ฮูหยินในอนาคตหนีไปกับผู้อื่นอะไรกัน? แววตาของหยวนซิวสับสนไปชั่วขณะก่อนจะมองหลินเสวี่ยจู๋ “ฮูหยินจะไปที่ใด?”
หลินเสวี่ยจู๋ชะงัก จู่ๆก็รู้สึกราวกับตนเองพูดสิ่งที่โง่เขลาออกไป
สวรรค์สมองอันปราดเปรื่องของนาง เหตุใดจึงต้องมาติดขัดเอาในยามนี้ด้วยเล่า?
หลินเสวี่ยจู๋หงุดหงิดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้นางพูดอย่างเป็นกังวล “สามีไม่ได้รังเกียจข้าหรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงเรียกฮูหยินได้คล่องปากยิ่งนัก?”
หยวนซิวถามกลับอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “แล้วการที่ฮูหยินเรียกข้าว่าสามีไม่ได้เรียกอย่างคล่องปากหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋พูดไม่ออก ความจริงแล้วตอนแรกนางพยายามไม่คงนิสัยเดิมของตัวประกอบเอาไว้จึงเรียกหยวนซิวว่าสามีได้อย่างแนบเนียน ไร้ซึ่งความเคอะเขิน
แต่นั่นมันก็แค่การแสดง!
หยวนซิวเห็นท่าทางจนมุมของหลินเสวี่ยจู๋มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างน่ามอง “ฮูหยิน นี่เป็นเรื่องระหว่างเจ้ากับข้า ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับน้ำ”
หลินเสวี่ยจู๋ชะงักงันอีกครา
เมื่อนางได้สติกลับมาจึงเข้าใจความหมายของหยวนซิวเขาต้องการพูดถึงเรื่องที่หลายวันมานี้นางเปลี่ยนน้ำที่ให้เขาดื่มจากน้ำพุจิตวิญญาณเป็นน้ำจากลำธารคนผู้นี้จะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้วกระมัง แค่เปลี่ยนน้ำก็รู้หรือ?
แม้แต่ต้าจ่างจิน[1]ก็ยังต้องยอมแพ้ให้เขา
หลินเสวี่ยจู๋ไม่อยากจะเชื่อนางสงสัยว่าหรือน้ำพุจิตวิญญาณจะมีรสชาติพิเศษ
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปยังลำธารที่อยู่ใกล้กับค่ายพักแรมมากที่สุด
นางลองดื่มน้ำจากลำธารหนึ่งอึกตามด้วยน้ำพุจิตวิญญาณอีกหนึ่งอึก ลองชิมดูแล้วก็ไม่พบความแตกต่างใดๆ นางยังคงไม่เชื่อลองดื่มน้ำจากลำธารอีกหนึ่งอึก
ลองอยู่หลายครั้งจนแทบจะอิ่มน้ำจากนั้นนางก็กลับไปยังค่ายพักแรม
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหยวนซิวนางก็นั่งลงข้างๆ เขา คิดที่จะหารือเกี่ยวกับความรู้ทางฟิสิกส์
“น้ำไร้สีไร้กลิ่นท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันแตกต่างกัน?”
คำตอบของหยวนซิวนั้นเรียบง่าย “ข้าไวต่อรสชาติ”
เฮอะ เคยได้ยินแต่คนที่ไวต่อสุราและชาไม่เคยได้ยินคนที่ไวต่อน้ำมาก่อน
เรื่องที่สุนัขยังไม่แน่ว่าจะทำได้เช่นนี้เขากลับทำได้อย่างไร?
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดอย่างเงียบงันใบหน้านั้นราวกับกำลังขบคิดเรื่องยากๆ
หยวนซิวจึงอดไม่ได้ที่จะอธิบาย “ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ย่อมไวต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ เมื่อเทียบกับคนทั่วไป น้ำที่เจ้าเคยให้ข้าดื่มก่อนหน้านี้นับว่าดีต่อร่างกายด้วยเหตุนี้ตอนที่เจ้าเปลี่ยนน้ำข้าจึงรู้สึกได้”
“ท่านไม่เพียงแต่รู้ว่าข้าเปลี่ยนน้ำยังเดาได้อีกว่าเหตุใดข้าจึงเปลี่ยน หยวนซิว ท่านเป็นคนหรือปีศาจกันแน่?” หลินเสวี่ยจู๋มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หยวนซิวมีสีหน้าเรียบเฉย “เป็นฮูหยินต่างหากที่แสดงความคิดของตนเองออกมาบนใบหน้าทั้งหมด”
“จริงหรือเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋ใจหายวาบ นางแสดงออกถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เช่นนั้นก็ไม่ดีแล้ว
หยวนซิวแหงนหน้ามองดวงจันทร์แววตาฉายแววโดดเดี่ยวและเยือกเย็น ผ่านไปนานจึงเอ่ยถาม “ในอดีตฮูหยินมีชีวิตเช่นไร?”
หลินเสวี่ยจู๋ตระหนักขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูกนางสัมผัสได้ว่าหยวนซิวถามถึงเรื่องราวก่อนที่นางจะทะลุมิติเข้ามา
น้ำเสียงของนางทุ้มต่ำ “ไม่ต่างอันใดกับชีวิตของท่านในตอนนี้”
“ข้าหรือ?” หยวนซิวไม่เข้าใจ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้พูดต่อ
นางใช้ชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆ อยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็ถูกคนพวกนั้นหาเจออยู่ดี พวกเขาใช้สารพัดวิธีหวังจะแยกมิติกับจิตสำนึกของนางออกจากกัน
นางถูกทรมานจนสะบักสะบอมอยากมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ อยากตายก็ไม่ได้ สุดท้ายในระหว่างที่ถูกช็อตด้วยไฟฟ้านางก็หัวใจวายเฉียบพลันจนเสียชีวิต
วิญญาณของนางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเข้ามาอยู่ในร่างของตัวประกอบหญิงที่ชื่อหลินเสวี่ยจู๋ส่วนมิติก็ติดตามจิตสำนึกของนางมา เรียกได้ว่าทะลุมิติตามมาด้วยกัน ทว่าเรื่องราวเหล่านี้นางจะอธิบายให้หยวนซิวฟังอย่างไร? ต่อให้เขาไม่คิดว่านางเป็นบ้าแต่ก็ไม่อาจเข้าใจโลกที่นางเคยอยู่หรอกกระมัง
หยวนซิวมองหลินเสวี่ยจู๋ที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะถามอย่างเป็นกังวล “เจ้ายังอยากกลับไปหรือไม่?”
หลินเสวี่ยจู๋ส่ายหน้าโดยไม่ลังเล
นางได้ตายไปแล้วในขุมนรกนั้นเหตุใดจึงจะอยากกลับไปอีกเล่า! แม้ว่าที่นี่จะเป็นเพียงโลกในนิยาย แต่นางก็อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นนางส่ายหน้าหัวใจที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของหยวนซิวก็สงบลงทันที
หลินเสวี่ยจู๋เงียบไปครู่หนึ่งจู่ๆ ก็เอ่ยปาก “ท่านไม่มีเรื่องอื่นอยากถามข้าแล้วหรือ?”
เช่น น้ำที่นางให้เขาดื่มนั้นได้มาจากที่ใด?ยาต่างๆ ที่นางมอบให้เขาได้มาอย่างไร? เหตุใดร่างนี้ถึงได้มีจิตวิญญาณของนางเข้ามาแทนที่?
เรื่องราวเหล่านี้เขาไม่อยากรู้อย่างนั้นหรือ?
“ไม่มีแล้ว” หยวนซิวเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเพียงอยากยืนยันว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดไป”
ประโยคเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวทำให้หัวใจของหลินเสวี่ยจู๋เต้นตึกตักนางสงสัยว่านี่ถือเป็นการสารภาพความในใจหรือไม่? นางลำบากใจแทนพระเอกเสียจริงอย่างไรนางเอกก็หนีไปกับคนอื่นแล้ว เช่นนั้นพระเอกคนนี้ก็ยกให้ตัวประกอบหญิงอย่างนางอย่างนั้นหรือ?
หัวใจของหลินเสวี่ยจู๋เต้นระรัวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
แต่ในชั่วพริบตาสมองของนางกลับผุดความคิดแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างหนึ่ง
สาเหตุที่หยวนซิวไม่อยากให้นางจากไปอาจเป็นเพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ของน้ำพุจิตวิญญาณก็เป็นได้
หรือบางที...
“ท่านคงไม่ได้คิดว่าข้าเป็นสายลับที่ฮ่องเต้สุนัขส่งมาสอดแนมท่านหรอกกระมัง?” หลินเสวี่ยจู๋มองหยวนซิวด้วยความสงสัย
หยวนซิวยังคงจมอยู่กับบรรยากาศเมื่อครู่ทว่าพลันได้สติทันทีเมื่อได้ยินคำถามของนาง
เขายังไม่ทันได้ตอบก็ได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “โอสถที่ข้ามอบให้ท่านข้าหยิบออกมาจากวังหลวงไม่ใช่สิ่งที่ฮ่องเต้สุนัขใช้ซื้อตัวข้า ดังนั้นบุญคุณความแค้นระหว่างพวกท่านสองพี่น้องอย่าได้ลากข้าเข้าไปเกี่ยวข้องนะเจ้าคะ!”
หยวนซิวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
สมองของสตรีผู้นี้ทำงานอย่างไรกัน? เหตุใดนางจึงได้บทสรุปเช่นนี้จากการสนทนาเมื่อครู่? ที่เขาเป็นกังวลอยู่ครึ่งค่อนวันก็เพราะกลัวว่าสตรีสมองกลับเช่นนี้จะหนีไปอย่างนั้นหรือ? ช่างเถิด จะเก็บนางไว้ทำไม? ใคร่จะไปที่ใดก็ไปเถิดขอเพียงไม่ทำให้เขาโกรธก็พอ
หยวนซิวละสายตาไปอย่างหมดอาลัยตายอยากก่อนจะหยิบแท่งไม้ไผ่จากพื้นขึ้นมาแล้วใช้กริชเหลา
หลินเสวี่ยจู๋เปิดเผยความคิดฟุ้งซ่านของตนเองไปแล้วจู่ๆ ก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าหยวนซิวเงียบไป จึงมองเขาอย่างระมัดระวัง
อืมแววตากลับมาลุ่มลึกอีกแล้ว นี่หมายความว่าได้เวลาที่นางควรจะถอยหนีอย่างละมุนละม่อม
“สามี ท่านทำงานแล้วต้องพักผ่อนด้วยนะเจ้าคะอย่าทำงานหนักจนเกินไป ข้าขอตัวไปนอนก่อน พบกันพรุ่งนี้”
หลินเสวี่ยจู๋พูดจบก็หยิบนกหวีดไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วคลานกลับไปยังเสื่อฟางของตนเองอย่างรวดเร็ว
นางเหนื่อยใจเหลือเกินพระเอกผู้นี้พอนางพูดจาไม่เข้าหูก็ทำหน้าทะมึน หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้นางขอนอนดีกว่า
ในเวลานี้ที่อีกฟากของกองไฟหลินเฉิงจางคลายมือที่กำลังกำดินอยู่ออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจเบาๆ
กลุ้มใจแทบตายแล้วบุตรสาวผู้นี้ของเขา ยามปกติก็ดูเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบ เหตุใดพอเป็นเรื่องของบุรุษกับสตรีถึงได้โง่เขลาเสียจนเขาอยากเป็นลมไปเดี๋ยวนี้กันเล่า?
ฮ่องเต้ราชวงศ์ใดจะใช้โอสถเป็นค่าจ้างสายลับ!
พูดจาไร้สาระเช่นนี้ออกมาแล้วผู้อื่นยังจะเชื่อในคำพูดของนางอีกหรือ?
ไม่ว่ามองอย่างไรลูกเขยก็ไม่น่าจะโง่เขลาถึงขั้นคิดว่านางเป็นสายลับหรอกกระมัง!ลำบากลูกเขยแล้วจริงๆ ไม่อยากเชื่อว่าใช้ชีวิตอยู่กับฮูหยินที่ไร้เดียงสาถึงเพียงนี้แล้วยังอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้
เขาที่เป็นบิดายิ่งทวีความละอายใจ
หลินเฉิงจางคิดได้ดังนั้นก็มองแผ่นหลังของหลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังนอนหลับด้วยสายตาไม่ได้ดั่งใจที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า
หัวใจของบิดาอย่างเขาชอกช้ำไปหมดแล้ว
.............................
[1] ต้าจ่างจินหมายถึง แดจังกึม