ภายในร้านจิ้นเหอที่มืดสลัว ผนังด้านหนึ่งเป็ตู้ลิ้นชักไม้ขนาดมหึมาที่มีตัวอักษรจีนสีทองจางๆ แปะอยู่ ชายวัยกลางคนสวมแว่นสายตาหนาเตอะกำลังง่วนอยู่กับการใช้ตาชั่งโบราณชั่งเศษไม้แห้งๆ
“เถ้าแก่ครับ รบกวนช่วยจัดชุดสมุนไพรต้มบำรุงหน่อย พอดี่นี้พักผ่อนน้อย”
เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นมองผ่านเล็นแว่น
“เอาตัวไหนล่ะ อาหนุ่ม? บำรุงกำลังหรือบำรุงเื? ถ้าทั่วๆ ไปก็มีโสม มีเก๋ากี้ จัดเป็ชุดให้ได้นะ”
“เอา 3 ชุด รบกวนที่ร้านมี “ดีปลี , ดอกบัวหิมะแห้ง กับ เกลือหิมาลัย พอจะมีไหมครับ?”
เถ้าแก่เ้าของร้านยาจีนขยับแว่นสายตา
“หืม? สูตรใครให้มาน่ะอาหนุ่ม?” เถ้าแก่ถามเสียงเรียบแต่แฝงความฉงน “ดอกบัวหิมะกับดีปลี... มันร้อนตัดเย็น แถมจะเอาเกลือชมพูนั่นอีก
ธานนิ่งมองเถ้าแก่ที่ละมือจากคันชั่ง เดินตรงไปยังลิ้นชักไม้ตู้ยาจีนขนาดมหึมา นิ้วที่หยาบกร้านลูบไล้ไปตามขอบลิ้นชักที่สลักตัวอักษรจีนสีทองจางๆ ก่อนจะชะงักปลายนิ้ว
บัวหิมะแห้งน่ะพอมี อั๊วเก็บใส่โหลอย่างดี เอาของป่าแท้ หรือเอาแค่ของปลูกล่ะ ปกติเขาเอาไว้แก้ปวดข้อ บำรุงเส้นเอ็น หรือให้พวกผู้หญิงต้มกินแก้ขัดเบา"
เขาหันกลับมามอง
"ส่วน ดีปลี อั๊วก็มี แต่มันเป็ยาฤทธิ์ร้อน ขับลม แก้ธาตุพิการ ปกติเขาไม่ต้มรวมกับบัวหิมะที่เป็ยาเย็นกันหรอก มันผิดตำรับ
เถ้าแก่เว้นจังหวะพลางเดินไปหยิบโหลแก้วที่มีดอกไม้แห้งสีขาวนวลทรงพุ่มสวยออกมาวางบนเคาน์เตอร์ไม้
“เอ้า นี่ไงดอกบัวหิมะแห้ง ดอกหนึ่งก็ราคาเอาเื่อยู่ จะเอาแบบคัดพิเศษ หรือแบบคละๆไปล่ะ”
“เอา 3 ดอกพิเศษคัดสวยๆ แล้วก็ดีปลีแห้งถุงหนึ่ง กะว่าเอาไปต้มรวมกันพอให้ฤทธิ์มันอุ่นพอดี ไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป เถ้าแก่จัดให้หน่อย”
เถ้าแก่เ้าของร้านยาจีนขยับแว่นสายตาพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปหยิบถุงกระดาษมาวางเรียงไว้บนเคาน์เตอร์ มือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่ยังคงความคล่องแคล่วเริ่มหยิบสมุนไพรจากลิ้นชักไม้บานต่างๆ ออกมาชั่งอย่างชำนาญ เสียงลูกตุ้มเหล็กกระทบกับจานตาชั่งดัง กริ๊ก... กริ๊ก... เป็จังหวะสม่ำเสมอ
“ลื้อนี่ตาถึงนะอาหนุ่ม สมัยนี้หาคนรู้จักใช้ของดีแบบนี้น้อยลงทุกที โดยเฉพาะ บัวหิมะป่า นี่อั๊วคัดให้เองกับมือ ดอกละสี่ร้อย 3 ดอกก็พันสองเข้าไปแล้ว... ของพวกนี้มีฤทธิ์เย็นจัด ช่วยทะลวงจุดสกัด บำรุงเส้นเอ็นกับไขข้อให้แข็งแรง แถมยังช่วยฟอกเืให้สะอาด สรรพคุณมันล้ำลึกนัก ถ้าลื้อเอาไปต้มรวมกับดีปลีที่เป็ยาฤทธิ์ร้อนได้ถูกจังหวะ มันจะกลายเป็ยาปรับสมดุลธาตุชั้นยอดเลยล่ะ
“ครับ” ธานยิ้มบางๆ
“ดีแล้วๆ รักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาตินี่แหละยั่งยืนที่สุด”
เถ้าแก่พยักหน้า มือดีดลูกคิดเสียงดัง แปะ แปะ พลางรวบห่อยาเข้าด้วยกัน ยาบำรุง 3 ชุดนี่อั๊วจัดตัวดีให้เลยนะ มีทั้งโสมแผ่นกับเก๋ากี้เกรดเอ ชุดละร้อยห้าสิบ 3 ชุดก็สี่ร้อยห้าสิบ... บัวหิมะป่า 3 ดอกนั่นพันสอง ดีปลีกับเกลือชมพูอีกนิดหน่อย ทั้งหมดก็ หนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบบาท
เถ้าแก่นิ่งไปนิดหนึ่ง มองดูห่อกระดาษยาที่วางเรียงรายก่อนจะปัดเศษทิ้งตามนิสัยคนค้าขายใจดี
“เอ้า! เห็นว่าลื้อซื้อเยอะ แถมคุยกันถูกคอ อั๊วคิดแค่ หนึ่งพันเจ็ดร้อยถ้วน ก็แล้วกัน
ธานรับห่อยาที่ถูกมัดด้วยเชือกป่านอย่างประณีตมาไว้ในมือ ธานกดโทรศัพท์สแกนจ่ายตามยอด“ขอบคุณครับเถ้าแก่”
ธานเตรียมตัวจะเดินออกจากร้าน แต่เขาก็หยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองชายวัยกลางคนอีกครั้ง
“อากาศวันนี้ดีจนอยากให้เป็แบบนี้ตลอดไปเลยนะครับ... แล้วถ้าพรุ่งนี้มีอะไรเกิดขึ้น…อย่าเพิ่งรีบออกมาจนกว่าจะได้ยินว่าข้างนอกสงบแล้ว…”
เขาทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้เถ้าแก่นั่งงงอยู่ท่ามกลางความเงียบ “อาหนุ่มนี้แปลกดี พรุ่งนี้?”
ธานยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา: 09:45 น.
เขามีเวลาเหลือไม่มากสำหรับการเตรียม ‘รากฐานมานา’
ในชีวิตก่อนหน้านี้ การที่คนส่วนใหญ่กลายเป็สัตว์ประหลาดทันทีที่ศิลาโอเบลิสก์ปรากฏ ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่มันคือปฏิกิริยาที่เรียกว่า 'มานาพลาสมา'
ร่างกายมนุษย์มีพลาสมาเป็ส่วนประกอบหลักของเื เหมือนแม่น้ำที่เป็ทางหลวงหล่อเลี้ยงชีวิต แต่สำหรับมนุษย์ยุคนี้ พลาสมาเ่าั้ไม่ได้ใสสะอาด มันเต็มไปด้วยสิ่งตกค้างจากอาหารขยะ สารเคมี และความเสื่อมโทรมที่สะสมมานาน เมื่อมานาความเข้มข้นสูงไหลทะลักเข้าสู่กระแสเื มันไม่ได้เข้าไปเป็พลังงาน แต่มันทำหน้าที่เป็ 'ตัวเร่ง' ที่รุนแรงจนเปลี่ยนพลาสมาที่ปนเปื้อนให้กลายเป็พิษ
เืในกายที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับกลายเป็สารกัดกร่อนที่เน่าเสียและเดือดพล่านจากข้างใน ร่างกายที่ทนรับปฏิกิริยานี้ไม่ไหวจึงแตกสลาย และสิ่งที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่คนอีกต่อไป แต่เป็เพียงร่างกลายพันธุ์ที่ถูกความหิวกระหายและสัญชาตญาณสัตว์ป่าเข้าครอบงำจนหมดสิ้น
แต่จากบันทึกอคาซิค ธานรู้ความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น: "มานาไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้น"
ความจริงแล้ว มานาค่อยๆ รั่วไหลออกมาจากรอยแยกมิติตามธรรมชาติมานานนับพันปีในปริมาณที่เบาบางมาก มนุษย์ทั่วไปััไม่ได้ แต่พืชสมุนไพรที่มีอายุยืนยาวหรือแร่ธาตุบางชนิดที่ถูกทิ้งไว้นานๆ มีคุณสมบัติในการดูดซับและกักเก็บพลังงานนี้ไว้โดยธรรมชาติและของทั้ง 3 อย่างที่ได้มานั้นคือกุญแจสำคัญในการเข้าสู่ สภาวะต้นกำเนิด ในการสร้างรากฐานมานาขึ้นมา
ขั้นตอนลับที่ถูกบันทึกไว้เพื่อเตรียมร่างมนุษย์ให้กลายเป็ปราการที่ไม่มีวันพังทลาย มันคือการสร้าง รากฐานมานา ขึ้นใหม่ในระดับอณูเซลล์ เพื่อให้ทนทานต่อการแทรกซึมของมานาที่กำลังจะปะทุขึ้นในอนาคต
แต่ทว่าของ 3 สิ่งในตอนนี้ พวกมันยังคงสภาพเป็เพียงสมุนไพรพื้นบ้านธรรมดาที่ไร้ค่าในสายตาผู้คน มันเป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นที่รอคอยเวลา... จนกว่าพวกมันจะดูดซับมานาเข้มข้นจนวิวัฒนาการไปสู่ระดับที่เหนือกว่ายาสามัญและนั้นคือสิ่งที่ธานคาดหวังอยู่
เวลา 11:30 น.
ธานกลับมาถึงห้อง เขาจัดการปิดม่าน ล็อกประตูแ่า แล้ววางห่อสมุนไพรลงบนโต๊ะไม้ กลิ่น หอมจางๆ คล้ายใบชา ของดอกบัวหิมะแห้งลอยขึ้นมาแตะจมูกได้เพียงครู่เดียว ก็ถูกกลิ่น ฉุนกึกแสบจมูกแบบพริกไทยของดีปลีพุ่งเข้ากระแทกจนเขาต้องพ่นลมหายใจทิ้ง กลิ่นร้อนแรงคล้ายพริกไทยป่นผสมกับกลิ่นแห้งๆ ของดอกไม้ตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ธานสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
เขาแกะห่อสมุนไพรออก วางดอกบัวหิมะแห้งลงบนโต๊ะเบามือ ดอกไม้ที่แห้งได้ที่ต้องยังคงรูปทรงกลีบดอกที่สมบูรณ์ ไม่แตกละเอียดเป็ผง เนื้อััเมื่อไล้นิ้วผ่านจะรู้สึกกรอบแห้งแต่ไม่กรอบจนเป็ผง เขาใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หยิบกลีบดอกขึ้นมาบี้เบาๆ จนแตกออก กลิ่นหอมเย็นคล้ายดอกไม้แห้งแตะจมูกขึ้นมาทันที เป็กลิ่นสะอาดที่บอกว่าสมุนไพรนี้ยังเก็บรักษาคุณภาพไว้ได้ดี
ในสายตาคนยุคนี้ มันก็เป็แค่สมุนไพรหายากที่มีไว้ทำยาต้มราคาแพง เขาจ้องมองกลีบดอกบัวหิมะแห้งที่บี้แตกออก เผยให้เห็นเส้นใยสีขาวนวลและละอองเกสรที่ยังทอประกายจางๆ อยู่ลึกสุดของกลีบดอก แต่ใครจะรู้ว่าหากมันได้รับมานาในปริมาณที่พอเหมาะและถูกจังหวะ...
ธานนั่งมองสมุนไพรบนโต๊ะ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหา กิ่ง บรรณารักษ์สาวจากหอสมุดแห่งชาติที่มักจะช่วยเขาทำเื่เบิกจ่ายพัสดุเสมอ
ธาน: "กิ่ง... พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าเวรแทนฉันนะ"
กิ่ง: (เสียงในสายดูแปลกใจ) "อ้าว ทำไมล่ะ? ฉันก็จัดตารางให้แล้วด้วยนะ"
ธาน: "พรุ่งนี้หยุดงานซะกิ่ง ลาป่วยหรือลาพักร้อนก็ได้ แล้วพาพ่อกับแม่ไปอยู่บนดาดฟ้าที่บ้าน หรือที่ไหนก็ได้ที่เป็ห้องทึบๆ... อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด"
กิ่ง: "นายเป็อะไรหรือเปล่า…ธาน? เสียงนายน่ากลัวนะเนี่ย หรือว่านายไปรู้อะไรมา? ข่าวการเมืองจะมีการประท้วงเหรอ?"
ธาน: (เงียบไปอึดใจ) "เชื่อฉันเถอะ... พรุ่งนี้โลกจะไม่อ่อนโยนกับคนดีๆ แบบเธอหรอก แค่นี้นะ"
ธานกดวางสายโดยไม่รอฟังคำถามต่อ เขาทำหน้าที่เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้แล้ว ที่เหลือคือโชคชะตาของเธอเอง ความอบอุ่นจางๆ จากน้ำเสียงของเพื่อนที่หวังดีกับเขาเสมอมา มันอาจเป็เสียงสุดท้ายที่จะมีโอกาสได้ยิน
ธานมองดูรูปถ่ายในกระเป๋าสตางค์ เป็รูปเด็กสาวผมสั้นกุด ผิวเข้มจากการตากแดด สะพายเป้ใบเขินที่มีค้อนธรณีวิทยาเหน็บอยู่ข้างๆ เธอแตกต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่เขาสันโดษอยู่ในกองหนังสือ รินกลับเลือกที่จะปีนป่ายไปตามหน้าผาเพื่อขุดหาความจริงของโลก
เขากดโทรออกวิดีโอคอล เบอร์ที่ตั้งชื่อไว้ว่า "ยัยตัวแสบ"
ริน: “ว่าไงพี่? โทรมาได้จังหวะเป๊ะ รินกำลังจะแบกหินลงดอยพอดีเนี่ย มีไรป่ะ?”
ธาน: “ลงจากดอยไหน? แถวสะเมิง หรือเปล่า?”
ริน: “เออดิพี่ ทางน้ำเก่า แถวนี้แหละ... แต่พี่ รินเจอหินก้อนนึงโคตรแปลก ก้อนแค่นิดเดียวแต่หนักหยั่งกะตะกั่ว สีม่วงๆ ข้างในเหมือนเรืองแสงได้ด้วยนะ จับนานๆ แล้วรู้สึกจี๊ดๆ เหมือนโดนไฟสถิตเลย
ธาน: "ริน ทิ้งมันไป" ธานสั่งเสียงเข้มจนสั่นพร่า เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะสะกดกลั้นความร้อนรนในน้ำเสียง "อย่าใส่เป้ อย่าแตะต้องมันอีกเด็ดขาด... ฟังพี่นะ รินต้องลงจากดอยเดี๋ยวนี้ กลับเข้าเมือง”
ริน: “หะ? พี่เป็อะไรเนี่ย? กว่าจะเดินเท้าขึ้นมาถึงนี่มันเหนื่อยนะพี่”
ธาน: “ริน พี่ประหยัดแทบตาย ส่งแกเรียนธรณีฯ ให้ไปเอาตัวรอด ไม่ใช่ไปตายเพราะหินก้อนเดียว! พรุ่งนี้โลกแม่งจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่พี่ทำมาทั้งหมดมันเสียเปล่า... ทำตามที่บอก อย่าดื้อ”
รินนิ่งไปครู่หนึ่ง “...พี่เครียดไรป่ะเนี่ย? ทำงานหอสมุดจนหลอนหรือไง?”
ธาน: “พี่ไม่เคยล้อเล่นเื่ชีวิตริน! ถ้าเชื่อพี่... กลับเข้าเมือง ไปรวมกลุ่มกับพวกเด็กแพทย์หรือพยาบาลไว้ พวกนั้นมีเครื่องมือ มีออกซิเจน มีตึกที่สะอาด...
ริน: “เออๆ! เข้าใจแล้ว พี่ใจเย็นก่อน รินจะลงเดี๋ยวนี้แหละ... แต่หินนี่รินขอเก็บใส่กล่องตะกั่วไว้ก่อนนะพี่ มันเสียดาย...”
ธาน: “ริน!”
ริน: “โอเคๆ! ทิ้งก็ทิ้ง! พี่นี่นะ...บทจะเฮี้ยนก็เอาเื่ พรุ่งนี้เจอกันในวิดีโอคอลละกัน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น รินด่ายับแน่บอกเลย”
ธานกดวางสายทันที เขาไม่รอให้เธอเปลี่ยนใจ หน้าที่ในฐานะพี่ชายสิ้นสุดลงแค่นี้ ที่เหลือคือสัญชาตญาณของรินเอง เขาหันกลับมามองสมุนไพรบนโต๊ะ ความร้อนในร่างกายเริ่มปะทุขึ้นจนเหงื่อซึมตามรูขุมขน
ความร้อนรุ่มนี้ไม่ใช่พลังจากที่ไหน... มันคือความกังวลที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เขาห่วงน้องสาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่... ในชีวิตก่อน เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะเตือนหรือติดต่อเธอได้เลยด้วยซ้ำ ไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง