มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 206 คนสำคัญ

บทที่206คนสำคัญ

 

        ฮุ่ยจวินเดินทางมาถึงหมู่บ้านเถาซานมองเห็นกระท่อมมุงด้วยหญ้าคาแห้งอันคุ้นตา ร่างของชายหนุ่มก็อดที่จะสั่นพร่าด้วยความสะท้อนใจขึ้นมามิได้กระท่อมเล็กหลังนี้ มีสามชีวิตที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แม้ช่วงวัยเด็กมันจะออกจากบ้านเพื่อไปหาวิธีการรักษาฮุ่ยไป๋จนไม่ค่อยได้อยู่ก็ตามแต่ความรู้สึกผูกพันธ์ก็ยังคงหยั่งรากฝังลึกอยู่มิคลาย

         

        หากเป็นยุคปัจจุบันที่มันมากระท่อมหลังนี้ได้หลงเหลือเพียงเถ้าถ่านหย่อมเล็กๆ สองชีวิตได้ตกตายอย่างอยุติธรรมมันทราบข่าวว่าเป็นฝีมือของอวิ๋นเซี่ยวซุน จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาในข้อนี้และคืนความเป็นธรรมแก่ท่านลุงรวมถึงฮุ่ยไป๋ที่ตายไปได้หรือเป็นเพราะสิ่งนี้ ความฝังใจที่หยั่งลึก ผาอดีตจึงได้นำทางมันมายังช่วงเวลานี้

         

        ฮุ่ยจวินยืนมองบ้านหลังนั้นอยู่นานสองนานหากมันพบท่านลุงกับฮุ่ยไป๋จะทำตัวเช่นไร มันจะวางตัวอย่างไรดี ฮุ่ยไป๋ในเวลานี้คงจะเป็นเด็กสาววัยประมาณเก้าขวบที่แสนซุกซนอยู่และคงจะต้องปั้นสีหน้ายิ้มแย้มทั้งที่ถูกพิษร้ายกลืนกินอย่างทรมาน มันในตอนนี้สามารถรักษาพิษแก่นางได้แต่นั่นจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอดีตหรือไม่ มันสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่ หากทำแล้วจะมีผลเช่นไรอนาคตจะกลับตาลปัตร ตัวตนที่เป็นปัจจุบันจะสูญหายหรือเป็นอย่างไร

         

        ฮุ่ยจวินครุ่นคิดอย่างสับสนกฎแห่งเวลามันไม่เคยศึกษาจึงไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้ง แต่มันเป็นคนฉลาดจึงพอจะดาดคะเนได้ว่าการแตะต้องอดีตย่อมส่งผลถึงอนาคตหากมันฝืนอดีตไม่รู้จะเป็นเรื่องดีหรือมีจุดหมายเช่นไร

         

        ขณะคิดวุ่นวาย เสียงของชายฉกรรจ์ที่แสนคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่เบื้องหลังฮุ่ยจวินย่อมจดจำเสียงนี้ได้เป็นอย่างดี เสียงที่อบอุ่นและคอยเลี้ยงดูมันมาจนเติบใหญ่เสียงที่ในยุคปัจจุบันมันไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังอีกต่อไปแล้ว

         

        ท่านลุง

         

        “มิทราบว่าคุณชายท่านนี้มีธุระอันใดกับข้าหรือไม่"

         

        ฮุ่ยจวินใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาที่รื้อชื้นคนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหันหลังคืนกลับไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ด้วยฮุ่ยจวินในวัยสิบห้าสิบหกยังคงมีเคล้าความเป็นเด็กหนุ่มทั้งยังผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากจึงมีใบหน้าที่ซูบตอบ มีฝ้าแดดขึ้นเต็มใบหน้า ผมก็แห้งกรังขาดการบำรุงที่ดีทว่าฮุ่ยจวินในวัยยี่สิบสองปี ฮุ่ยจวินในอนาคตผู้นี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าเรียบเนียนผิวที่ดูกระจ่างใสขึ้น ผมประบ่าหยักศกเล็กน้อยดูมีน้ำหนักและสุขภาพดี พินิจดูให้ดีแม้แต่สตรีชาวบ้านชาวป่าหรือแม้แต่คุณหนูตระกูลดังยังต้องอาย ท่านลุงของมันเมื่อแรกพบเจอจึงมิอาจจดจำหรือคิดว่าเป็นหลานของตนได้

         

        ทั้งที่สมควรจะเป็นเช่นนั้นแต่เมื่อท่านลุงของฮุ่ยจวินได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มอย่างชัดเจน แววตาของท่านลุงก็พลันทอแววตื่นเต้นยินดีละคนงุนงงมันมองฮุ่ยจวินชั่วอึดใจก่อนทิ้งตัวคุกเข่าเกาะขาฮุ่ยจวินอย่างคนยินดีจนเสียสติ

        “ท่านหญิงท่านยังไม่ตาย ในที่สุดท่านก็กลับมา ของสำคัญที่สุดสองสิ่งของท่าน ข้าน้อยดูแลเป็นอย่างดีสิ่งหนึ่งนั้นซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครหาเจอ ส่วนอีกสิ่งกำลังโลดโผนอย่างอิสระทั่วปฐพีอย่างที่ท่านต้องการจะเห็น"

         

        ท่านลุงของฮุ่ยจวินกล่าวรัวเร็วจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ท่านลุงของมันเป็นอะไรเหตุใดจึงมีท่าทีเช่นนี้ต่อมัน นายหญิง สิ่งสำคัญสองอย่าง คำพูดที่ราวกับมิได้สตินี้คืออะไร

         

        ฮุ่ยจวินรีบคว้าร่างของท่านลุงขึ้นมาขณะจะออกปากเรียกท่านลุง มันก็พลันเก็บคำดังกล่าวไว้ในคอ ก่อนเปลี่ยนวาจา

        “ดูให้ดีเถิดข้าเหมือนนายหญิงหรือสตรีตรงไหน"

         

        ได้ฟังน้ำเสียงที่เป็นบุรุษท่านลุงของฮุ่ยจวินก็เหมือนได้สติ มันรีบคืนกลับสู่ความปกติอย่างตื่นตัว ราวกับพยายามปกปิดหรือลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แต่ถึงบุรุษวัยกลางคนจะคืนสติแล้ว จะพินิจมองฮุ่ยจวินอย่างถี่ถ้วนแล้ว มันก็ต้องแปลกใจอยู่ดีเพราะบุคคลที่มันนึกถึงมีเคล้าโครงใบหน้ารวมถึงรูปลักษณ์แววตาเหมือนกับบุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ผิดเพี้ยนราวกับถอดแบบกันมาก็ปาน

        “ท่านเป็นใครกันแน่"

         

        “ข้าเพียงหลงทางมา"

         

        “ท่านมาจากที่ใด”

         

        “เมืองหลวง"

         

        ท่านลุงของฮุ่ยจวินพินิจมองชายหนุ่มอย่างถี่ถ้วนด้วยแววความแปลกใจละคนสงสัยไม่เสื่อมคลายบุรุษหนุ่มตรงหน้านอกจากใบหน้าค่าตาจะเหมือนกับคนผู้นั้นแล้ว แววตาที่แสดงออกมาก็ให้ความรู้สึกราวกับคนเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

        “แล้วท่านจะไปที่ใดหรือ"

         

        “หลังเขาเถาหมิงซาน"

         

        ไม่ต้องกล่าวถึงใบหน้าอาศัยแค่การพบเจอครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งแววตาคู่นั้นของบุรุษหนุ่มที่มองดูตนก็เต็มไปด้วยความผูกพันธ์ที่อธิบายออกเป็นคำพูดไม่ได้ท่านลุงจึงได้หลุดปากกล่าวออกมาโดยไร้ความคิดหรือไตร่ตรองว่าคนผู้นี้จะมาดีหรือมาร้ายหรือไม่

        “ฟ้าเริ่มมืดแล้วเดินทางสู่เขาเถาหมิงซานตอนนี้มีแต่อันตราย หากไม่รังเกียจก็พักที่บ้านของข้าไปก่อนบ้านข้ามีห้องนอนของหลาน หลานทั้งสองของข้าไม่อยู่พอดี"

         

        กล่าวถึงหลานทั้งสองการคาดคำนวนช่วงเวลาของฮุ่ยจวินก็นับว่าไม่ผิดพลาด มันมาในช่วงเวลาที่ตนพาฮุ่ยไป๋นำขบวนมู่ผิงเยว่เดินทางสู่ทุ่งร้างจริงๆหรือจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือการตามหาร่องรอยของเทพดาเร้นกายนั่นเอง ฮุ่ยจวินรู้สึกเสียดายที่ตนคลาดกับฮุ่ยไป๋จนได้เพราะความตั้งใจของมันก็คือ หากฮุ่ยไป๋อยู่ที่นี่ มันจะฝืนอดีตรักษาเด็กหญิงมิให้ต้องทนทุกข์ทรมานกว่าที่เป็น

         

        ฮุ่ยจวินอยากถามต่อว่าตัวของตนในอดีตออกจากบ้านนานหรือยัง แต่จะเป็นที่น่าสงสัยจึงเพียงติดตามท่านลุงเข้าบ้านเท่านั้น

         

        ได้กินอาหารฝีมือท่านลุงอีกครั้งได้ร่วมสนทนากับท่านลุง ได้ทำในสิ่งที่เคยทำในอดีต หัวใจของฮุ่ยจวินก็คล้ายได้รับการเติมเต็มสิ่งที่ค้างคาเสมือนได้รับการปลอบประโลม ตำแหน่งดวงดาราที่อยู่จุดหัวใจเสมือนพบความหมายที่แท้จริงดวงดาราที่มันพึ่งทะลวงผ่าน อาจต้องใช้เวลายาวนานในการหาความเสถียรสมดุล แต่หลังจากได้กลับบ้านครอบครัวกลับเป็นพลังชั้นดีในการขัดเกลาจิตใจของมัน ดวงดาราทั้งหกที่ทะลวงมาจึงเข้าขั้นสู่สมดุลถึงขีดสุดขาดอีกไม่กี่กฎเกณฑ์ ขาดอีกเพียงไม่กี่ตัวแปร มันก็จะสามารถทะลวงขั้นพร้อมเข้าถึงมหาวิถีเจ็ดดาราที่แท้จริงได้เส้นทางสู่ดวงดาราทั้งเจ็ดเริ่มส่องแสงทอทอดอย่างรำไร

         

        ไม่น่าเชื่อว่าการคืนกลับสู่อดีตจะสามารถลบรอยบาดแผลที่ฝังลึกในใจของมันได้แม้นี่จะเป็นเหตุการณ์เพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ในอดีตมันต้องการที่จะทำตอบแทนท่านลุงทว่าไม่มีโอกาสได้ทำ

         

        คืนนั้นฮุ่ยจวินได้บังเอิญสัมผัสชีพจรท่านลุงมันรู้ดีว่าท่านลุงมีอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่มันในตอนนั้นไม่เป็นวิชาแพทย์ไม่รู้สีหน้าอาการของคน บัดนี้มันรู้แล้ว มันเป็นแพทย์ที่มีชื่อ มันจึงมีโอกาสได้รักษาท่านลุงแต่ทุกครั้งที่มันทำสิ่งใดที่ขัดต่ออดีต หากเป็นเรื่องเล็กจะเสมือนหนึ่งมีหนามแหลมคมกลางธาตุอากาศทิ่มแทงหากเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็จะเหมือนคมทวนพุ่งทะลวง ทั้งมีบางอย่างคล้ายจะกระชากร่างมันไปแม้มันแข็งแกร่งขึ้นมาก แม้จะทะลวงสู่ดาราดวงที่หกอย่างสมบูรณ์ มันก็มิอาจป้องกันสิ่งเหล่านั้นได้ทุกครั้งที่สัมผัสถึง สติก็คล้ายจะดับวูบลงในทุกที วังวนอันดำมืดคล้ายจะก่อตัวตลอดเวลาดีที่จิตใจของมันแข็งแกร่งเหนือสิ่งใด ทุกครั้งที่จะคืนกลับสู่วังวนก็มักเห็นประกายแสงสีทองบนผาอดีตมาเหนี่ยวรั้งเหล่านี้จึงยังพอพยุงให้มันไม่ตกสู่วังวนอันดำมืดนั่น

         

        ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มันรู้แล้วว่าการไปยุ่งกับอดีตจะเป็นอย่างไรมันอาจถูกกฎเกณฑ์ผลักใสให้คืนกลับ หรือไม่ก็ทำลายมันจนแตกดับได้ทุกเมื่อ

         

        คืนนั้นฮุ่ยจวินฝืนกฎเกณฑ์เล็กๆน้อยๆ ช่วยท่านลุง มันทำในสิ่งที่ตนมิอาจทำได้ในอดีต สนทนาจนได้รู้ความนัยบางอย่างที่หลุดจากปากที่พลั้งเผลอของท่านลุงใช้ช่วงเวลาที่ขาดหายไปซึมซับเอาความสุขที่มิอาจเกิดขึ้นอีก ใจมันคิดรั้งอยู่ที่นี่ให้นานขึ้นแต่เมื่อนึกถึงฮุ่ยไป๋ นึกถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ทำให้มันต้องรีบไปมีหลายสิ่งที่ค้างคารอให้มันไขความลับ มีบางสิ่งที่มันต้องการที่จะกระทำ มีบางคนที่มันต้องการสะสางเช่นนั้นเมื่อค่ำคืนแห่งความทรงจำในอดีตได้จบลง ฮุ่ยจวินก็ลาจากและมุ่งหน้าสู่เขาเถาหมิงซานทันที

         

        ปล่อยให้ท่านลุงของมันมองแผ่นหลังที่เลือนหายแล้วพึมพำออกมา

        “ท่านเป็นใครกันแน่”

        ก่อนที่บุรุษฉกรรจ์จะมองไปยังทิศทางบริเวณเชิงเขาเถาหมิงซานในจุดที่กองฟางตั้งอยู่

        “โลกนี้มีความบังเอิญได้แต่จะมีคนที่เหมือนกันขนาดนี้ได้หรือ”

         

        เสียงพึมพำมิอาจส่งไปถึงฮุ่ยจวินแต่สายตาของฮุ่ยจวินเองกลับตกอยู่ที่ฟางกองเดียวกับที่ท่านลุงมองมา ฟางกองนี้มีอดีตที่สลักลึกเป็นความทรงจำมันเก็บทารกหญิงได้จากที่นี่ ความรักความผูกพันธ์ที่ยากอธิบายได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกพบเจอนาง

         

        ฮุ่ยจวินมองฟางกองนั้นจู่ๆ ก็พลันนึกถึงคำกล่าวที่เลื่อนลอยของท่านลุง สิ่งสำคัญสองสิ่ง สิ่งหนึ่งถูกซ่อนเป็นอย่างดีเมื่อเอ่ยถึงถูกซ่อน ใต้ฟางกองนี้มีกล่องไม้ซ่อนอยู่ เป็นกล่องไม้ที่มันสะพายติดตัวไปตลอดแล้วพอหวนนึกถึงกล่องไม้นั่น ก็ค่อยรู้ตัวว่าไม่มีเวลาแม้แต่จะคืนกลับไปเอากล่องไม้ที่ตนซ่อนไว้ที่เขาเถาหมิงซานเมื่อคราที่ต้องช่วยไป๋เหิ่นซินกล่องไม้ที่ดูไม่มีอะไรนั่น ใช่มีปริศนาใดซุกซ่อนกันแน่

         

        “ท่านลุงท่านแม่ พวกท่านซ่อนสิ่งใดอยู่”

         

        ฮุ่ยจวินเดินทางไปยังเขาเถาหมิงซานอาศัยเส้นทางที่ตนพอจดจำได้อย่างเลือนราง รวมทั้งแกะร่องรอยติดตามรอยกีบม้าและเทียมเกวียนเมื่อดูจากร่องรอยเห็นได้ชัดเจนว่าขบวนที่ตนนำทางในอดีตได้เคลื่อนผ่านบริเวณนี้นานวันมากแล้วเมื่อคาดคะเนร่องรอยร่วมกับระยะเวลา ตอนนี้อาจเป็นตอนที่ตัวของตนในอดีตได้พาฮุ่ยไป๋ไปพบเทพดาเร้นกายแล้วก็เป็นได้

         

        เมื่อคาดเดาเช่นนั้นท่าร่างเหยียบม่านเมฆาจึงใช้ออกท่าร่างที่รวดเร็วทำให้มันเคลื่อนผ่านค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรของเทพดาเร้นกายได้อย่างไม่ยากเย็นทั้งที่ในอดีตเจ้าค่ายกลนี้พรากชีวิตเพื่อนร่วมขบวนของมัน พร้อมทั้งเล่นงานมันจนเลือดตาแทบกระเด็น

         

        ฮุ่ยจวินยังมุ่งไปข้างหน้าไม่หยุดพักผ่านศพคน ผ่านค่ายกล ผ่านทุ่งร้าง ผ่านกระท่อมเทพดาเร้นกาย ผ่านทุกสถานที่ที่ตัวมันกับฮุ่ยไป๋ในอดีตได้ดั้นด้นไปทุกร่องรอยมีความทรงจำ ทุกความทรงจำมีเหตุการณ์ ทุกเหตุการณ์มีทั้งความสุขและความเจ็บปวดสิ่งเหล่านี้กลับเป็นหนึ่งในตัวแปรที่มันเฝ้าค้นหาในมหาวิถีเจ็ดดารามาโดยตลอด เป็นตัวแปรที่มันมิอาจคาดคิดถึงและเป็นตัวแปรที่มันไม่อาจข้ามผ่านหากมิได้กลับมายังอดีตเช่นนี้ ทุกหนึ่งการเดินทางของมันจึงเสมือนเป็นการขัดเกลาฝีมือและมุ่งหาวิถีที่แท้จริงของดวงดาราทั้งเจ็ดได้เรื่อยๆ

         

        ตอนนี้เส้นทางทุกแห่งหนฮุ่ยจวินล้วนเคลื่อนผ่านมาหมดแล้วเหลือเพียงสถานที่ตรงหน้า สถานที่ที่มันใช้รักษาพิษให้แก่ฮุ่ยไป๋!

         

        ยิ่งใกล้ถึง ฝีเท้าของฮุ่ยจวินก็ยิ่งเร่งออกท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาทะลวงลมปราณเจ็ดดาราถึงขีดสุด เพราะในเสี้ยววินาทีนี้ มันได้สัมผัสถึงวจนะยุทธ์ที่แหลมคมกำลังแผ่พุ่งไปยังสิ่งสำคัญของมัน!

         

        ต่อให้ต้องเจ็บปวดจนร่างแตกดับแหลกรานเพราะฝืนกฎอดีตต่อให้ปัจจุบันสิ่งสำคัญนั้นไม่อยู่แล้ว แต่เมื่อตนอยู่ตรงนี้ เมื่อตนได้มีโอกาสมาอยู่ที่นี่ตนก็จะปกป้องนางจนสุดชีวิต

         

        ผู้ใดก็อย่าได้หวังว่าจะแตะต้องนาง!

         

         

         

         

         

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน