ตาเฒ่าลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปแบบกระอักกระอ่วน “เอ่อออา~....ห้าร้อยแก่นผลึก!” แต่ก็ตามมาด้วยเสียงขบฟันดังกรอด ‘สมองเ้าเด็กคนนี้มันทำด้วยอะไรกัน? นี่ข้าเสียแก่นผลึกไปแล้วตั้งสองพันแก่นผลึก หากไม่ชนะหมากตานี้ ข้าจะเลิกเล่นกับเ้าเด็กบ้าคนนี้เสีย!”
แน่นอนว่าในโลกเก่าของเฟยอวิ๋นหลังจากที่ล่าศีรษะเก็บแต้มจากผู้คนบนสังเวียนเืมานานเขาก็ได้รับโอกาสที่ยากปฏิเสธ เมื่อได้เข้าร่วมเป็มือสังหารลับระดับสูงของฝ่ายพันธมิตรซึ่งมีมือสังหารอยู่ในสังกัดเกือบหนึ่งพันคน เขาเองก็เป็หนึ่งในนั้นและยังอยู่ในระดับขั้นสูงสุดของมือสังหารจำนวนทั้งหมดเพื่อทำการออกล่าสังหารกลุ่มต่อต้านฝ่ายฏ
เหตุเพราะว่าเขาเป็บุคคลที่มีระดับมันสมองอันดีเยี่ยมและความทรงจำที่เป็เลิศ กระทั่งยังสามารถใช้อาวุธได้แทบทุกประเภทอย่างชำนิชำนาญอีกด้วยและยิ่งได้มาอยู่ในโลกใบนี้หลังจากได้รับการบำรุงร่างกายจากโอสถทิพย์ของท่านบรรพชนลู่ด้วยแล้วความปราดเปรื่องฉับไวในการเรียนรู้ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณมากขึ้นไปอีก
“ท่านปู่ลี ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่? แค่สองพันแก่นผลึกก่อนหน้ามันนับเป็อะไรได้สำหรับท่าน แต่ห้าร้อยผลึกที่จะพนันนี้ข้าขอเป็แก่นผลึกอสูรระดับหลอมแก่น!” เฟยอวิ๋นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางมองจ้องไปที่ใบหน้าอันเขียวคล้ำของฝ่ายตรงข้าม
ทันใดนั้นเสียงด่า ‘บัดซบ!’ก็ดังขึ้นในใจของตาเฒ่าลีทันทีหลังจากที่เฟยอวิ๋นพูดเงื่อนไขไม่น่าฟังออกไป แต่ทว่ามืออันสั่นเทาก็ดันไม่ฟังคำสั่งเสียอย่างงั้นกับหยิบหมากลงกระดานตรงหน้าไม่หยุดเช่นกัน ถึงแม้แก่นผลึกเหล่านี้ มันจะอยู่ในระดับต่ำต้อยสำหรับเขาแต่ก็ใช่ว่าจะต้องเสียหน้าให้เด็กน้อยคนนี้เช่นนั้นหรือ?หากท่านบรรพชนลู่รับรู้เื่นี้เข้า เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน ที่ตนเองต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กน้อยกำลังหัดเดินหลังจากนั้นก็ขบฟันกล่าวออกมาอย่างไม่เต็มใจ
“ได้!...ข้าตกลง!”
เฟยอวิ๋นได้แต่ยกยิ้มอยู่ในใจหัวเราะคิกคักหลังจากหมากกระดานตรงหน้าเล่นผ่านไปได้ไม่นานตาเฒ่าเมฆหมอกก็ลอยออกไปนอกถ้ำอย่างอารมณ์เสียแบบสุดๆ
“อืมม...แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรระดับสามนี้มันหอมหวานเสียจริงหึหึ...แต่ทว่ามันก็ต้องใช้สำหรับผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาในระดับหนึ่งดาราเพียงเท่านั้นเฮอะ! แต่ถึงยังไงข้าก็เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน” เฟยอวิ๋นสุดหายใจยาวลึก
“วันนี้อากาศดีสุดๆ ถ้าเช่นนั้นข้าไปออกกำลังกายเล่นดีกว่า”
หลังจากนั้น เฟยอวิ๋นก็ะโลงไปยังเบื้องล่างของหน้าผาทันทีโดยที่ตาเฒ่าเมฆหมอกยืนมองดูอยู่ไกลๆ พร้อมกับมือลูบคางไปมา “เ้าเด็กคนนี้มันเคยกลัวตายบ้างหรือเปล่านะ?”เขาพลางเอ่ยพึมพำกับตัวเอง ในขณะที่มองเฟยอวิ๋นกำลังไต่เถาวัลย์ ที่ขนาดของมันใหญ่เท่ากับต้นขาและก็เหนียวพอๆ กับโซ่เหล็ก ไต่ด้วยความเร็วลงไปยังเบื้องล่างของยอดเขาอย่างว่องไว
การที่จะสามารถเหาะเหินเดินบนอากาศได้นั้นเหล่าผู้บ่มเพาะจำต้องมีพลังปราณิญญาอยู่ใน ‘ระดับสามดารา’เท่านั้นขึ้นไป เพราะว่าพลังปราณิญญาในระดับนี้มีความหนาแน่น และสูงส่งเป็อย่างมากแต่ทว่าในระดับพลังปราณิญญาที่ต่ำลงมา พวกเขาจำเป็ต้องใช้ ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’ หรือไม่ก็ ‘เวทวงแหวนดาราจักร’ ซึ่งใช้ได้สำหรับผู้ที่ศึกษาและเรียนรู้เคล็ดวิชาธาตุเวทเพียงเท่านั้น เพื่อที่จะเดินทางได้ในระยะไกล
อีกอย่างก็คือ พึ่งพา ‘สัตว์อสูริญญา’ ทั่วไปบางชนิดแต่ก็ยังมีผู้บ่มเพาะบางคน ที่มีพร์ และพลังความสามารถเหนือล้ำเกินผู้ใดอาจนำสิ่งที่แปลกประหลาดแตกต่างจากผู้อื่น เพื่อนำมาเป็พาหนะขับเคลื่อนของตัวเอง
แต่การใช้ ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’เพื่อเหินบิน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็พวก ‘กระบี่’ เสียส่วนใหญ่ ในบรรดาผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาด้วยกัน และอีกอย่าง ‘เวทวงแหวนดาราจักร’ สำหรับผู้ที่เรียนรู้ ‘เคล็ดวิชาธาตุเวท’ นั้นออกจะสิ้นเปลืองพลังปราณิญญาเป็อย่างมาก เพราะมันต้องใช้พลังปราณิญญาเหนี่ยวนำส่งถ่ายเข้าไปและเพื่อที่จะควบคุมพวกมันได้อย่างสมบูรณ์แต่ถ้าหาก้าเพิ่มความเร็วที่มากขึ้นเท่าตัวก็จำต้องรีดเร้นพลังส่งผ่านสู่พาหนะขับเคลื่อนเป็อย่างมาก และการกระทำเช่นนั้นจะเป็การสิ้นเปลืองพลังปราณิญญาที่แสนจะฟุ่มเฟือยโดยแท้
ถึงแม้ว่าจะเป็เช่นนั้นเหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาเอง ก็ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งแต่ทว่าราคาที่จะจ่ายของมันนั้น ออกจะแพงจนอาจเป็ลมได้ นั้นก็คือ ‘เรือเหาะเวทิญญา’ ที่พวกเขาต้องใช้พลังงานจาก‘สัตว์อสูริญญาเวท’ มาทำการหลอมสร้างขึ้นและมันยังถูกสลักไปด้วยอักขระเวทเพิ่มเติมเข้าไปด้วยอีกเช่นกัน
วันเวลาประดุจธารน้ำที่ไหลไปอย่างยาวไกลไม่มีหยุดั้แ่ที่เฟยอวิ๋นได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
เด็กหนุ่มผิวขาวราวกับหยกเนื้อดี เส้นผมสีดำขลับพลิ้วไหวสยายหยอกล้อสายลมดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก พร้อมกับหน้าตาที่ดูอิ่มเอิบ โครงหน้าก็หล่อเหลาจนสาวกรี๊ดสลบหากว่าเมื่อเขาได้สวมอาภรณ์อันงดงามแล้วนั้น ก็ยิ่งทำให้รัศมีเปล่งประกายเจิดจ้า ขับเน้นสง่างามมากยิ่งขึ้น
แต่ทว่าตอนนี้ เขามีเพียงเสื้อผ้าขาดเก่าราวกับขอทานเสื้อแขนสั้นที่คลุมทับอยู่อีกชั้น ก็ยังเป็หนังสัตว์เก่าๆ ราวกับเป็ของหายากที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลก
“ท่านปู่ลี!” เสียงแว่วใสดังมาแต่ไกล
เมื่อร่างนั้นะโโผล่พ้นออกมาจากขอบของหน้าผา และลงยืนเหยียบบนพื้นลานหินอย่างเงียบเชียบทั่งยังยืนอย่างมั่นคงสง่างามราวกับเทพ์ พร้อมกับเผยรอยยิ้มกว้างที่หาได้ยากยิ่ง
“วันนี้เ้าไปทีแห่งใดมา?” ตาเฒ่าลีเอ่ยถามด้วยเสียงเข้มเ็า
“ข้าไปที่ยอดเขาลูกที่สองมา”เด็กหนุ่มกล่าวพลางชี้นิ้วไปยังที่ไกลลิบลับที่มองเห็นเพียงลางๆ ในครรลองสายตา
ตาเฒ่าลีที่กำลังนั่งดื่มชา และไม่รู้ทำอิท่าไหน เพราะชาที่ดื่มลงไปกลับหายไปโดยไม่หยดลงพื้นแม้แต่หยดเดียวแต่ทว่ามันกับหายไปในระหว่างที่เขากลืนมันลงคอ ขณะกำลังนั่งเล่นหมากล้อมอยู่คนเดียวส่วนท่าทีนั้นก็ดูเคร่งขรึมจริงจังน่าดู ก่อนพลางจะเงยหน้าหันมองไปตามเส้นทางที่ปลายของเด็กหนุ่มชี้ไป แล้วยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
ทิศทางที่เฟยอวิ๋นชี้ไป มียอดเขาน้อยใหญ่มากมายนับไม่ถ้วนแต่ทว่ายอดเขาเ่าั้ พวกมันก็มีความสูงต่ำที่แตกต่างกันออกไปมากมาย ในระยะห้าร้อยลี้โดยประมาณจะมียอดเขาที่สูงที่สุดรายล้อมพวกเขาแต่ความสูงนั้นก็ไม่อาจเทียบเคียงกับยอดเขาหลักของถ้ำพำนักแห่งนี้ได้
“แล้วเ้าได้สิ่งใดกลับมา” ตาเฒ่าลีเพียงปลายตามองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าได้แก่นผลึกระดับอสูรก่อแก่นมายี่สิบแก่นและแก่นผลึกอสูรระดับปฐีมาหนึ่งแก่น มันเป็ของอสรพิษดำขอรับท่านปู่ลี”เฟยอวิ๋นตอบกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ก่อนที่บนฝ่ามือของเขาจะส่งประกายแสงเรืองรอง ปรากฏแก่นผลึกสีเขียวยี่สิบชิ้นทว่ากับมีแก่นสีเขียวที่มีขนาดใหญ่กว่าชิ้นอื่นอยู่หนึ่งแก่น
“ฮ่ะ!!!...แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรระดับปฐีหนึ่งชิ้นอย่างงั้นเหรอ!”ตาเฒ่าลีอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อรู้สึกใเล็กน้อยกับผลงานในครั้งนี้ของเฟยอวิ๋น
‘แก่นผลึกของสัตว์อสูรปราณธาตุระดับปฐี’ ใช่ว่าเด็กหนุ่มอย่างเฟยอวิ๋นจะสามารถสังหารมันลงได้ และนำกลับมาเพราะพลังปราณิญญาของเขาในตอนนี้ อยู่เพียงแค่ ‘ระดับหลอมแก่นิญญาขั้นที่สาม’เพียงเท่านั้น
ทว่าแก่นผลึกที่แตกต่างจากชิ้นอื่นที่เขาได้มา
มันเป็แก่นผลึกของ ‘สัตว์อสูริญญาธาตุ’ที่อยู่ในระดับสี่ซึ่งอยู่ในระดับพลังปราณิญญาขั้นที่สูงกว่าเฟยอวิ๋นอย่างมาก
แต่ก็นับว่าเด็กหนุ่มก้าวหน้ารวดเร็วมากพอสมควรเพราะเพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาก็ก้าวข้ามผ่านไปได้ถึงสองขั้น ในขอบเขตของ ‘พลังปราณิญญาธาตุขั้นพื้นฐาน’ใน ‘ขั้นที่สาม’ ของระดับ ‘หลอมแก่นิญญา’ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ‘แปดขั้น’!
“เฟยอวิ๋นเ้าสังหารมันได้ยังไงกัน?” ตาเฒ่าลีเอ่ยถามอย่างสงสัย
“คือว่า...เอ่ออ...เ้าสัตว์อสูริญญาธาตุตัวนี้มันไล่ล่าข้ามาหลายชั่วยามแต่เผอิญ่เวลาที่ข้าวิ่งหนี ก็พบเจอกับฝูงของหนูเพลิงเข้าซึ่งพวกมันกำลังกินซากศพของกวางเขาดาบอยู่ ข้าก็เลย...”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” แม้เด็กหนุ่มจะไม่กล่าวจบประโยคแต่ทว่าท่านปู่ลีก็หัวเราะเสียงดังออกมาอย่างชอบใจ เพราะสิ่งที่เขาคาดเดานั้นที่อาจจะเป็ไปได้ก็คือ
เฟยอวิ๋นวิ่งหนีมันมาหลายชั่วยาม แต่เผอิญได้พบกับฝูงหนูเพลิงเข้าที่กำลังจัดบุฟเฟ่ต์ชุดใหญ่ ร่วมกันแทะกินซากศพของกวางเขาดาบอยู่ดังนั้นอาจเป็ไปได้ว่า เฟยอวิ๋นวิ่งหลอกล่อให้สัตว์อสูริญญาธาตุระดับสี่ตัวนี้ตกอยู่ในวงล้อมของหนูเพลิงเข้าอย่างงงๆ
และถึงแม้ว่าหนูเพลิง มีระดับพลังอยู่เพียงแค่สัตว์อสูรระดับก่อแก่นซึ่งอยู่ในขั้นที่สองแต่ทว่าหากพวกมันทั้งยี่สิบตัว ช่วยกันรุมกระทืบสัตว์อสูริญญาธาตุที่มีระดับสูงกว่านั้นขึ้นไปอีกหนึ่งหรือสองขั้น ก็นับว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดจะเก่งมาจากไหนถ้าหากว่าโดยรุมขนาดนั้น ถือได้ว่าเป็ปัญหาใหญ่ได้เช่นกันหากแม้นจะไม่ตกตายลงด้วยอุ้งเท้าทั้งสี่สิบคู่ของหนูเพลิงและฟันอันแหลมคมของพวกมัน แต่ทว่าก็เพียงพอที่จะทำให้อสรพิษดำ มันาเ็สาหัสแล้วเลื้อยคลานหนีป่าราบกระเจิดกระเจิงปางตายไปในที่สุด
“แล้วเ้าก็ลงมือสังหารหนูเพลิงทั้งหมดที่กำลังาเ็จากการต่อสู้หลังจากนั้นเ้าก็ตามล่าไปสังหารอสรพิษดำใช่หรือไม่?”
ท่านปู่ลีพลางกล่าวแย้มยิ้มออกมา
เฟยอวิ๋นได้แต่เกาศีรษะยิกๆ ของตนใบหน้าที่ใสซื่อแปรเปลี่ยนเป็แดงซ่านดูเขินอายเล็กน้อย
หลังจากนั้นชายชราก็ผายมือออกมาข้างหนึ่งบนฝ่ามือของเขาปรากฏกำไลแขนสีเงินขึ้น ซึ่งกำไลแขนวงนี้เป็ของท่านปู่หยางซุนจี้ที่ได้มอบเอาไว้ให้กับเด็กหนุ่มก่อนหน้านั้นที่จะเกิดศึกนองเืและท่านบรรพชนลู่ก็ได้ฝากเอาไว้ให้ ภายในนั้นยังมีแก่นผลึกิญญาธาตุอสูรระดับก่อแก่นอยู่หนึ่งร้อยชิ้นอีกด้วย!
เฟยอวิ๋นรับกำไลแขนสีเงินนั้นมา จ้องมองด้วยความฉงนใจครู่หนึ่งพร้อมกับส่งจิติญญาััเข้าไปตรวจสอบทว่าเขากับเก็บเอาไว้ในอกเสื้อยังไม่สวมใส่มันทันที
ถึงแม้ว่าแก่นผลึกที่กองอยู่ภายในนั้นจะเยอะมากก็ตาม และหากว่าเขาใช้ดูดซับแล้วมันสามารถตัดผ่านพลังปราณิญญาเข้าสู่ระดับสูงก็จริง แต่เด็กหนุ่มกับมีความคิดอีกแบบนั้นคือเขาจะลองต่อสู้ฝ่าฟันด้วยตนเองดูก่อน ไม่ใช่ว่าเขา้าอวดดีอะไร แต่เพราะว่าอยากจะเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเองมากขึ้นในการต่อสู้บนโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้
ถ้าว่าทรัพยากรเ่าั้หากเขา้ามันจริงๆไม่ว่าจะเป็ระดับใดก็ตาม มีหรือที่ท่านปู่ลีจะไม่ยอมมอบไห้เขาเพราะแก่นผลึกมากมายไม่ว่าจะเป็ระดับต่ำ จนกระทั่งไปถึงระดับสูงกว่านี้ตามที่เฟยอวิ๋นคาดการณ์เอาไว้คร่าวๆ ชายชราคงมีไว้ในเป็จำนวนมาก!
สีหน้าของท่านปู่ลีที่มองการกระทำของเฟยอวิ๋นเขาพลางพยักหน้าขึ้นลงสองสามครั้ง พร้อมกับกล่าวชื่นชมอยู่ในใจ
หลังจากนั้น เด็กหนุ่มก็ปลีกตัวเดินเข้าไปในถ้ำหินทันทีก่อนที่เขาจะเดินลัดเลาะไปยังโถงถ้ำอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็คือ“ห้องโอสถ” เด็กหนุ่มมักใช้เวลาว่างที่เหลือเรียนรู้การใช้สมุนไพรรวมไปถึงการทดลองฝึกฝนการปรุงโอสถในระดับต้น และหากมีเวลามากพอเหลือเล็กน้อยเขาเองก็มักจะไปยังห้องโถงศิลาอีกที่ซึ่งเป็สถานที่สำหรับหลอมสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆซึ่งห้องโถงนี้มันใหญ่โตกว้างขวางเป็อย่างมาก นั้นก็เพื่อจะฝึกปรือฝีมือของตนในการหลอมสร้างอาวุธหลากหลายประเภท
.
.
.
.
.
………………………………