เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 30 กระดิ่งพิสดาร

     เจวี๋ยหวู่หมิงหัวเราะอย่างเย็นชา ถ่ายทอดเสียงให้แก่เฮยเสวียน เฮยเสวียนได้รับคำสั่ง คำรามเสียงดังก้อง แล้วถ่ายทอดคำสั่งต่อฝูงงูที่อยู่ทางด้านหลังทั้งหมดไป ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ฝูงงูได้เคลื่อนไหวรวมตัวกัน ดุจดั่งคลื่นยักษ์ที่โถมใส่เต็มทุ่งกว้างและภูเขา ทับโถมผ่านมาจากแผ่นหลังของเจวี๋ยหวู่หมิง พริบตานั้นก็กลืนอสูรจิ้งจอกกว่าสิบตัวหายลับไปในทันที อสูรจิ้งจอกนับสิบตัวนั้นถึงแม้พละกำลังที่แข็งแกร่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดกลยุทธ์กองทัพทะเลงูที่มีกันอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ชั่วครู่หนึ่งถึงกับยุ่งเหยิงจนทำอะไรไม่ถูก จนตกอยู่ภายใต้ความคับขัน “จิ้งจอกเฒ่า ยังมีลูกไม้อะไร ก็รีบใช้ออกมาเถอะ!ไม่อย่างนั้นอีกสักพักทันทีที่ราชาอย่างข้าลงมือ เจ้าจะไม่มีโอกาสเช่นนั้นแล้ว!” เจวี๋ยหวู่หมิงยืนกอดอกหัวเราะอย่างเย็นชา กวาดสายตามองออกไป อีกทั้งภายในแววตายังเต็มไปด้วยสีหน้าที่ดูแคลน “ดี!ดูเหมือนว่าข้าผู้ยิ่งใหญ่ยังคงดูแคลนเจ้าเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าเพียงแค่นี้ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้แล้วงั้นเรอะ? ข้าผู้ยิ่งใหญ่จะทำให้เจ้าได้รู้เองว่า ในเมื่อข้าสามารถฆ่าแม่ของเจ้า ก็ย่อมสามารถฆ่าเจ้าได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์เพียงแสดงสีหน้าเย็นชาออกมา ถึงกับนึกขึ้นได้ในทันที พร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เพียงแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงแสยะยิ้ม แล้วกล่าวออกมาอย่างเหยียดหยาม: “อย่างเจ้า? ยังไม่อาจเทียบกับท่านแม่ผู้ให้กำเนิดข้าได้หรอก แม้กระทั่งในตอนที่ต้นกำเนิดปราณแตกซ่าน เจ้ามิใช่ยังต้องรอให้ถึงตอนนั้นหรอกงั้นหรือ? อย่างเจ้าที่เป็นได้แค่อสูรชั้นต่ำที่น่ารังเกียจ ช่างไร้ยางอายเกินเยียวยาเสียจริง วันนี้ราชันย์อย่างข้าจะบดขยี้กระดูกเจ้าจนเหลือแต่เพียงเศษผงธุลี แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังต้องดับสูญ!” “ว่ากล่าววาจาไร้สาระให้มันน้อยหน่อยเถอะ พวกเรามาเข้าสู่บทสนทนาที่แท้จริงกันได้แล้ว!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ก็คล้ายกับถูกจี้เข้าไปที่เจ็บปวด จนเกิดเป็นอาการร้อน จิตใจบังเกิดเป็นเจตนาแห่งการฆ่าฟันได้มากยิ่งกว่า อีกทั้งยังไม่คิดที่จะเสวนามากความ เพียงการก้าวเท้าออก แต่กลับดีดตัวออกปานกระสุนปืนใหญ่พุ่งผ่าน แหวกม่านสภาวะที่เรียกว่าอากาศ ในมือยังถือดาบตะไบที่เปล่งเป็นประกาย เข้าฟาดฟันเข้าใส่เจวี๋ยหวู่หมิงไป เจวี๋ยหวู่หมิงทั้งไม่ทุกข์ไม่ร้อนใจ เผชิญหน้าเข้ากับคมดาบสังหารนี้ จนถึงขั้นที่ใช้เพียงมือเปล่าเข้ารับเอาไว้! จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์คล้ายกับตกอยู่ในสภาพที่โง่งมขึ้นในทันที ในใจคล้ายกับแทบคลุ้มคลั่งออกมา วิถีพลังในมือถึงกับเสริมเพิ่มเข้าไปอีกถึงสามส่วน จนกลิ่นอายอสูรอันคลุ้มคลั่งได้ถ่ายเทเข้าสู่ส่วนที่เป็นใบดาบ โดยที่ตั้งใจที่จะฟันเข้าที่แขนของเจวี๋ยหวู่หมิงจนขาดในดาบเดียว ตึง! เสียงเหมือนศิลาทองคำปะทะเสียดสีเข้าด้วยกัน จนจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ต้องถลึงตาทั้งสองข้างจับจ้องมอง จนถึงกับต้องตะโกนออกมาด้วยสภาพที่ไม่อยากจะเชื่อ: “เป็น……เป็นไปได้ยังไงกัน?” แต่กลับพบว่าบนกำปั้นของเจวี๋ยหวู่หมิงได้ปกคลุมเอาไว้ด้วยเกล็ดเกราะหนาไว้ชั้นหนึ่ง เมื่อคมดาบได้ฟันใส่ด้านบน แต่กลับทิ้งไว้แค่ริ้วรอยบางเบาเท่านั้น แม้แต่ผิวชั้นนอกของเจวี๋ยหวู่หมิงยังแทบจะไม่ระคายเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะตัดแขนกันแล้ว แต่สิ่งที่ยิ่งมีแต่จะทำให้จิตใจของจิ้งจอกเพลิงเย็นวาบก็คือ บนคมดาบที่ปะทะเข้ากับคมหมัด ถึงกับปรากฏรอยบิ่นน้อย ๆ ไม่ถือว่าใหญ่มาก จนเป็นที่น่าแตกตื่นตกใจเลยทีเดียว! “เจ้าเด็กน้อยที่น่าตายแท้จริงแล้วมีกายหยาบที่ทำมาจากอะไรกันแน่! เป็นศิลาเหล็กทมิฬหรือไงกัน?” ความคิดนี้ได้ผุดขึ้นในสมองของจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์อย่างทันควัน โดยที่ความคิดนี้ยังไม่ทันจะจางหายไป การโจมตีสวนกลับมาของเจวี๋ยหวู่หมิงก็พุ่งเข้าใส่! “มีความสามารถแค่นี้ ยังคิดที่จะฆ่าข้าอีกหรือไง? เจ้ากำลังล้อเล่นอยู่อย่างงั้นสินะ?” เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงหัวเราะหึหึ บนใบหน้าที่ชั่วร้ายกำลังเผยสีหน้าเย้ยหยัน หันไปแดกดันต่อจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ ตามความเป็นจริง ทันทีที่เห็นการโจมตีที่ทุ่มพลังทั้งหมดออกมาของจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ที่ยังไม่แม้แต่จะทิ้งรอยขีดข่วนให้กับผิวชั้นนอกของเขาได้ด้วยซ้ำ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน ถึงแม้จะรู้ว่ากายหยาบของตัวเองนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะสามารถที่จะละทิ้งซึ่งการป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ แค่เอาแต่โจมตีเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว! ชั่ววูบหนึ่งที่ประเมินศัตรูว่าต่ำชั้น จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ก็ถูกกดดันจนต้องถอยร่นไปติดต่อกัน อย่าว่าแต่เขากับเจวี๋ยหวู่หมิงจะอยู่ในขอบเขตขั้นสูงสุดของแปรลักขณา แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะเผ่าจิ้งจอกไม่ได้จัดเจนในด้านการต่อสู้ แต่กลับยังเลือกที่จะใช้ร่างกายเข้าปะทะในระยะประชิด แทบจะเรียกได้ว่าใช้จุดอ่อนไปปะทะกับจุดแข็งของคนอื่น ย่อมต้องตกเป็นฝ่ายปราชัยได้อย่างแน่นอน นี่ยังนับได้ว่าเป็นร่างที่ยังไม่แม้แต่จะคืนร่างเดิมของเจวี๋ยหวู่หมิง ภายใต้สถานการณ์ที่มีพละกำลังน้อยกว่าถึงสิบเท่า ไม่แน่ว่าเมื่อคืนสู่ร่างเดิม อาจจะสามารถเอาชนะได้ภายในเสี้ยววินาทีกันแล้ว ในเวลานี้จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์เองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ว่าความจริงแล้วเจวี๋ยหวู่หมิงกำลังหยอกเขาเล่นอยู่ อีกทั้งยังลอบเกิดอาการยินดีขึ้นในใจ พร้อมกับครุ่นคิดลอบวางแผนการภายในใจ เปรี้ยง! เมื่อพลังหมัดระเบิดออก แต่กลับยังแฝงเอาไว้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงไฟที่ร้อนระอุ ปะทุกระแทกเข้าใส่หน้าอกไปพร้อมกับดาบตะไบ วินาทีนั้น ดาบหักคนใช้กระเด็น! จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ถึงกับต้องกระอักเลือดบริสุทธิ์ออกมา จนเกิดเป็นพลังในการตอบโต้สวนกลับ ฉกฉวยโอกาสเริ่มทิ้งระยะห่างให้ไกลออกไป ยามนี้ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่อาจที่จะแสดงสีหน้าลำพองตัวเองได้อีก แม้แต่สีหน้าก็ยังเย็นยะเยือกสุดเปรียบปาน ตกอยู่ในสภาพจนตรอกจนตอบหอบหายใจอย่างรุนแรงออกมา: “เจ้าหนู เมื่อครู่นี้เป็นข้าที่ลำพองตัวจนเกินไป ครั้งนี้ ขอดูว่าเจ้ายังสามารถที่จะต้านทานเอาไว้ได้อีกไหม!” ในที่สุดเขาก็ได้ใช้ความหลักแหลมแล้ว อีกทั้งยังคิดว่าเจวี๋ยหวู่หมิงมีแต่เพียงความแข็งแกร่งของกายหยาบ ผู้ฝึกเคล็ดวิชาคาถาอย่างตัวเขาเองมีหรือที่จะเป็นคู่ต่อสู้ด้วยได้ เพียงแต่เห็นว่าเขาได้สูดลมหายใจเขาจนสุด แล้วปลดกระดิ่งที่แขวนไว้ข้างเอวออก ใช้มือซ้ายกุมไปที่หน้าอก มือขวาเขย่ากระดิ่งเบา ๆ โดยที่ลอบท่องเคล็ดคาถาผ่านทางปาก คล้ายกับกำลังท่องคำสวดอะไรอยู่ กริ้ง!กริ้ง!กริ้งกริ้ง! เสียงกระดิ่งได้ดังขึ้นตามเรื่อย ๆ โดยที่เกิดเป็นคลื่นกระจายออกมาจากบริเวณรอบด้าน ระหว่างนั้นเองก็พลันเกิดเสียงกระดิ่งดังสะท้อนปกคลุมไปทั่วทั้งสนามรบ จนเกิดเป็นก้อนอากาศสีดำทมิฬแทรกซึมเข้าสู่ทุกพื้นที่จนเหมือนกับหมึกดำก็มิปาน แผ่กระจายออกไปรอบบริเวณ ทันใดนั้น ก็เกิดเป็นเสียงดังสนั่นดังก้องไปทั้งฟ้าดินถ่ายทอดออกมา แผ่นดินสั่นไหว และเกิดเป็นดินที่นูนขึ้นมา และแตกกระจายออกในทันที พร้อมกับรวมตัวกันจนเกิดเป็นเสาหินเก่าแก่พร้อมกับพื้นธรณีที่ปริแตก จนเหมือนดั่งต้นไม้ใหญ่ที่งอกเงยออกมาอย่างกะทันหัน หลังผ่านไปได้หลายสิบวินาที ก็ยิ่งผุดขึ้นสูงจนถึงหลายสิบหมี่ไปแล้ว เสาหินนี้เหมือนกับเสาใหญ่ในพระราชวังโดยทั่วไป ที่ด้านบนยังได้สลักจนคล้ายกับภาพหัวของภูตผีอยู่นับไม่ถ้วน ดุไปแล้วดุร้ายน่าสะพรึงกลัว แปลกประหลาดจนอธิบายออกมาได้ไม่ถูก! “นี่มันอะไรกัน?” เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับขนลุกขึ้นในทันที อีกทั้งยังเป็นความรู้สึกสยดสยองขึ้นจากก้นบึ้งของจิตใจขึ้นในทันทีทันใด กริ้งงงง! และในตอนนี้ ก็ได้มีเสียงกระดิ่งดังผ่านเข้ามาอีกครา หัวภูตผีพวกนั้นได้ทอแววตาดุร้ายออกมา ภายในรูม่านตาคล้ายกับว่ามีแสงไฟสีฟ้าสาดเป็นประกายระยิบระยับ อีกทั้งบนใบหน้ายังแสดงออกถึงเค้าความเลอะเลือนออกมาเป็นสาย เพียงแต่มองเห็นพวกมันได้หันมายิ้มเย้ยต่อเจวี๋ยหวู่หมิงพร้อมกัน จากนั้นก็ส่งเสียงจี๊จ๊ะอย่างประหลาด เขี้ยวที่อยู่เต็มปากยิ่งทวีความโหดเหี้ยมออกมา! กระดิ่งยังคงดังขึ้นไม่หยุด หลังจากนั้น ภาพภูตผีที่อยู่บนเสาหินโบราณนั้นที่นิ่งสงบไม่ขยับเคลื่อนไหวก็ถึงกับกำลังสั่นไหวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด รูปทรงที่แสดงอยู่บนเสาหินแต่ละเสายังมีใบหน้าที่ทั้งยุบทั้งนูนไม่เหมือนกัน จนคล้ายกับพยายามดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากสภาพนั้นให้ได้ กริ้งงงง! เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าภูตผีพวกนั้นในที่สุดก็หลุดพ้นออกมาได้ และคำรามเสียงก้องท่ามกลางอากาศ จนกระทั่งหลังจากที่ได้เห็นเจวี๋ยหวู่หมิง ก็รวมกลุ่มกันจนโถมกันเข้าเข้าไป...