บทที่10ทลายค่ายกล
ศิลาขนาดใหญ่ก้อนนั้นจากที่เคยทอแสงนวลกระจ่างราวกับจันทราเต็มดวงผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มที่จะมีเงาสีดำคืบคลานปกคลุมไปเรื่อยๆ ราวกับราหูที่กำลังกลืนกลินจันทราดวงนั้นฮุ่ยจวินสังเกตเห็นว่าทุกหนึ่งลมหายใจเข้าออกที่มันหลบพลังคมดาบจันทร์เสี้ยวได้ เงามืดสีดำที่ปกคลุมบนศิลาก้อนนั้นก็จะแผ่ลามไปเรื่อยๆประการสำคัญ จุดที่เงามืดแผ่ลาม เส้นสายพลังสีขาวที่ยาวเฟื้อยจะหายไปด้วย พลังคมดาบจันทร์เสี้ยวก็จะไม่ถูกปลดปล่อยออกมาจากบริเวณดังกล่าว
ฮุ่ยจวินเริ่มได้คิดเงามืดที่ปกคลุมบนก้อนศิลาอาจเป็จุดบอดของค่ายกล หากค่ายกลโจมตีเข้าใส่ผู้ที่เผชิญอยู่ในค่ายกลมิได้พลังของค่ายกลก็จะเริ่มถดถอยและเสื่อมลง คิดมาถึงตรงนี้มันยิ่งบังเกิดความฮึกเหิม โดยมิทราบว่าค่ายกลนี้จะมีจุดสิ้นสุดไปถึงเมื่อไหร่ทว่าอย่างน้อยมันก็พอพบหนทางที่จะทำให้รอดชีวิตอยู่บ้าง ขอเพียงหลบการโจมตีให้ได้จนเงามืดปกคลุมทั่วทั้งก้อนศิลาการผจญกับค่ายกลอันลึกล้ำพิสดารและแสนเหน็ดเหนื่อยยาวนานก็จะจบลง
ทว่าความเป็จริงกลับไม่ง่ายดั่งเช่นที่มันคิดยิ่งความมืดเริ่มปกคลุมศิลาก้อนนั้นได้มากเท่าไหร่ พลังการโจมตีจากคมดาบจันทร์เสี้ยวก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆฤดูกาลนี้ยังไม่ถึงยามวสัตฤดู แต่บริเวณเขาเถาิซานแห่งนี้ ตรงหน้าศิลาค่ายกลก้อนนี้กลับมีห่าพิรุณคมดาบจันทร์เสี้ยวที่โหมกระหน่ำอย่างมืดฟ้ามัวดิน โดยทิศทางที่พิรุณคมดาบจันทร์เสี้ยวมุ่งไปย่อมเป็ทิศทางที่ฮุ่ยจวินอยู่ทั้งสิ้น!
ต่อให้ชายหนุ่มจะรวดเร็วเพียงใดต่อให้มันมีไหวพริบและสัญชาตญาณมากกว่านี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงความเหนื่อยล้าและอาการาเ็ที่สะสมมาก่อนหน้าทำให้ฮุ่ยจวินมิอาจที่จะหลบรอดจากห่าพิรุณอันคมกริบเหล่านี้ได้
“นี่ข้าต้องจบสิ้นอยู่ที่นี่จริงๆ!”
แม้วาจาจะกล่าวออกมาอย่างสิ้นหวังแต่ใจของมันกลับไม่ยอมสิ้นหวังเอาง่ายๆ คนยังฝืนสังขาระโหมุนเกลียวลู่ลมหลบการโจมตีไปเบื้องหน้าชั่วขณะที่ลอยเคว้งกลางอากาศมันก็เตะเท้าสะกิดเข้าใส่ส่วนหนาของพลังรูปคมดาบจันทร์เสี้ยวหยิบยืมสภาวะหลบไปด้านหน้าอีกทอดหนึ่งพอร่างตกลงพื้นก็ถูกพลังอันคมกริบตัดเฉือนเข้าใส่ร่างมิให้พักหายใจหายคอ ฮุ่ยจวินเวลานั้นมิอาจที่จะหลบหลีกได้ทันแล้วเพราะคมดาบจันทร์เสี้ยวสายนี้วกอ้อมมาทางด้านหลัง มันจึงคว้ามีดสั้นเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่แล้วหันกลับพร้อมยกมีดขึ้นป้องกันที่แผ่นอกพลังรูปคมดาบจันทร์เสี้ยวก็ฟาดเปรี้ยงเข้าใส่มีดสั้นของมันเต็มๆ ส่งให้มีดสั้นเล่มนั้นแตกกระจัดกระจายทั้งพลังจากปะทะเมื่อครู่ยังสะท้อนส่งผ่านช่องอากาศกระแทกเข้าใส่ร่างของฮุ่ยจวินอย่างถนัดถนี่คนกระอักโลหิตออกมาเป็ฟูฝอย ร่างลอยละลิ่วถลาถอยคืนกลับหลังไปไกล แต่เผอิญจังหวะนั้นเป็จังหวะที่มันหันหลังให้แก่ก้อนศิลาเพื่อรับพลังโจมตีของค่ายกลนี้พอดีดังนั้นร่างที่ลอยละลิ่วกลับหลังของมันจึงเป็การลอยเข้าหาศิลาก้อนนั้น
อีกทั้งนับั้แ่ที่ฮุ่ยจวินรับมือกับค่ายกลอันลึกล้ำพิสดารนี้นี่ก็กินเวลาสิบเอ็ดลมหายใจเข้าออกแล้ว เช่นนั้นเงาดำที่ปกคลุมบนก้อนศิลาจึงมีขนาดใหญ่เป็อย่างมากมีขนาดใหญ่กว่าตัวคน ทำให้ร่างที่ปลิวละลิ่วของฮุ่ยจวินตกใส่เงามืดที่ปกคลุมบนศิลาก้อนนั้นได้อย่างพอดี
ด้วยเงามืดบนก้อนศิลาไม่มีพลังรูปคมดาบจันทร์เสี้ยวแผ่พุ่งมาด้วยเส้นสายสีขาวก็มิอาจเคลื่อนมาตรงตำแหน่งที่มีเงามืดปกคลุมได้ หรือต่อให้มันเคลื่อนมาได้ทว่าเส้นสายสีขาวเหล่านี้ก็ไม่เป็ผลต่อฮุ่ยจวินหรือผู้ที่ไร้ซึ่งจุดชีพจรลมปราณพิเศษอยู่ดีดังนั้นร่างของฮุ่ยจวินจึงมิได้รับอันตรายจากห่าพิรุณอันคมกริบ เพียงแต่ว่าพอแผ่นหลังของมันกระทบเข้ากับเงามืดบนศิลาก้อนนั้นร่างของมันก็คล้ายตกลงสู่ห้วงมหานทีแห่งจักรวาลอันไร้ก้นบึ้ง และเพียงชั่วพริบตาร่างของมันก็เลือนหายไปจากเขาเถาิซานทันที!
ที่ทุ่งร้างซึ่งกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาขบวนรถม้าของกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลยังคงเดินทางโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก พวกมันเดินทางหาร่องรอยของคนผู้หนึ่งอย่างไร้จุดหมายทุ่งร้างก็ช่างกว้างใหญ่ยิ่ง มองไปที่ใดก็ล้วนแล้วแต่เหมือนกันไปหมด คล้ายกับว่าพวกมันได้เดินทางวนเวียนอยู่ที่เดิมก็ปาน
เป็เช่นนี้อยู่หลายวันในที่สุดความเหนื่อยล้าก็บีบให้ขบวนของคนเหล่านี้ต้องหยุดพัก เดินทางหลายวันเสบียงก็เริ่มร่อยหลอเป็ผลให้รถม้าคันสีดำที่เสมอมาล้วนเงียบเชียบไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวใดก็ต้องเคลื่อนไหวม่านมู่หลี่บนหน้าต่างของมันพลันถูกแง้มออกมาเล็กน้อย ในรถม้าคันสีดำนี้มิรู้ว่าด้านในบรรจุไว้ด้วยสิ่งใดหรือโดยสารมาด้วยผู้ใดแต่ดูเหมือนเหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลนี้จะให้ความสำคัญเป็อย่างยิ่ง เมื่อม่านมู่ลี่ถูกเลิกขึ้นเสียงพ่นลมหายใจก็ดังตามมาคราหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นว่าที่อยู่ภายในรถม้าไม่ใช่สิ่งของทว่ากลับเป็คนผู้หนึ่ง หลังเสียงพ่นลมหายใจ ของสิ่งหนึ่งก็ลอยละลิ่วออกมาจากภายในรถม้าพร้อมกับม่านมู่ลี่ที่ปิดลงภายในรถม้าไร้การเคลื่อนไหวใดอีก แต่เหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลเมื่อได้รับของสิ่งนั้นที่มาจากบุคคลซึ่งอยู่ในรถม้าคันสีดำพวกมันก็ต่างพากันเข้าใจและกระทำในสิ่งที่ควรกระทำโดยมิได้เอ่ยปากกล่าวถามอันใด
บุรุษฉกรรจ์ชุดคลุมสีน้ำตาลผู้หนึ่งก้มลงไปหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาเป็ปิ่นปักผมที่แกะสลักมาจากหยกสีดำ ภายใต้เนื้อหยกอันกระจ่างใสมีร่องรอยการขีดวาดกดลึกอยู่ในเนื้อหยกเป็ลักษณะเส้นสายคล้ายค่ายกลอย่างหนึ่ง
บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นเมื่อหยิบปิ่นปักผมหยกดำชิ้นนี้ขึ้นมามันก็ทำการประสานมือคารวะไปยังรถม้าสีดำอย่างนอบน้อม เมื่อได้ปิ่นหยกชิ้นนั้นมามันก็ะโกล่าวขึ้น
“นำน้ำออกมา"
เมื่อมันะโสั่งบุรุษชุดคลุมน้ำตาลอีกผู้ก็วิ่งไปที่รถม้าเทียมเกวียนที่ใช้ลำเลียงเสบียงทันที มันเลิกผ้าหนังสัตว์ที่คลุมอยู่บนเสบียงขึ้นฮุ่ยไป๋ที่หลบอยู่ด้านในก็พลันสะท้านขึ้นเฮือก ดีที่นางตัวเล็กและดีที่ตอนนั้นเป็่เวลากลางคืนแลดึกสงัดมากแล้วทั้งแสงสว่างจากคบเพลิงในมือของบุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นก็ไม่กระทบต้องมาที่ตำแหน่งที่นางนอนขดอยู่จึงยากที่จะสังเกตุเห็น แต่ทว่าสิ่งที่บุรุษผู้นั้นมาเอาคือน้ำ ส่วนถังไม้ที่บรรจุน้ำอยู่ก็วางตั้งใกล้ตำแหน่งของนางเป็เพราะฮุ่ยจวินมันประเมินไว้แล้วว่าน้ำคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีพ คนเราขาดอาหารได้หลายวันแต่มิอาจขาดน้ำได้ เช่นนั้นมันจึงนำนางมาซ่อนไว้ที่ข้างถังน้ำใบหนึ่ง ซึ่งที่จริงฮุ่ยจวินมันก็วางถังน้ำถังอื่นให้อยู่นอกสุดเพื่อให้คนหยิบใช้ได้สะดวกและไม่ให้ใครต้องไปยุ่งกับถังน้ำที่อยู่ด้านใน แต่ใครจะคิดว่าเพราะความมืดและเพราะไม่ค่อยได้มาหยิบเสบียงบุรุษผู้นี้มันจึงไม่รู้ตำแหน่งของถังน้ำ พอเปิดผ้าคลุมออก ถังแรกที่มันเหลือบเห็นจึงเป็ถังที่อยู่ด้านในสุด!
บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นค่อยๆรื้อของเปิดทางเพื่อที่จะไปนำถังน้ำออกมา ทำให้มันได้เข้าใกล้ฮุ่ยไป๋ไปเรื่อยๆ จิตใจของฮุ่ยไป๋เริ่มเต้นตูมตามเหงื่อเย็นเยียบผุดโทรมเต็มแผ่นหลัง ภาพการตายของคนสำนักคุ้มภัยยังติดตานางมิจางหายเช่นนั้นนางจึงหวาดกลัวคนเหล่านี้เป็อย่างยิ่ง
มืออันหนาใหญ่ของบุรุษฉกรรจ์ควานเอาสิ่งของให้หลีกไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อเปิดทางยิ่งมันขยับเข้าใกล้ถังน้ำมากเท่าไหร่ หัวใจของฮุ่ยไป๋ก็แทบจะกระดอนออกจากอก นางกลั้นลมหายใจจนใบหน้าแดงก่ำนางมิกล้าผ่อนลมหายใจออกเพราะกลัวว่าบุรุษผู้นี้จะได้ยิน จนกระทั่งมีฝ่ามือข้างหนึ่งคว้าถูกท่อนขาของนางฮุ่ยไป๋สะดุ้งโหยงเสียงแทบหลุดออกมาจากปาก เพราะขณะที่บุรุษผู้นี้มันกำลังเปิดทาง บังเอิญว่ามันััถูกขาตนพอดีหากมันออกแรงกระชาก มันได้รู้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในนี้แน่!
บุรุษฉกรรจ์จับถูกท่อนขาของฮุ่ยไป๋แต่เพราะความเร่งรีบ ความมืด กอปรกับคิดว่าเป็เสบียงอย่างหนึ่งมันจึงมิได้เอะใจอันใดขณะที่มันจะออกแรงกระชากให้พ้นทาง เสียงของบุรุษผู้ถือปิ่นหยกก็ะโก้องอย่างไม่สบอารมณ์ออกมา
“แค่ไปเอาน้ำเหตุใดต้องใช้เวลาถึงเพียงนั้น!”
บุรุษฉกรรจ์ที่มาเอาน้ำสะดุ้งโหยงทำให้มันปล่อยมือออกจากท่อนขาของฮุ่ยไป๋ก่อนที่มันจะหันไปตอบ
“ได้แล้วข้ากำลังไป"
จังหวะที่มันหันไปนั่นเองค่อยเห็นว่ามีถังน้ำหลายถังวางอยู่ใกล้ขอบทางสามารถเคลื่อนย้ายออกได้ง่ายกว่ามันจึงสบทขึ้น
“มารดามันเถอะตรงนั้นก็มี ให้ข้าเสียเวลาตั้งนาน"
แล้วมันก็รีบเคลื่อนกายออกมาปิดคลุมผ้าหนังสัตว์ด้านนี้ลง ก่อนไปยกเอาถังน้ำที่อยู่อีกฝั่ง เมื่อบุรุษฉกรรจน์ผู้นั้นจากไปฮุ่ยไป๋ค่อยเป่าปากออกอย่างโล่งอก คนสูดลมหายใจเข้าลึกเพราะเมื่อครู่กลั้นลมหายใจจนแทบจะขาดใจตายพร้อมกับยื่นมือดึงเอาเสบียงสิ่งของที่บุรุษผู้นั้นรื้อออกมาปิดบังดังเดิม แต่เป็เพราะกลั้นลมหายใจนานจนเกินไปอาการไอที่นางสะกดข่มมาโดยตลอดก็มิอาจอดกลั้นได้ไหว เสียงไอแค่กๆ จึงดังขึ้นหนึ่งครา!
ทว่าโชคยังดี ในจังหวะที่นางหลุดไอออกเป็จังหวะที่เหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลได้ใช้อาวุธในมือขุดหลุมดินพร้อมกับตัดถังไม้ที่บรรจุน้ำจนบังเกิดเสียงดังกลบไปทั่วบริเวณทำให้ทุกผู้มิได้สนใจหรือได้ยินในสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง
เมื่อดินถูกขุดถังน้ำถูกเปิด พวกมันก็ทำการเทน้ำในถังลงยังหลุมที่พึ่งขุดขึ้น เมื่อน้ำเต็มหลุม บุรุษฉกรรจ์ชุดคลุมน้ำตาลที่ถือปิ่นหยกดำก็พลันปักปิ่นดังกล่าวในมือลงสู่หลุมน้ำทันที
เพียงชั่วอึดใจนับั้แ่ปิ่นหยกดำจมดิ่งลงสู่หลุมน้ำแสงสีขาวก็เปล่งประกายออกมาจากหลุมน้ำ หากมองให้ดีจะเห็นว่าจุดที่แสงเปล่งประกายคือร่องรอยที่สลักบนตัวปิ่นหยกดำซึ่งร่องรอยสลักนี้ก็คือเส้นสายค่ายกลชนิดหนึ่ง เป็ค่ายกลที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ตรวจหาค่ายกลอื่นที่วางไว้อยู่รอบกาย
ค่ายกลบนปิ่นปักผมนี้คือค่ายกลวารีพิทักษ์ซึ่งถือได้ว่าเป็หนึ่งในค่ายกลที่เลื่องชื่อในปฐีและเมื่อขึ้นชื่อว่าค่ายกลวารี มันจึงต้องอาศัยน้ำเป็ตัวกลางของค่ายกล
เมื่อร่องรอยที่สลักอยู่บนปิ่นหยกเปล่งแสงมันก็ชักนำมวลน้ำให้ลอยละลิ่วเป็เส้นสายหลายทิศทาง เส้นสายของมวลน้ำนี้มิได้มีอานุภาพในการโจมตีที่น่าหวาดหวั่นดั่งเช่นคมดาบรูปจันทร์เสี้ยวในค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรมิได้มีอานุภาพการป้องกันหรือกักขังอย่างเช่นค่ายกลมีชื่ออื่นๆ แต่สายน้ำที่กำจายแลแผ่ลามออกไปตามผืนปฐีนี้มันสามารถที่จะระบุตำแหน่งค่ายกลอื่นที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้รัศมีสิบลี้ได้!
สายน้ำแผ่ขยายไปตามผืนปฐีมุ่งไปทั่วทุกสารทิศปลายทางของสายน้ำบ้างก็มุ่งไปที่ก้อนหิน บ้างก็มุ่งไปที่รากของต้นไม้ใหญ่ บ้างก็ไปที่เศษซากกระดูกของสัตว์ที่ตายแล้วก็มีซึ่งทุกที่ที่สายน้ำนี้ไป มันจะทำให้ของสิ่งนั้นเปล่งแสงสีแดงเป็ประกายออกมาในทันที
บุรุษฉกรรจ์ผู้ที่ปักปิ่นหยกลงในหลุมน้ำตบมือเสียงดังฉาดใหญ่แล้วกล่าวเสียงดังไปทั่วบริเวณ
“มีค่ายกลลวงตาอยู่จริงๆมิน่าตลอดหลายวันมานี้พวกเราถึงเดินทางวนเวียนอยู่แต่ที่เดิม… เทพดาเร้นกายตั้วซุนหง ต่อให้เ้าหลักแหลมหรือเ้าเล่ห์ถึงเพียงไหน แต่ก็อย่าได้คิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือพวกเราพ้น!"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะชี้นิ้วไปยังก้อนหินรากไม้ รวมถึงโครงกระดูกสัตว์มากมายที่เปล่งแสงสีแดงอยู่ แล้วหันไปะโกล่าวสั่งการด้วยน้ำเสียงอันกังวาน
“ทำลายองค์ประกอบของค่ายกลลวงตานี้ให้หมด!”