ความเ็ปแปลบปลาบบริเวณต้นคอราวกับถูกเหล็กแหลมเผาไฟทิ่มแทง ทำให้ธนาต้องสะดุ้งสุดตัวหยัดกายขึ้นจากม้านั่งไม้ผุพังริมชานชาลาสถานีรถไฟร้าง แสงอาทิตย์ยามรุ่งสางที่ลอดผ่านม่านหมอกลงมาไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่เขาเลยแม้แต่น้อย มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปลูบบริเวณหลังคอ ััได้ถึงรอยนูนขรุขระของิัที่ไหม้เกรียมเป็รูป "ตราครุฑโบราณ" มันไม่ใช่แค่แผลเป็ แต่มันคือตราประทับที่สลักลึกถึงดวงิญญา... เครื่องหมายการจองจำของพระยาโสก
เขากำเหรียญทองโบราณในกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน ภาพการร่วมรักอันเร่าร้อนกับยูมิยังคงติดตา แต่ทว่าความหวานล้ำนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกที่คืบคลานเข้ามาในอก ธนาฝืนพยุงร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเดินโซเซไปตามทางรถไฟที่ทอดยาวหายไปในดงพงหญ้า ทันใดนั้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกปีบที่ร่วงโรยก็ลอยมาปะทะจมูก มันเป็กลิ่นที่เหงาจับใจจนเขาต้องชะงักฝ่าเท้า
"คุณ... เจ็บมากไหมคะ?"
เสียงกระซิบแ่เบาดังมาจากเงาสลัวใต้ต้นปีบใหญ่ ธนาหันไปมองด้วยสัญชาตญาณที่ตื่นตัว เห็นร่างของหญิงสาวในชุดผ้าแถบสีนวลตา ผ้านุ่งสีซีดจางกลมกลืนไปกับสายหมอก ผิวพรรณของเธอขาวซีดจนเกือบโปร่งแสง ใบหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยดวงตาเศร้าสร้อยที่จ้องมองมายังเขาด้วยความเวทนา เธอคือ **"มาลี"** ิญญาหญิงสาวที่ติดอยู่ในห่วงแห่งความหนาวเหน็บ ณ สถานีร้างแห่งนี้มานานแสนนาน
"คุณเป็ใคร..." ธนาถามกระเส่า ร่างกายของเขากำลังตอบสนองต่อกลิ่นอายิญญาของเธอ แรงดึงดูดทางเพศที่เขาควบคุมไม่ได้เริ่มทำงาน พลังชีวิตในกายเขาพลุ่งพล่านราวกับน้ำป่าที่รอวันแตกกระทำ
"ข้าคือผู้ที่ถูกลืม... ข้าหนาวเหลือเกินท่านธนา ความหนาวของความตายมันกัดกินข้าจนเจ็บไปถึงขั้วหัวใจ" มาลีค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาเขา ฝ่าเท้าของเธอไม่ััใบไม้แห้งจนเกิดเสียง ร่างบางสั่นสะท้านน้อยๆ ราวกับลูกนกที่ต้องลมพายุ
ธนารู้ดีว่าความรู้สึกนี้คืออะไร มันคือเสียงเรียกหา "ไออุ่น" ที่มีเพียงคนเป็อย่างเขาเท่านั้นที่มอบให้ได้ เขาเอื้อมมือออกไปหวังจะพยุงเธอ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วัักับผิวกายที่เย็นเยือกดุจน้ำแข็งของมาลี กระแสไฟฟ้าแห่งความปรารถนาก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งคู่ต่างชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาประสานกันในระยะประชิด
"ข้าขอเพียงไออุ่น... ก่อนที่กาลเวลาจะพรากข้าไปสู่ความมืดมิดที่ลึกกว่าเดิม" มาลีกระซิบ พร้อมกับโผเข้าซบที่แผลงอกกว้างของธนา
ความเย็นสุดขั้วที่ปะทะกับร่างกายอันร้อนรุ่มของชายหนุ่มสร้างความรู้สึกซ่านเสียวอย่างประหลาด ธนาโอบกอดร่างบางนั้นไว้แน่น พยายามใช้ความร้อนจากร่างกายของเขาบรรเทาความหนาวเหน็บให้เธอ เขาพาร่างของมาลีเลี่ยงเข้าไปในโบกี้รถไฟเก่าที่จอดทิ้งร้างอยู่บนรางไม้ ผนังเหล็กที่ขึ้นสนิมและเบาะนั่งที่ฉีกขาดกลับกลายเป็สรวง์ชั่วคราวท่ามกลางม่านหมอก
ธนาประคองใบหน้าของิญญาสาวขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปที่ริมฝีปากบางสีซีดอย่างแ่เบา "ผมจะช่วยคุณ... มาลี"
เขาโน้มใบหน้าลงไปประทับจูบที่หน้าผากมน ก่อนจะเลื่อนลงมาที่พวงแก้มและซอกคอ กลิ่นกายของมาลีที่เคยเย็นชืดเริ่มเปลี่ยนเป็กลิ่นหอมหวลชวนกำหนัดเมื่อได้รับพลังชีวิตจากเขา ธนาใช้ฟันขบเม้มติ่งหูของเธอเบาๆ กระตุ้นให้ิญญาสาวครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน มือหนาที่เริ่มซุกซนลูบไล้ผ่านผ้าแถบผืนบาง ััได้ถึงความนุ่มหยุ่นของทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัด
"อ๊ะ... ท่านธนา... ข้ารู้สึกถึงมัน... ความร้อนแรงที่ท่านมอบให้..." มาลีแอ่นกายเข้าหาเขา มือเรียวบางลูบไล้แผ่นหลังกว้างของธนา เล็บของเธอขูดขีดไปตามมัดกล้ามเนื้อเบาๆ อย่างลืมตัว
ธนาค่อยๆ ปลดผ้าแถบของเธอออกช้าๆ เผยให้เห็นทรวงอกอิ่มสวยยอดถันสีชมพูระเรื่อที่กำลังชูชันท้าทายสายตา เขาไม่รอช้า ก้มลงใช้ลิ้นอุ่นร้อนตวัดเลียยอดบัวงามนั้นอย่างกระหาย มาลีหวีดร้องแ่เบา ร่างกายของเธอเริ่มเปล่งแสงสีทองนวลจางๆ พลังงานจากธนาถูกสูบซับเข้าสู่ร่างิญญาของเธอผ่านััอันเร่าร้อนนี้
ชายหนุ่มเลื่อนมือลงไปเบื้องล่าง บดคลึงสะโพกมนผ่านผ้านุ่งที่เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้าง เขาบีบเค้นความนุ่มนวลนั้นอย่างแรงจนมาลีต้องซบหน้าลงกับบ่าของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของธนารดรดซอกคอเธอ ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์รักพุ่งสูงขึ้น ธนาพลิกตัวให้เธอนอนลงบนเบาะรถไฟเก่า เขาขึ้นคร่อมร่างเธอไว้ สายตามองดูความงดงามที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็และความตายอย่างหลงใหล
เขาเริ่มพรมจูบไปทั่วหน้าท้องเนียนราบ ลิ้นร้อนชื้นลากผ่านสะดือลงไปจนถึงขอบผ้านุ่ง มาลีบิดกายเร่าด้วยความสยิวซ่าน นิ้วมือของเธอสอดประสานเข้ากับกลุ่มผมของธนา กดใบหน้าของเขาให้จมลงกับความหอมหวานเบื้องล่าง ััที่เขามอบให้มันช่างล้ำลึกและรุนแรงจนเธอรู้สึกเหมือนดวงิญญากำลังจะแตกสลายกลายเป็ผุยผงด้วยความสุข
"อา... ท่านธนา... อย่าหยุด... ได้โปรด..." เสียงของมาลีพร่าเลือน เต็มไปด้วยความโหยหา
ธนาเล้าโลมเธออย่างหนักหน่วง เขามอบความรัญจวนใจด้วยปลายนิ้วและปลายลิ้น สลับกับการบดเบียดร่างกายส่วนกลางที่แข็งขืนเข้ากับจุดอ่อนไหวของเธอผ่านร่มผ้า ทุกครั้งที่เสียดสี กระแสความร้อนจะแล่นพุ่งเข้าสู่ขั้วหัวใจของทั้งคู่ มาลีแยกขาออกกว้างอย่างเชิญชวน ร่างกายของเธอสั่นกระตุกเป็ระยะจากการถูกปรนเปรอจนถึงขีดสุด
ในจังหวะที่ธนากำลังจะเอื้อมมือไปปลดเปลื้องอาภรณ์ชิ้นสุดท้าย เพื่อรวมเป็หนึ่งเดียวกับิญญาสาวมาลี ทันใดนั้น รอยตราครุฑที่หลังคอของเขาก็แผ่ความร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้งจนเขาต้องร้องออกมาด้วยความเ็ป มาลีสะดุ้งสุดตัว ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขณะจ้องมองไปที่เื้ัของธนา
"ท่านธนา! ระวัง!" เธอกระชากร่างของเขาให้หมอบลงกับพื้นโบกี้
ในชั่วพริบตานั้น เงาดำทมิฬหลายร่างพุ่งผ่านหน้าต่างรถไฟเข้ามาด้วยความเร็วสูง กลิ่นสาบสางของิญญาชั่วร้ายและความตายรุนแรงจนธนาแทบสำลัก เขาหันไปมองเห็นเหล่าสัมภเวสีหน้าตาน่าสยดสยองกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาสีแดงฉาน
มาลีรีบดึงผ้าแถบขึ้นมาปกปิดร่างกายที่ยังสั่นเทา ใบหน้าที่เคยเปี่ยมสุขด้วยกามารมณ์บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เธอกระซิบที่ข้างหูของธนาด้วยเสียงสั่นเครือ
"ข้าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว... ท่านธนา ฟังข้าให้ดี! ตราประทับนั่นคือเหยื่อล่อ พระยาโสกกำลังรวบรวมิญญาร้ายจากทุกสารทิศ... พวกมันไม่ได้้าแค่พลังชีวิตของคุณ แต่มันกำลังสร้าง 'กองทัพความตาย' เพื่อพังทลายประตูระหว่างภพ!"
"อะไรนะ? กองทัพิญญางั้นเหรอ?" ธนาถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ขณะที่เงาดำรอบโบกี้เริ่มบีบวงล้อมเข้ามา
"พวกมันจะมารวมตัวกันที่ 'ป่าช้าแตก' ในคืนเดือนดับที่จะถึงนี้... ท่านต้องหนีไป! หา 'นวล' ให้เจอ... มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้วิธีลบตราประทับนี้!"
มาลีผลักธนาออกห่าง ก่อนที่ร่างของเธอจะเริ่มสลายเป็ละอองแสงสีขาวนวลที่บริสุทธิ์จากการได้รับการเติมเต็มพลังชีวิตจากชายหนุ่ม เธอยิ้มให้เขาเป็ครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและคำเตือนภัย
"ขอบคุณสำหรับความอบอุ่น... มันเป็สิ่งที่สวยงามที่สุดที่ข้าเคยได้รับ..."
ร่างของมาลีสลายไปในอากาศ ทิ้งให้ธนายืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางวงล้อมของิญญาร้ายที่กำลังส่งเสียงคำรามในคอ โบกี้รถไฟเก่าเริ่มสั่นะเืราวกับจะพังทลายลง ธนากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว แต่ในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความสับสนและคำถามมากมายเกี่ยวกับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น
เขาจะรอดไปจากกองทัพิญญาเหล่านี้ได้อย่างไร? และป่าช้าแตกคือที่ไหน?
พระยาโสกขยับหมากตัวสำคัญแล้ว และธนาก็คือใจกลางของกระดานแห่งความตายนี้!
---
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมื่อเงื้อมมือมัจจุราชคืบคลาน และทางรอดเดียวคือการเผชิญหน้ากับความกลัวที่หยั่งรากลึก]**