เมื่อมาถึงบ้านของเฉินอี้จางฝูลู่จึงได้สังเกตเห็นผ้าพันแผลที่คอของเขาเมื่อจุดตะเกียงจนสว่างไสวแล้ว
“อาอี้ คอเจ้าเป็นอะไร” จางฝูลู่ก้มหน้าลงมาหาเฉินอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพื่อดูที่คอของเขาและหันไปมองหน้าจินลี่หยาง “เกิดอันใดขึ้นกับอาอี้ขอรับ”
จินลี่หยางจึงเล่าเหตุการณ์ให้จางฝูลู่ฟังเมื่อเล่าจบ จางฝูลู่ก็หันไปดุเฉินอี้
“อาอี้! เหตุใดเจ้าถึงชอบหาเรื่องเจ็บตัวอยู่เรื่อยเลย!”
“เหล่าจาง ไยต้องดุข้า ข้าช่วยชีวิตคนเอาไว้นะ เจ้าต้องชมข้าสิ”เฉินอี้ทำน้ำเสียงน้อยใจ แต่สุดท้ายก็ยิ้มประจบจางฝูลู่
“คุณชายจาง ท่านอย่าได้ตำหนิเฉินอี้เลยเป็นข้าเองที่ประมาทปล่อยให้คนร้ายคลาดสายตา จึงเป็นเหตุให้เฉินอี้บาดเจ็บเช่นนี้”จินลี่หยางกล่าวและมีสีหน้ายอมรับผิด
ที่จริงแล้วจางฝูลู่ก็รู้จักนิสัยของเฉินอี้ดีว่าเขาเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใดหากไม่ติดว่าเฉินอี้ตาบอด ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะกลายเป็นหัวหน้าอันธพาลที่ไหนไปเสียแล้วก็เป็นได้
แต่ในใจของจางฝูลู่ก็ยังอดโกรธจินลี่หยางไม่ได้เขาโทษว่าเป็นความผิดของจินลี่หยางไปแล้วถึงเจ็ดแปดส่วน หากเขาไม่ประมาทเฉินอี้ก็คงไม่ต้องเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้
ตอนนี้เขารู้สึกไม่ชอบหน้าจินลี่หยางขึ้นมาเสียแล้ว
จางฝูลู่ถอนใจเบาๆและมีสีหน้าบึ้งตึง เฉินอี้เอื้อมมือไปจับแขนของเขาแล้วเขย่าเบาๆ
“อย่าโกรธเลยนะ เหล่าจาง คราวหน้าข้าจะมิทำเช่นนี้อีกแล้ว”
“ยังจะมีคราวหน้าอีกเรอะ!” จางฝูลู่ขมวดคิ้วมุ่น เฉินอี้หัวเราะแหะๆ
จินลี่หยางมองทั้งสองคนทะเลาะกันแล้วก็นึกขัน
เขาเองก็อยากมีพี่น้องที่สนิทกันเช่นนี้บ้าง
หลิวซูเจี๋ยมองร่างสูงใหญ่ของตงเปียนก็กลืนน้ำลายแล้วหันกลับมามองตนเอง
อาหลิ่งแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกันตงเปียนนั้นเป็นชายร่างใหญ่ใจดี แม้จะดูมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีเค้าของความหล่อเหลาปรากฏอยู่
อาหลิ่งยังคงสงสัยว่าเหตุใดเมื่อตงเปียนใช้วิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของแล้วแต่พลังวิญญาณของเขากลับมิได้ลดลง
“นั่นเป็นเพราะข้ามีพลังวิญญาณสะสมอยู่” ตงเปียนกล่าว
อาหลิ่งตาโต“มีพลังวิญญาณสะสมหรือ เหตุใดข้าจึงมิรู้ว่าสามารถสะสมพลังวิญญาณเอาไว้ได้ด้วย”
ตงเปียนยิ้ม"ในร่างของวิญญาณผู้ทักษ์ มีจุดที่สามารถสะสมพลังวิญญาณได้ คือ [1]เกาปู้จงเสวียน [2]ชงปู้จงเสวียน และ[3]ซ่าวตู้จงเสวียนทั้งสามจุดนี้รวมเรียกว่าจุด[4]ซานเสวียน”
หากตอนที่ยังมีชีวิตเคยเป็นผู้ฝึกพลังลมปราณมาก่อนก็จะรู้จักจุดเหล่านี้ดี ตงเปียนจึงทดลองนำพลังวิญญาณของตนสะสมไว้ที่จุดซานเสวียนซึ่งปรากฏว่าใช้ได้ผล
อาหลิ่งกับหลิวซูเจี๋ยนั่งฟังตงเปียนเล่าตาไม่กะพริบทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งเคยเข้าสำนักศึกษาครั้งแรกก็มิปาน
อาหลิ่งจึงเล่าให้ตงเปียนฟังว่ามีนักพรตท่านหนึ่งบอกว่าพลังวิญญาณของนางอยู่ในระดับหลิงเหวินฉีซึ่งนางเองก็ยังมิค่อยเข้าใจความหมายเท่าใดนัก ตงเปียนถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งส่วนหลิวซูเจี๋ยนั้นตาแทบถลนออกมาจากเบ้า
“แม่นางอาหลิ่ง เจ้ามิได้พูดปดใช่หรือไม่” หลิวซูเจี๋ยมองอาหลิ่งตาปริบๆอาหลิ่งหันมามองค้อนเขา
ตงเปียนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เจ้ามีพลังวิญญาณระดับปรมาจารย์เช่นนี้การฝึกจุดซานเสวียนก็มิใช่เรื่องยากแล้ว ข้าจะช่วยชี้แนะให้เจ้าเอง”
หลิวซูเจี๋ยมองอาหลิ่งกับตงเปียนสลับกันไปมาและยกมือขึ้นเท้าคางด้วยความเซ็ง เมื่อนึกถึงพลังอันน้อยนิดของตนเอง
จินลี่หยางเอ่ยขอตัวกลับเพราะต้องเข้าไปสะสางงานที่กองทหารรักษาเมืองจางฝูลู่จึงกล่าวว่าเขาก็จะกลับแล้วเช่นกัน เพื่อให้เฉินอี้ได้พักผ่อน
เมื่อส่งแขกเสร็จแล้วเฉินอี้ที่กำลังเดินเข้าไปในบ้าน พลันก็นึกขึ้นได้ว่าเขาลืมตะกร้าสมุนไพรเอาไว้ที่กองทหารรักษาเมืองจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปเอาตะกร้าก่อนแล้วค่อยไปหาท่านนักพรตที่อารามผิงจิ้ง
จางฝูลู่ที่เดินออกมาพร้อมกับจินลี่หยางก็เอ่ยชวนเขาคุยระหว่างทาง
“ใต้เท้าจินมีงานรัดตัวขนาดนี้ แต่ยังอุตส่าห์เดินมาส่งอาอี้ถึงบ้านได้ท่านช่างใส่ใจนัก”
“เฉินอี้ช่วยทหารของกองรักษาเมืองไว้หากมีโอกาสข้าต้องตอบแทนเขามากกว่านี้แน่นอน” จินลี่หยางยิ้มบางๆ
“น้ำใจจากท่านเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วขอรับอาอี้มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอันใด” จางฝูลู่กล่าวเหมือนมิได้ใส่ใจ
“เฉินอี้รู้เรื่องของสมุนไพรและการรักษาคนด้วยเช่นนั้นหรือ”จินลี่หยางถามจางฝูลู่
จางฝูลู่พยักหน้า“ขอรับ ตอนที่อาอี้ยังเป็นเด็กและยังมิได้ตาบอดเขาเคยศึกษาเรื่องสมุนไพรมาค่อนข้างมาก ความจำก็เป็นเลิศ ข้าเป็นคนตาดีแท้ๆยังฉลาดมิเท่าเขาเลย”
จินลี่หยางชะงัก“เกิดอันใดขึ้น เหตุใดเฉินอี้จึงตาบอดได้”
จางฝูลู่ส่ายหน้า“เขามิเคยเล่าให้ฟังขอรับ ข้ารู้แต่ว่า วันที่อาอี้ตาบอดเขาก็เสียพ่อกับแม่ของเขาไปด้วย”
จินลี่หยางเงียบไปพักใหญ่
เด็กคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และโลกที่เขาเคยมองเห็นกว่าจะอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ คนๆ นั้นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งถึงขนาดไหนกัน
เฉินอี้แม้ยังดูอายุน้อยแต่ฉลาดเป็นกรดทั้งยังรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี อีกทั้งยังมีความรู้ด้านการรักษาโรคบุคคลเช่นนี้นับว่าหาได้ยาก
“ความสามารถของเขาโดดเด่นเช่นนี้ หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากให้เขาได้เข้ามาอยู่ในกองทหารรักษาเมืองเสียจริง”จินลี่หยางกล่าว
จางฝูลู่หยุดเดินกะทันหัน
“ใต้เท้าจิน ท่านก็เห็นแล้วนี่ขอรับว่าร่างกายเฉินอี้เป็นเช่นใดท่านยังอยากจะให้เขาเข้าไปทำอันใดที่นั่นอีกหรือขอรับ” จางฝูลู่กล่าวเสียงแข็ง
จินลี่หยางมีสีหน้างงงันเล็กน้อย“ความหมายของเจ้าคือ….”
“อาอี้น่ะ เวลาที่เขาตั้งใจทำในสิ่งใดแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็หยุดเขามิได้ท่านเองก็น่าจะเห็นแล้วกับเรื่องที่เกิดขึ้นบนเขานั่น ดังนั้นท่านอย่ามายุ่งกับอาอี้จะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของเขา”จางฝูลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์
จินลี่หยางมองหน้าจางฝูลู่และกล่าวเสียงต่ำ“เหตุใดข้าจะมองไม่ออกว่าเฉินอี้เป็นคนเช่นใดแม้ว่าเขาจะตาบอดแต่คนมีความสามารถขนาดเขา เจ้ากลับเก็บเขาเอาไว้แบบนี้เจ้าเคยคิดถึงในสิ่งที่เฉินอี้ต้องการบ้างหรือไม่”จินลี่หยางตอบกลับพลางสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวของตนเองไว้
“ข้ารู้จักเขามาสิบปี เขาก็เป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ของข้าข้าย่อมต้องรู้ความต้องการของเขาแน่อยู่แล้ว” จางฝูลู่เถียงกลับ “ข้าดูแลอาอี้ได้ข้าปกป้องเขาได้ ท่านต่างหากที่ทำไม่ได้!”
จินลี่หยางหน้าตึงขึ้นมาทันทีเจตนาของจางฝูลู่นั้นชัดเจนแล้ว จางฝูลู่โทษว่าเป็นความผิดของเขาที่เฉินอี้บาดเจ็บและไม่ต้องการให้เขามายุ่งเกี่ยวกับเฉินอี้อีก
หลิวซูเจี๋ยกับตงเปียนมองสถานการณ์คุกรุ่นตรงหน้าและหันมามองหน้ากันเอง
“เอ่อ เรื่องของเขา เราไม่เกี่ยวใช่ไหมขอรับ พี่ตงเปียน” หลิวซูเจี๋ยยิ้มแหยๆ ตงเปียนส่ายหน้าเบาๆ
วันนี้จางฝูลู่ไปกินดีหมีดีงูมาหรืออย่างไรถึงได้อารมณ์ร้ายหัวร้อนขนาดนี้หลิวซูเจี๋ยคิด
จินลี่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆและปรับอารมณ์ของตนเองให้เย็นลง
“ข้ายอมรับว่าสถานการณ์ในวันนี้เป็นข้าเองที่ผิดพลาดเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งเหนือความคาดหมาย แต่ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนก็ปลอดภัยกลับออกมา”จินลี่หยางหยุดหายใจ จางฝูลู่ตั้งท่าจะเถียงกลับแต่จินลี่หยางกล่าวขึ้นเสียก่อน
“และข้าขอเตือนเจ้าเช่นกันจางฝูลู่ เฉินอี้เป็นเด็กดี ดวงตาของเขามิใช่จุดอ่อนและความเป็นเด็กก็เป็นเกราะป้องกันตัวเขาดังนั้นเจ้าอย่าได้ทำให้เขาเสียคน อย่าได้พาเขาเข้าหอนางโลมอีก หากว่าอยากเข้าเจ้าก็เข้าไปคนเดียว!” กล่าวจบ จินลี่หยางก็เดินจากไปทิ้งจางฝูลู่ที่ยังยืนอ้าปากค้างด้วยความงงงันเอาไว้ตรงนั้น
เดี๋ยวก่อนสิ!คนต้นคิดเรื่องเข้าหอนางโลมน่ะคือเฉินอี้ต่างหากเล่า จางฝูลู่คิดอย่างขัดเคืองและเดินกลับบ้านอย่างหัวเสีย
[1]เกาปู้จงเสวียน- กระหม่อม
[2]ชงปู้จงเสวียน - กลางอก
[3]ซ่าวตู้จงเสวียน -ท้องน้อย
[4]ซานเสวียน - สามอาถรรพ์