ตอนที่ 6 : ปิดประตูตีแมว
“เอาละ เ้าทั้งสองกราบข้าเป็อาจารย์เสียสิ”
วินาทีที่พูดประโยคนี้ออกมาหยางซวนก็ไม่ลืมที่จะทำท่าราวกับจอมยุทธ์ผู้สูงส่ง มือสองข้างไขว้ประสานเข้าหากันไว้ด้านหลัง ลำตัวหันด้านข้างเอียงพอประมาณ ใบหน้าเชิดขึ้นมองท้องฟ้า ดวงตาทอดยาวไปไกลอย่างไม่รู้จุดหมาย
เขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นในใจไม่ต่างจากเด็กทั้งสองคนนี้ยามที่ทำท่าทางเหล่านี้
เด็กทั้งสองสั่นสะท้านไปกับคำพูดของหยางซวน แวบแรกพวกเขาคิดว่าพูดจาฟังดูใหญ่โตแต่ไหงกลับกลายเป็แค่เื่ของกินไปได้
แต่พอคิดตามดูอีกที มิใช่เพราะอาหารหรอกหรือที่ทำให้เหลาอาหารถึงมีตึกใหญ่โต คนใหญ่คนโตแม้นอยู่ห่างไกลก็ยังดั้นด้นหาทางมากิน แถมราคาต่อจานก็มิใช่น้อยๆแต่ก็ยังมีลูกค้ากระเป๋าหนาทยอยกันเข้ามาไม่ขาดสาย
อีกทั้งหน้าตาของอาหารเ่าั้เล่า ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากกินเสียหน่อย เพียงแค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว หากแต่หาได้มีเงินเพียงพอที่จะกินต่างหาก ลำพังแค่ใช้ให้อยู่รอดไปในแต่ละปียังนับว่ายากเลย หากมีโอกาสละก็รับรองว่าอาหารที่ดูหรูหราแต่ละจานนั้นพวกเขาก็จะฟาดเรียบไม่ให้เหลือ
พอคิดมาได้ถึงจุดนี้จึงตระหนักได้ว่าสิ่งที่หยางซวนพูดมานั้นมีเหตุผล
หากความรู้ด้านอาหารเ่าั้ที่เขากำลังจะถ่ายทอดเป็สิ่งที่ไม่เคยมีใครกินมาก่อน หน้าตาอาหารที่ไม่เคยมีใครได้ยลโฉม รสชาติอาหารที่ไม่เคยมีใครได้ลิ้มลอง กลิ่นอันโอชาที่ยังไม่เคยมีใครได้สูดดม
แต่เขาทั้งสองจะได้เป็คนแรกที่ได้ลิ้มรสและััก่อนใคร นี่มันนับเป็เื่ดีที่หาได้ยากยิ่งนัก
ทั้งสองใคร่ครวญมาถึงจุดนี้ แม้จะเป็ความรู้สึกแปลกอยู่บ้างทั้งที่เพิ่งจะได้เจอหน้ากันเป็ครั้งแรก แต่จากท่าทาง...คำพูด...แววตา...และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ความรู้สึกที่มีให้กับดวงิญญาหยางซวนผู้นี้ สัญชาติญาณของเด็กทั้งสองบ่งบอกว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้าตนนี้เชื่อถือได้ หลังจากหันมาพยักหน้าให้กันแล้ว วินาทีนั้นเข่าของเด็กน้อยทั้งสองคนก็พลันร่วงหล่นลงสู่พื้นและกล่าวออกมาแทบจะพร้อมกัน
“คารวะท่านอาจารย์ขอรับ”
“คารวะท่านอาจารย์เ้าค่ะ”
หยางซวนเห็นภาพที่ปรากฏตรงหน้าแล้วก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก นี่สิ ถึงจะคุ้มค่ากับการที่เขาโดนพาตัวมาถึงที่นี่
ต้องรู้ว่านอกจากเวลาทำงานที่เขาเป็นักชิมอาหารแล้ว งานอดิเรกยามว่างของเขาก็คือดูหนังกำลังภายใน และฉากเหล่านี้ก็คือ่เวลาที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันถึงบ่อยๆ
หยางซวนพยักหน้าด้วยความพอใจและจึงเรียกให้เด็กทั้งสองลุกขึ้น “เอาละ ไม่ต้องมากพิธี เ้าสองคนลุกขึ้นได้”
“ั้แ่นี้เป็ต้นไปเราเป็ศิษย์อาจารย์กันแล้ว หลังจากนี้ข้าจะถ่ายทอดความรู้ด้านอาหารของข้าให้แก่พวกเ้า แต่ก่อนอื่นเลยเนื่องจากข้าไม่มีร่าง และที่สิงสถิตของข้าก็อยู่ในรูปปั้นหินนี้” หยางซวนเริ่มกล่าวกับลูกศิษย์ทั้งสองของเขา
“แต่อันที่จริงแล้วข้าไม่ได้สิงสถิตอยู่ในรูปปั้นหินนี้โดยตรง ความลับนั้นอยู่ที่หินหยกที่อยู่ในรูปปั้นหินนี้อีกทีต่างหาก”
“หากมีสิ่งนั้นแล้วข้าก็สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยสะดวก ไม่ต้องแบกรูปปั้นหินนี่ไปทุกที่”
“ดังนั้นแล้วนี่คืองานแรกที่ข้าจะมอบหมายให้กับเ้า หลิวหย่งเฉิน”
“ด้านในตรงกลางรูปปั้นหินนี้จะมีหินหยกเล็กๆอยู่วงหนึ่ง เ้าจงหาทางเอามันออกมาให้ข้า” หยางซวนหันไปพูดกับหลิวหย่งเฉินพร้อมทั้งชี้ไปที่รูปปั้นหินที่วางตั้งอยู่นั้น
“ขะ...ขอรับ” หลิวหย่งเฉินตะลึงไปเล็กน้อยก่อนจะตอบรับไป นึกว่าจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ในทันที แต่สิ่งแรกที่เขาได้รับกลับกลายเป็การถูกใช้ให้ผ่าหินเสียนี่ เพียงแต่เขาก็รู้สึกว่าเขาน่าจะทำได้แม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อย เขาจึงก้มๆมองๆรูปปั้นหินนั้นอยู่สักระยะ ก่อนที่จะหาก้อนหินที่ดูท่าทางแข็งแรงกว่ามาลองทุบดู
อันที่จริงเขาก็นึกเสียดายรูปปั้นหินนี้อยู่ไม่น้อย หากนำมันไปขายในเมืองคิดว่าก็คงขายได้ราคาอยู่บ้าง แต่ช่างเถิด อย่างไรเสียนี่ก็เป็คำสั่งของท่านอาจารย์ มิเช่นนั้น เขาคงต้องแบกรูปปั้นหินอาจารย์ไปไหนมาไหนโดยตลอด และนั่นคงเป็เื่ยุ่งยากไม่น้อย ไหนจะสายตาของผู้คนที่จ้องมองมาที่เขาอีกเล่า คิดได้ดังนั้นแล้วเขาจึงก้มหน้าก้มตาทำต่อไปไม่นึกเสียดายรูปปั้นหินนั้นอีก
หยางซวนมองดังนั้นแล้วก็มิได้กล่าวสิ่งใด เขาเชื่อมั่นในความแข็งแรงของหินหยกที่อยู่ในรูปปั้นหินวงนั้น นั่นคือของที่ท่านเทพนำมาใช้เก็บดวงิญญาของเขาเชียวนา เขาเชื่อว่ามันคงแข็งแรงมากและแม้จะโดนทุบก็คงจะไม่เป็อะไรแน่นอน เขาจึงไม่ใส่ใจอะไรอีกแล้วหันมาสนใจกับหลิวเหมยลี่ต่อ
“ก่อนหน้านี้พวกเ้าทั้งสองกำลังทำอะไรรึ”
“ข้าตามพี่ชายมาเก็บเห็ดป่ากับผักป่าเ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ไปทำต่อให้เสร็จก่อนเถิดระหว่างรอพี่ชายของเ้า เก็บเห็ดตรงนี้เสร็จแล้วพวกเราจะได้เดินทางกันต่อ” หยางซวนกล่าวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ในหัวของเขากำลังคิดถึงเมนูอาหารต่อไปว่าจะกินอะไรดี
เดิมทีในโลกเดิมของหยางซวน นอกจากเวลาทำงานที่ตระเวนไปชิมอาหารตามร้านต่างๆแล้ว เวลาว่างเขายังชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ต่างๆ โดยเฉพาะตามแหล่งธรรมชาติ บางครั้งก็ไปเพียงลำพัง บางครั้งก็ไปกับตากล้องเพื่อนคู่ใจของเขา บางครั้งก็ไปเช้ากลับเย็น แต่ก็มีหลายครั้งที่ค้างแรมกลางป่าตามประสาคนหนุ่ม
นี่จึงทำให้เขาพอมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกับวิถีชีวิตของคนในยุคนี้อยู่บ้าง
หลังจากรอให้หลิวหย่งเฉินกะเทาะเอาหินหยกวงเล็กนั้นออกมาโดยใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็สามารถเอาออกมาจนได้ หินหยกวงนั้นลักษณะเหมือนกำไลแต่มีขนาดเล็ก เรียกว่าขนาดเล็กพอๆกับแหวนเสียมากกว่า ลักษณะกลมเกลี้ยงเป็สีเขียวอ่อนสวย แม้ไม่โดดเด่นเหมือนเครื่องประดับหยกราคาแพง แต่ให้ความรู้สึกยามจ้องมองว่าหินหยกวงนี้แตกต่างไปจากหินหยกทั่วไป
เพราะรู้สึกว่าหลิวเหมยลี่มีชะตาต้องกันกับอาจารย์หยางซวนมากกว่า อีกทั้งหลิวหย่งเฉินคิดว่าเครื่องประดับหยกที่ดูคล้ายแหวนนี้ไม่เหมาะกับตนเองที่เป็บุรุษ สองพี่น้องจึงตกลงให้หลิวเหมยลี่เป็ผู้เก็บหินหยกนั้นไว้
โดยหลิวหย่งเฉินบอกว่ากลับไปจะช่วยเอาเถาวัลย์มาถักเป็เส้นเชือกแล้วร้อยเข้ากับตัวแหวนหยกไว้ให้เหมยลี่ใส่คล้องคอในภายหลัง เพื่อป้องกันการทำหินหยกหาย ในตอนนี้จึงทำได้แค่เพียงให้เหมยลี่เก็บไว้ในกระเป๋าของนางก่อน
หลังจากที่หลิวเหมยลี่และหลิวหย่งเฉินจัดการงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อย หยางซวนให้เด็กทั้งสองนั่งพักกันเล็กน้อยก่อนจะเรียกให้ออกเดินทางกันต่อ
เดิมทีเขาเองก็ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ ไม่รู้จักทิศทางใดๆ ถึงแม้เขาเองจะอยู่ในรูปปั้นหินที่วางอยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานแล้ว แต่ทว่าก็อยู่ในสภาพที่คล้ายจำศีล เพิ่งจะได้ตื่นขึ้นมาหลังจากที่มีคนที่มีดวงชะตาต้องกันมาเซ่นไหว้อาหารให้กับเขานี่เอง
แต่ประสบการณ์ที่เขาเคยเดินป่ามาก่อน ทำให้เขาพอจะเดาทิศทางของแหล่งน้ำออก โดยเฉพาะมีหลิวหย่งเฉินที่เป็คนในพื้นที่ มีประสบการณ์เข้าป่าที่แห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเขาเองก็รู้ด้วยว่าแหล่งน้ำอยู่ที่ใด ทั้งสามคน(สองคนกับิญญาอีกหนึ่งตน) จึงเร่งรุดไปในทิศทางนั้นโดยไม่เสียเวลา
เมื่อมาถึงที่หมายพบว่าเป็ลำธารเล็กๆ ขนาดไม่กว้างไม่ใหญ่ ที่สำคัญมีความลึกประมาณหัวเข่าของหลิวเหมยลี่เท่านั้นเอง ทว่าน้ำในลำธารกลับใสมาก และเห็นปลาว่ายกันไปมาได้อย่างถนัดตา
หยางซวนเห็นที่แห่งนี้แล้วก็รู้สึกพอใจมาก ดวงตาของเขาเป็ประกาย เขาจึงหันไปถามกับเด็กทั้งสองคน ได้ความว่าหลิวซานเหอบิดาของหลิวหย่งเฉินเคยพาเขามาที่นี่สองสามครั้ง เขาเลยพอจะจำสถานที่ได้
เพียงแต่ทุกครั้งเป็บิดาของเขาที่เป็คนจับปลา เขาเป็เพียงผู้ช่วยนำปลาที่บิดาจับได้นำมาใส่ลงในตะกร้านี่เท่านั้น
อย่างไรเสียหยางซวนนอกจากเป็นักพูดที่เก่ง มีประสบการณ์ในการเข้าป่าแล้ว เขายังชอบการสอนคนให้เติบโต โดยมิใช่รอแต่จะรับจากผู้อื่นเสียอย่างเดียว
ดั่งคำที่คนเขาพูดว่า “จับปลาให้คนกินวันละตัว เขาจะมีปลากินวันละตัว สอนให้คนจับปลาเป็ เขาจะมีปลากินไปตลอดชีวิต”
หยางซวนจึงให้เด็กทั้งสองลองจับปลาด้วยตัวเองดูก่อนโดยไม่ได้แนะนำอะไร หลิวหย่งเฉินนั้นแววตาฮึกเหิมตั้งท่าเตรียมแสดงฝีมือเต็มที่ น้องสาวของเขาก็คอยลุ้นเอาใจช่วยอยู่ข้างๆ
หลิวหย่งเฉินหากิ่งไม้ขนาดพอดีมือมาได้อันหนึ่ง เขาเริ่มทำการเหลาปลายด้านหนึ่งของไม้ให้เป็ด้ามแหลมด้วยมีดอันเล็กที่เขาพกติดตัวมาด้วย
หยางซวนนึกชมเชยในใจว่าเด็กคนนี้ไม่เลวเลยที่รู้จักเตรียมมีดติดตัวมาเข้าป่าด้วย เมื่ออยู่ในป่านั้นการที่มีมีดอยู่ด้วยนั้นมีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็การฟันกิ่งไม้ เหลาไม้ หรือแม้กระทั่งใช้แล่เนื้อเตรียมอาหาร หยางซวนเห็นดังนั้นแล้วจึงพยักหน้าอยู่สองสามที
เมื่อเหลาไม้แหลมคมได้ที่ เขาก็หันกลับมาพยักหน้าให้กับอาจารย์หยางซวนและน้องสาวของเขา เป็สัญญาณว่าเขาพร้อมแล้ว จากนั้นจึงกำไม้แน่นมุ่งหน้าไปที่ลำธารนั้น
เมื่อเขาเดินมาถึงกลางลำธารก็หยุดนิ่ง รอจนน้ำที่กระเพื่อมยามเมื่อเขาเดินมาสงบนิ่งลงพอสมควร สายตาก็เริ่มจดจ้องเล็งหาเหยื่อ มือขวาที่กำไม้แหลมไว้ยกขึ้นสูงเตรียมที่จะพุ่งใส่ปลาได้ทุกขณะ
เมื่อจังหวะมาถึงแววตาของเขาก็ดุดัน ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น มือขวาที่เงื้อรอไว้แล้วนั้นก็เหวี่ยงไม้พุ่งลงไปในน้ำสุดแรง น้ำกระเซ็นจนมองเห็นได้ไม่ค่อยถนัด รอจนเมื่อน้ำที่กระเพื่อมสงบลงเขาจึงได้เห็นว่าที่ปลายไม้นั้น....
มีเพียงแต่ความว่างเปล่า
ส่วนปลาที่เขาเล็งแทงลงไปนั้น ว่ายหนีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
หลิวหย่งเฉินหันมายิ้มแห้งๆสีหน้าเขินอาย เขาตั้งใจจะอวดฝีมือให้น้องสาวและอาจารย์ของเขาเห็น แต่กลายเป็ว่าทำขายหน้าไปเสียได้
หลังจากนั้นเขาจึงได้พยามอยู่อีกหลายที จนกระทั่งเวลาก็ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป(ประมาณ 15 นาที) หลิวหย่งเฉินก็เดินขึ้นมาจากลำธารพร้อมด้วยสีหน้าผิดหวัง
เขาแทงปลาไม่โดนเลยสักตัว
“นี่มันยากกว่าที่คิดอีกแฮะ” เขาบ่นพลางนั่งลงกับพื้น เอามือซ้ายมาบีบนวดแขนขวาที่เมื่อยล้า เพราะ่เวลาที่ผ่านมาเขาแทงไม้ปลายแหลมลงไปหลายสิบครั้งเลยทีเดียว ก่อนจะพบว่าไม่โดนปลาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เรียกได้ว่าเกือบจะทำสำเร็จ มีปลาติดอยู่ที่ปลายไม้ ตอนแรกเขาดีใจมาก แต่พอเขาเดินเข้าไปไกล้ปรากฏว่าปลาตัวนั้นก็หลุดออกและว่ายหนีหายไปได้ และนั่นคือครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเดินขึ้นจากลำธารมา
“ไม่เป็ไรพี่ใหญ่ นั่งพักเสียหน่อย หลังจากนี้ข้าเชื่อว่าพี่น่าจะทำได้” หลิวเหมยลี่ไม่ลืมกล่าวให้กำลังใจพี่ชายของนาง
“มีความมุ่งมั่นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ” หยางซวนกล่าวชมเชยหลิวหย่งเฉิน แม้เขาจะทำไม่สำเร็จ แต่ก็นับว่ามีความพยายามที่ดี เขาชอบลูกศิษย์แบบนี้
“หลังจากนี้อาจารย์จะสอนวิธีจับปลาให้แก่พวกเ้าเอง”
“บทเรียนแรกนี้ให้ชื่อว่า... ปิดประตูตีแมว” หยางซวนกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
เด็กทั้งสองทำสีหน้างงงวยขึ้นมาทันใด
นี่พวกเขามาจับปลา....ไฉนจึงกลายเป็การตีแมวไปได้