ่งมั่น
นั่นเป็นเพราะว่าปู่ยอมบอกเหตุผลการเสียชีวิตที่แท้จริงของพ่อแม่ตนเองแล้วว่าเกิดจากสาเหตุใดและเพราะใคร?
ทำให้เขามีใจมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อแม่ตนเองให้ได้!
และที่สำคัญคือเขาต้องสามารถปกป้องคุณปู่และตนเองให้ได้ด้วยเช่นกัน
..........
ทางด้านซ่งเย่ที่กลับมาถึงบ้านแล้ว
เธอพบว่าพ่อยังไม่กลับมาบ้านทั้งที่ปกติเขาจะมาถึงไม่เกิน18.00 น.
เมื่อพบแม่จึงถามเธอว่า“พ่อยังไม่กลับหรือค่ะ?”
“ใช่จ๊ะ แม่โทรไปเห็นพ่อบอกว่ายุ่งๆอยู่ที่โรงงานน่ะ”เส้าม่านเอ๋อตอบอย่างเป็นกังวล
ซ่งเย่หยิบโทรศัพท์มาเปิดดูการสอดแนมของซาเซินน้อย
เธอเห็นพ่อคุยอะไรบางอย่างกับพนักงานของบริษัทจึงกดแป้นบังคับให้ซาเซินน้อยตัวหนึ่งเคลื่อนที่เข้าใกล้พ่อ
และพบว่าพ่อกำลังแจกมาร์คให้กับพนักงานของตัวเองอยู่พร้อมกับกำชับเสียงเข้มกับลูกน้องว่า
“เอ้านี่ทุกคนนี่คือสร้อยข้อมือแสดงสัญลักษณ์ว่าเป็นพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ถ้าไม่ใส่แสดงว่าไม่ใช่พนักงานของบริษัทผม”
“ท่านประธานครับไม่ต้องใส่บัตรติดหน้าอกแล้วหรือครับ?”พนักงานคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“บัตรก็ต้องติดและต้องใส่สร้อยข้อมือนี้ด้วย”ซ่งซ่านจิงพูดเสียงเข้มจริงจัง
ทำให้พนักงานและหัวหน้าแผนกทุกคนต่างเงียบเสียงและเข้าแถวรับสร้อยข้อมือกันอย่างว่าง่าย
เมื่อตรวจสอบการสอดแนมของซาเซินน้อยอีกตัวและไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
ซ่งเย่ถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อยก่อนหันหน้าไปตอบแม่อย่างสบายใจว่า
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณพ่อแค่แจกมาร์คกับพนักงาน อีกไม่นานคงกลับบ้านแล้วค่ะ”
“เฮ้อค่อยยังชั่ว แม่รึกังวลกลัวว่าจะมีเหตุร้ายใดๆเกิดขึ้น”เส้าม่านเอ๋อถอนหายใจและยิ้มอย่างพอใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะมีซาเซินน้อยอยู่” ซ่งเย่บอกความจริงเพื่อให้แม่คลายวิตกกังวล
“อะไรคือซาเซินน้อย?”คุณยายและคุณตาเดินมาสมทบกับแม่ลูกที่คุยกันอยู่หน้าวิลล่าพอดี
“อ้อก็เครื่องสอดแนมที่หนูเคยเล่าให้ฟัง” ซ่งเย่บอกกับครอบครัวตามตรง
“ชื่อน่ารักนะซาเซินน้อย” คุณตาเอ่ยชมพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
ซ่งเย่คิดในใจอย่างกระอักกระอ่วนใจว่า
“ถ้ารู้ว่าแท้จริงแล้วซาเซินน้อยไม่ได้น่ารักอย่างที่คิดคุณตาจะพูดแบบนี้อยู่ไหม?”
สี่สิบนาทีต่อมา
ซ่งซ่านจิงกลับจากโรงงานมาถึงบ้านซึ่งเลยเวลาทานอาหารเย็นกับครอบครัวเล็กน้อย
เขากังวลว่าภรรยาจะเป็นกังวลแต่ด้วยงานที่ยุ่งเหยิงตั้งแต่เช้าและเมื่อจะเลิกงานต้องแจกมาร์คด้วยตัวเองเพื่อป้องกันข้อ
ผิดพลาดที่มาร์คจะไปตกอยู่ในมือของคนที่เขาไม่รู้จัก
เนื่องจากเปิดบริษัทใหม่มีคนแปลกหน้าต่างถิ่นเข้ามาสมัครทำงานกันหลายคน
ทำให้เขาต้องคัดเลือกพนักงานใหม่อย่างระมัดระวังตั้งแต่รู้ว่าครอบครัวตนเองมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
หลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้ว
ซ่งเย่เดินไปทำงานต่อที่ห้องปฏิบัติการหลังวิลล่า
ขณะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อปรับพิมพ์เขียวของนาฬิกาอัจฉริยะต่อ
พลันมีเสียงเตือนจากซาเซินน้อยดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือของตนเอง
“หือมีคนอยากลองของแล้วเหรอนี่”
ซ่งเย่คิดอย่างตื่นเต้นก่อนเปิดโทรศัพท์มือถือเมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่าง
เธอเปลี่ยนมาใช้การบังคับผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนซึ่งซ่งเย่ได้ตั้งค่าเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับดาวเทียมโดยตรง
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์คือ
มีชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า10 คนพร้อมอาวุธปืนพกครบมือ
นั่งรถเอสยูวีสองคันจอดไว้ข้างรั้วของโรงงานที่สร้างเสร็จแล้ว
ชายทั้งสิบคนกำลังปีนข้ามรั้วอิฐโรงงานที่สูง3 เมตรเข้ามาทีละคน
ซ่งเย่รอจังหวะให้พวกเขาเข้ามาภายในทั้งหมดเพราะจะตั้งข้อหาได้ว่าบุกรุกเข้ามาในที่ส่วนตัวของเธอ
เมื่อชายทั้งสิบคนเข้ามาในโรงงานครบแล้ว
ซ่งเย่ยืนดูผลการทำงานอัตโนมัติของซาเซินน้อยที่เธอตั้งคำสั่งไว้
พลันมองเห็นซาเซินทั้งสองตัวบินตรงเข้าใส่ชายทั้งสิบคนพร้อมยิงปืนเข็มทะลุกลางหว่างคิ้วอย่างรวดเร็ว
“ฟิ๊ว ปั๊ก ฟิ๊วปั๊ก ฟิ๊ว ปั๊ก ฟิ๊ว ปั๊ก”
“ฟิ๊ว ปั๊ก ฟิ๊วปั๊ก ฟิ๊ว ปั๊ก ฟิ๊ว ปั๊ก”
จังหวะหนึ่งมีชายสองคนที่หลบซาเซินน้อยทันและยิงปืนเข้าใส่ตอบโต้อย่างรวดเร็ว
“ปั๊งปั๊ง”
“ปั๊งปั๊งปั๊ง”
แต่ทว่าชายทั้งสองคนนั้นไม่อาจสู้ทักษะการหลบหลีกที่ซ่งเย่ตั้งใจเขียนคำสั่งไว้กับซาเซินน้อย
เธออิงตามทักษะการต่อสู้ซาเซินที่ใช้สัมผัสของลางสังหรณ์ควบคู่กับพลังงานความร้อนที่ออกจากร่างกายมนุษย์
ทำให้สามารถตรวจจับและคาดเดาได้ว่าเป้าหมายจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดหรือกำลังจะไปทิศทางใด