เมื่อหลินเสวี่ยจู๋นึกถึงเื่ราวที่หลินเจียย่วนต้องเผชิญมาก็อดไม่ได้ที่จะะเือารมณ์
บุรุษบางคนช่างทำให้สตรีจมอยู่ในความทุกข์ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็อดีตสามีของหลินเจียย่วน หรือหยวนซิวผู้เป็สามีในนามของตนเอง
เห็นได้ชัดว่าหน้าตาหล่อเหลาแต่จิตใจกลับดำเมี่ยม นางจึงทำได้เพียงอยู่ห่างๆ เขา
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็เก็บกิ่งไม้จากข้างทางมาหนึ่งกำมือ แล้วนำมาสานเป็ตะกร้าอย่างเศร้าสร้อย
เฮอะ นางกำลังฝันกลางวันอันใด? ตื่นเสียเถิด ตอนนี้นางถูกเนรเทศอยู่นะ!
บุรุษไม่อาจส่งผลกระทบต่อความตั้งใจที่จะมีชีวิตรอดของนางได้
เพียงครู่เดียวตะกร้าที่ดูราวกับถังใส่น้ำใบน้อยก็ถูกสานจนเสร็จ
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปหาหลินเฉิงเหยาแล้วยื่นตะกร้าให้นางเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “ท่านอา ตะกร้านี้ให้ท่านไว้เก็บสมุนไพร หากเจอสมุนไพรที่จำเป็สำหรับการเนรเทศอย่างรักษาโรคหวัดท้องร่วง หรือรอยฟกช้ำ ท่านต้องเก็บมันมา ไว้ข้าจะหาเถาวัลย์มาสานตะกร้าให้ท่านใหม่”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสริม “หากพบสมุนไพรล้ำค่าอย่าได้มือไม้อ่อนเป็อันขาดถังทองคําใบแรกของครอบครัวเราขึ้นอยู่กับท่านแล้ว”
หลินเฉิงเหยาประหลาดใจอย่างยิ่งหลานสาวคนโตจัดเตรียมข้าวของให้เขาจริงๆ น่ะหรือ?
พูดตามตรงหลายวันมานี้ั้แ่ถูกจับกุมจนถึงถูกเนรเทศ แม้ว่าภายนอกเขาจะดูสงบนิ่งแต่ความจริงแล้วในใจเขาตื่นตระหนกเป็อย่างยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะเขามีภรรยาดีคอยให้กำลังใจกันตลอดทาง ตอนนี้เขาคงร้องไห้ออกมาแล้ว
หลานสาวคนโตของเขาผู้นี้เปลี่ยนไปมากนักนี่ใช่สาวน้อยที่ถูกให้ท้ายและเอาแต่ใจของเขาจริงหรือ?
หลินเฉิงเหยารับตะกร้าใบเล็กมาด้วยความตะลึงงันก่อนจะแบกขึ้นหลังโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเขาใช้ชีวิตมาสามสิบปีอย่างเสียเปล่าแล้ว ต้องให้สาวน้อยอายุสิบกว่าปีเป็กังวลแทน
ก่อนที่เขาจะทันได้จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองก็ได้ยินเจี่ยงฉีซวงผู้เป็ภรรยาเอ่ยปาก “หลานสาว สานตะกร้าให้ข้าสักใบได้หรือไม่? ข้าเองก็แยกแยะสมุนไพรเป็เช่นกัน”
ภรรยาเขาก็สนใจตะกร้าเช่นกัน
หลินเฉิงเหยาพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะลอบตัดสินใจว่าเขาต้องเรียกขวัญกำลังใจของตนเองกลับคืนมาไม่อาจเป็ตัวถ่วงของหลานสาวคนโตกับภรรยาเป็อันขาด
คิดได้เช่นนั้นแววตาของเขาก็ลุกโชนราวกับคบเพลิงทันที
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เห็นสีหน้าของท่านอาเปลี่ยนเป็แจ่มใสก็ขยิบตาให้เจี่ยงฉีซวงพร้อมหัวเราะ “อาสะใภ้ไม่ต้องรีบร้อน งานหนักเช่นนี้ให้บุรุษทำดีกว่าข้าคิดว่าจะสานตะกร้าให้บิดาข้าก่อน เพื่อไม่ให้เขาว่างจนเกินไป”
หลินเฉิงจางได้ยินก็ยิ้มขื่น “พ่อขอบใจเ้ามาก เ้าช่างเป็บุตรสาวที่กตัญญูเสียจริง”
แม่นมหม่าเห็นหลินเสวี่ยจู๋มอบหมายงานให้เหล่าเ้านายของตนเองจิตใจก็ยากที่จะสงบ จึงรีบเอ่ย “คุณหนูเสวี่ยจู๋ มีงานอันใดให้พวกเราทำบ้างเ้าคะ?”
“ไม่ต้องรีบข้าเตรียมการไว้แล้ว”
จากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ย “ลุงเหยียน ท่านช่วยข้าดูแลสามีของข้าได้หรือไม่? เขาเดินไม่สะดวก ต้องมีคนคอยแบก”
“ได้ ข้าจะลงมือเดี๋ยวนี้” เหยียนต้ารูปร่างกำยำ เขาชอบงานที่ใช้แรง ไม่ต้องใช้สมองเป็ที่สุด
เขาวิ่งไปยืนข้างๆลู่ซื่อ ก่อนจะอธิบายเื่ราวทั้งหมดให้นางฟัง
เมื่อลู่ซื่อรู้เื่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถึงแม้เด็กคนนี้จะทำตัวต่างจากเดิมไปบ้างแต่นางก็ดีกับซิวเอ๋อร์จริงๆ
ส่วนลู่โม่เมื่อรู้ว่าพี่สะใภ้ส่งคนมาแบ่งเบาภาระให้เขาก็หน้าแดงก่ำก่อนจะส่งยิ้มอย่างเขินอายให้หลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋เองก็ยิ้มพลางโบกมือตอบจากนั้นนางก็จัดแจงต่อ “แม่นมหม่ากับชุ่ยเอ๋อร์พวกท่านไปหาฟางมา แล้วสานเป็รองเท้าฟางให้ทุกคนคนละคู่โดยเร็วที่สุด สานให้กระชับเข้ากับเท้าเพื่อนำมาสวมทับรองเท้าผ้าอย่าลืมสานให้ลู่โม่กับเหยียนต้าสักสองสามคู่ด้วย”
“เ้าค่ะ” เมื่อแม่นมหม่าที่มีประสบการณ์เต็มเปี่ยมได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจความตั้งใจของหลินเสวี่ยจู๋ทันที
รองเท้าฟางทนทานต่อการเสียดสีทั้งยังไม่ลื่น เหมาะสําหรับการเดินมากกว่ารองเท้าผ้าที่พวกเขาสวม แต่เท้าของบรรดานายท่านและนายหญิงบอบบางและอ่อนนุ่มยิ่งนักหากสวมรองเท้าฟางจะเสียดสีเท้า ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือสวมรองเท้าฟางทับรองเท้าผ้านอกจากนี้ หากรองเท้าฟางพังย่อมสานใหม่ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีรองเท้าสวม
แม่นมหม่าอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจคุณหนูเสวี่ยจู๋ทั้งเฉลียวฉลาดทั้งจิตใจดี
หลินเสวี่ยจู๋พูดไป มือก็ทำงานไปนางสานตะกร้าใบเล็กให้หลินเฉิงจางเสร็จพอดี
จากนั้นก็เอ่ย “ท่านพ่อ หากดูจากอากาศในวันนี้ขนมปังที่ผู้คุมนำมาให้พวกเรากินน่าจะเสียในอีกสองวัน ตะกร้านี้ท่านถือไว้นะเ้าคะหากเห็นของที่กินได้ให้หยิบมาใส่ในตะกร้า ตอนนี้พวกเราจะมีอาหารกินหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับท่านแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อต้องรับผิดชอบอาหารของทั้งครอบครัวหลินเฉิงจางรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่เขาเป็ทั้งบิดาและพี่ใหญ่ ทำให้เขาเต็มใจรับหน้าที่สําคัญนี้
โชคดีที่เขาเคยใช้ชีวิตอย่างยากลําบากมาก่อนไม่ใช่คุณชายที่ถูกให้ท้ายมาั้แ่เด็ก จึงมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอยู่เต็มเปี่ยมเขาไม่กล้าพูดว่าตนเองมีความสามารถ แต่ย่อมไม่ทำตัวเป็ภาระอย่างแน่นอน
หลินเจียย่วนเห็นคนอื่นๆล้วนมีงานทำก็ไม่อยากถูกทิ้ง จึงเอ่ยถาม “เสวี่ยจู๋ มีอันใดที่ข้าทำได้หรือไม่?”
หลินเสวี่ยจู๋คิดเผื่อนางตั้งนานแล้ว “อาหญิงสานสิ่งของต่างๆ กับข้าแล้วกันเ้าค่ะหากเหนื่อยก็พัก”
ขณะที่พูดก็มอบกิ่งหลิวจำนวนหนึ่งให้นาง
แม้แต่หลินอวี่เซวียนยังได้รับตะกร้าใบเล็กเป็พิเศษเขาแบกมันขึ้นหลังแล้วออกไปเก็บดอกไม้ป่า หลินเสวี่ยจู๋เองก็ไม่ได้ห้ามเขาถึงอย่างไรความเป็อยู่และสภาพจิตใจก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับการเอาชีวิตรอด
แม้ในมิติของนางจะมีสิ่งของทุกประเภทแต่นางจำเป็ต้องจัดแจงงานให้ทุกคนในครอบครัว เพราะเมื่อคนเราได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ย่อมทำให้จิตใจร่าเริงขึ้นมาได้
เมื่อเห็นครอบครัวสกุลหลินสายรองของตนเองกำลังทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจังหลินเสวี่ยจู๋ก็ฮัมเพลงด้วยความพึงพอใจ
ในเวลานี้ขบวนนักโทษได้ค่อยๆหยุดลง
หลินเสวี่ยจู๋สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบนางรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับการตั้งค่ายพักแรมหรือว่าจะเกิดเื่อันใดขึ้น
นางรีบเรียกหลินอวี่เซวียนกลับมาจากนั้นหันไปพูดบางอย่างกับบิดามารดาของตนเอง แล้วรีบรุดไปยังหัวแถว
ขณะที่นางกำลังเดินก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถม้า กําลังพูดคุยกับหลิวขุย
ไม่นานหลิวขุยก็สั่งให้ลูกน้องลากรถม้าออกไปจากนั้นก็หมุนตัวมาแล้วะโใส่ทุกคน “ออกเดินทางได้ เดินไปอีกหนึ่งลี้แล้วค่อยพัก
หลินเสวี่ยจู๋กำลังสงสัยว่าหญิงชราคือผู้ใดกันแน่จู่ๆ ก็ได้ยินน้ำเสียงแก่ชราดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“แม่นมอวี๋ในที่สุดเ้าก็มา!”
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็หันไปมองนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินแหวกฝูงชนออกมาพอดี
ฮูหยินผู้เฒ่าผลักคนที่ขวางทางอยู่ออกไปอย่างแรง ดูท่าแล้วไม่เสียแรงที่กินแต่อาหารดีๆ
หลินเสวี่ยจู๋จำได้ว่าหญิงชราผู้นี้คือแม่นมอวี๋ที่ติดตามฮูหยินผู้เฒ่ามานานหลายปีการกระทำน่าละอายมากมายในจวนสกุลหลินก่อนหน้านี้ล้วนเป็ฝีมือของแม่นมอวี๋
เพียงแต่หากอิงตามเนื้อเื่ในนิยายแม่นมอวี๋จะมอบเงินให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลังจากเดินทางไปได้สักระยะแล้วและครอบครัวของนางเอกก็จะมีชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบายระหว่างถูกเนรเทศด้วยเงินก้อนนี้
แต่คนที่เดิมทีควรปรากฏตัวหลังจากนี้ กลับปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้
หลินเสวี่ยจู๋สงสัยว่าหรือนี่คือการเพิ่มบทให้ตัวร้าย
.............................