“จากตำราที่ฉันอ่านมา มนุษย์ปกติเมื่อเริ่มรับรู้ถึงเวทมนต์และเริ่มดูดซับพลังงานเวทมนต์ในธรรมชาติได้ จะสูญเสียพลังงานเวทมนต์ในกระบวนการสะสมพลังที่เปลี่ยนจากเวทมนต์ธรรมชาติ ไปเป็เวทมนต์ที่สามารถสะสมในร่างกายได้หรือที่เรียกว่า ชีวะเวท ซึ่งอัตราส่วนเฉลี่ยที่จะสูญเสียไปจะอยู่ที่ประมาณสามในสิบส่วน นั่นหมายถึง ถ้ามีพลังเวทธรรมชาติร้อยส่วน นักเวททั่วไปจะสามารถแปลงเป็ชีวเวทเพื่อสะสมในร่างกายได้ประมาณเจ็ดสิบส่วน” โนบลินหยุดพักให้เพื่อนได้คิดตาม
“ในขณะเดียวกันกระบวนการใช้พลังเวทนั้น ก็มีการสูญเสียพลังในขั้นตอนการส่งผ่านเช่นกัน โดยพลังที่ใช้หมุนเวียนเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายนั้นจะมีค่าเฉลี่ยการสูญเสียพลังงานประมาณหนึ่งในยี่สิบส่วน หมายถึงถ้านายใช้พลังเวท หนึ่งร้อยหน่วย เสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย จะมีห้าหน่วยที่สูญเสียไปในกระบวนการส่งผ่านพลังและมีพลังเพียงเก้าสิบห้าหน่วยที่เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายจริง ๆ”
“การฝึกควบคุมพลังเวทนั้นก็คือการฝึกฝนการเคลื่อนย้ายพลังเวทภายในร่างกายไปยังส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น รวมถึงอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ถ้าใช้พลังเสริมกำลังให้ปอด ก็จะทำให้หายใจสะดวกขึ้น รับเอาออกซิเจนเข้าไปได้มากขึ้นทำให้สดชื่นเร็วขึ้นและเหนื่อยช้าลง ถ้าส่งผ่านไปที่สมอง ก็จะทำให้รู้สึกโล่ง มีสมาธิดีขึ้น”
“แต่ว่าพอเราสะสมพลังเวทในร่างกายแล้วมันก็จะไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายเองไม่ใช่เหรอโนบลิน” เรซถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ
“ที่นายพูดก็ถูก” โนบลินตอบ
“แต่นั่นเป็การเสริมสร้างแบบกระจายทั่ว หมายถึงพลังเวทในร่างกายนาย ที่ถูกปลดปล่อยจากแก่นเวทในร่างกาย จะปลดปล่อยออกไปกระจายอยู่ทั่วร่างกาย จนทำให้ร่างกายของพวกนายแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ลองคิดภาพถ้านายมีพลังเวท หกร้อยหน่วย กระจายไปที่แขนทั้งสองข้าง ขาทั้งสองข้าง ลำตัว และส่วนหัว เท่ากับว่าทั่วตัวนายจะมีพลังเวทมาเสริมจุดละหนึ่งร้อยหน่วยเท่ากัน”
โนบลินค่อย ๆ อธิบายช้า ๆ โดยใช้การเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เด็ก ๆ ต่างพากันนั่งเงียบและจินตนาการตามที่ได้ยินโนบลินบอก
“เพราะฉะนั้นถ้าสมมุตินายต่อยหมัดออกไป หมัดของนายก็จะมีพลังเท่ากับหนึ่งร้อยหน่วย แต่ถ้านายดึงเอาพลังทั่วร่างมาไว้ที่หมัดล่ะ พลังหมัดของนายก็จะมีแรงเท่ากับหกร้อยหน่วยลองคิดดูว่ามันจะมากมายแค่ไหน ไอ้การจะต่อยหินนั่นให้แหลกก็ยากแค่ยกมือเท่านั้น” โนบลินอธิบายพร้อมกับชี้ไปทางก้อนหินก้อนหนึ่งซึ่งมีขนาดประมาณสองคนโอบ
“โห...แค่ฟังก็สุดยอดแล้ว ฉันชักจะอยากฝึกเร็ว ๆ แล้วสิโนบลิน”
พอลตื่นเต้นจนออกนอกหน้า แค่คิดว่าตัวเองจะสามารถใช้หมัดลุ่น ๆ ต่อยก้อนหินก้อนใหญ่ให้แหลกละเอียดได้ก็รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว
“ได้สิ อันดับแรกพวกนายนั่งลงฝึกเหมือนการสะสมพลังเวท พอจับความรู้สึกได้ ให้พวกนายรวบรวมเอาพลังไปไว้ที่แขนและมือทั้งสองข้างเท่าที่สามารถทำได้แล้วกักพลังไว้ให้ได้นานที่สุดทำวนไปอย่างนี้เดี๋ยวก็จะคล่องไปเอง” โนบลินอธิบายง่าย ๆ
“ฟังดูง่ายเชียว” พอลบอกอย่างแปลกใจ “คิกว่าจะยากกว่านี้ซะอีก”
ว่าแล้วเ้าคนใจร้อนก็นั่งลงและเริ่มรวบรวมพลัง ไม่นานฝ่ามือทั้งสองข้างของพอลก็ปรากฏแสงจาง ๆ ห่อหุ้มอยู่ มันค่อย ๆ สว่างขึ้นช้า ๆ คล้ายละอองแสงใส ๆ ชั่วเวลาประมาณสองนาทีที่แสงนั้นส่องสว่างอยู่ จากนั้นมันก็สั่นไหวเบา ๆ ก่อนจะหายไป
“แฮก ๆ ๆ”
เสียงหอบแฮกของเ้าคนอวดดีดังขึ้นกลบเสียงทั้งมวล ตอนนี้พอลรู้สึกเหมือนพลังทั้งหมดของเขาแทบจะแห้งผาก ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อยผสมปนเปกันไปหมด
“แบบนี้จะเอาไปใช้สู้ได้ยังไงกัน แค่รั้งพลังไว้ไม่กี่นาทีฉันก็เหนื่อยแทบตายแล้ว”
“นั่นเพราะนายยังไม่สามารถรวมพลังมาเฉพาะจุดที่้าได้ เมื่อกี้ที่ฉันดูตอนที่นายพยายามจะรวมพลังมาไว้ที่มือทั้งสองข้าง แต่นายก็เผลอกระจายพลังออกไปทั่วร่างเหมือนก่อนหน้านี้ แถมนายยังไปดึงเอาพลังที่เสริมการทำงานของปอดและหัวใจมาเสริมพลังที่มือ จนร่างกายทำงานได้น้อยลงทำให้นายรู้สึกเหนื่อยมากกว่าที่ควรจะเป็” โนบลินอธิบายเพิ่มเติม
“การฝึกควบคุมพลังนี้ก่อนอื่นต้องเรียงลำดับความสำคัญของการเสริมพลังในร่างกายก่อน อันดับแรกพลังเวทที่เสริมพลังให้อวัยวะภายในต้องคงไว้ตลอดเวลา ต่อมาคือพลังที่เสริมพลังป้องกันทั่วร่าง ถือเป็พลังพื้นฐานที่ต้องฝึกโคจรพลังให้ชินจนไม่ต้องนึกถึง เหมือนการหายใจที่ทำได้เองโดยไม่ต้องไปบังคับ แล้วสุดท้ายพลังเวทส่วนเกินที่เหลือที่สามารถดึงมาใช้เสริมพลังโจมตีได้ ถ้ารู้ปริมาณพลังที่เหลือและดึงมาใช้เท่าที่มีอยู่จะทำให้นายสามารถเสริมพลังโจมตีได้ดีขึ้นและไม่เหนื่อยอย่างที่เป็อยู่ ลองดูใหม่นะ”
โนบลินอธิบายช้า ๆ ให้เพื่อน ๆ ฟังก่อนที่จะให้ลองฝึกใหม่
พร์ในการจินตนาการและความรวดเร็วในการทำความเข้าใจของเด็ก ๆ ทั้งสี่นั้นอยู่ในระดับที่สูง ทำให้สามารถคิดภาพจินตนาการตามที่โนบลินอธิบายได้อย่างง่ายดายและสามารถฝึกตามได้ทันที
ภายในคืนนั้นก่อนเข้านอนเด็ก ๆ ทั้งสี่สามารถรั้งพลังไว้ได้นานกว่าสิบห้านาทีก่อนที่พลังเวทในร่างจะหมดลงถือว่ามีการพัฒนาที่รวดเร็วสำหรับเด็กที่เพิ่งััพลังเวทเพียงครึ่งปี
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฟุบ! ฟุบ!
เงาสีดำพุ่งผ่านดงหญ้าไปอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กพุ่งแหวกกอหญ้าไปอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน นั่นคือร่างของแอลที่ใช้ความเร็วสูงสุดในการไล่ล่าเซบัป
“เรซ!!” แอละโส่งสัญญาณ
“โอ้!!”
เรซตอบรับและพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนออกไปขวางทางเซบัปที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็ว รวบรวมสมาธิและรวมพลังเวทไปไว้ที่ขาทั้งสองข้าง จากนั้นเตะกวาดออกไปเต็มแรง
พลั่ก!!
กรีซซ!!
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากปากของเซบัปร่างั์ เมื่อมันถูกเตะตัดขาในขณะที่พุ่งตัวมาเต็มแรงจนเสียหลักพุ่งไปด้านหน้าอย่างเสียการควบคุม
“เอาเลยพอล!!”
“จัดไปเล้ย!!!”
พอลก้าวออกไปขวางหน้าเซบัปที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับรวบรวมพลังไปไว้ที่หมัดขวา
ฮึบ!! ตู้ม!!
หมัดขวาของพอลที่รวมพลังเวทไว้จำนวนมาก พุ่งเข้าปะทะกะโหลกหนาของเซบัปที่เสียหลักลอยตัวมาอย่างแรง เืสด ๆ ไหลออกมาจากหู ตา จมูกและปากของมัน เพียงอึดใจเดียวมันก็ขาดใจตายลงไป
ฟู่ว ฟู่ว..
เสียงหอบหายใจของเด็ก ๆ ดังปะปนกันไปท่ามกลางความเงียบงันของป่า ผ่านเวลาไปเพียงคืนเดียว แต่เด็ก ๆ ต่างรู้สึกว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า การล่าเซบัปในวันนี้พวกเขาใช้พลังน้อยกว่าเมื่อวานเป็อย่างมาก นั่นเป็ผลจากการฝึกควบคุมพลังเวทที่ถูกพัฒนาขึ้น
“สะใจสุด ๆ ไปเลย แถมยังรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าเมื่อวานเยอะเลย” พอลพูด
“นั่นนะสิ ฉันรู้สึกว่าวันนี้แอลเร็วกว่าเมื่อวานเยอะเลย นายเองก็มีพลังหมัดมากกว่าเดิมหลายเท่าเลยนะพอล” เรซเอ่ยชม
“แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอกน่า ฉันยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลยนะ ฮ่า ๆ”
“แต่เมื่อกี้เห็นหอบจนตัวโยนเลยนี่” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ
“เ้าแอล เมื่อกี้ว่าอะไรห๊ะ ใครว่าฉันหอบกัน ฉันแค่..อะ..เอ่อ หายใจลึก ๆ เท่านั้นแหละ” พอลแก้ตัวพัลวัล
“เอาน่า ๆ ช่างเถอะ จะยังไงก็แล้วแต่ฉันว่าวันนี้พวกเราเก่งกว่าเมื่อวานเยอะเลยนะ” บันตัดบท
“นั่นนะสิ เรามาช่วยกันแร่เซบัปตัวนี้กันก่อนดีกว่า วันนี้ได้มาสองตัวน่าจะพอกันแล้วละมั้ง กลับไปที่ถ้ำกันเถอะ” เรซบอกเพื่อน ๆ
เด็ก ๆ จึงพากันชำแหละซากของเซบัปทั้งสองตัวที่ล่ามาได้วันนี้ออกเป็ส่วน ๆ และเก็บไว้ในกระเป๋าหนังแล้วจึงพากันกลับไปที่ถ้ำเพื่อพักผ่อน
“เฮ้..วันนี้กลับมาเร็วนะเนี่ย เหนื่อยกันแล้วเหรอ” เสียงโนบลินะโทักเมื่อเห็นเพื่อน ๆ ทั้งสี่เดินกลับมาอย่างเหนื่อยล้า
“อืม ก็พอสมควรเลยล่ะโนบลิน แต่วันนี้เราล่ามาได้ตั้งสองตัวถือว่าดีกว่าเมื่อวานล่ะนะ” เรซบอกอย่างตื่นเต้น
“หืม จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย อย่างนั้นพวกนายพักผ่อนกันก่อนแล้วเอาของที่ล่าได้มาให้ฉันฉันจะเอาไปทำอะไรบางอย่าง”
“อ่ะ..ทั้งหมดเลยเหรอ?” บันถามขึ้นมาบ้าง
“ใช่..ทั้งหมดนั้นแหละ” โนบลินตอบ เด็ก ๆ จึงพากันยื่นกระเป๋าให้กับโนบลินไปและเริ่มทำอาหารกินกัน
กับข้าวมื้อเย็นมื้อนี้ก็ยังคงเป็เนื้อเซบัปย่างอย่างง่าย โรยด้วยสมุนไพรและเครื่องปรุงที่หาได้ในบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ เมื่อกินเสร็จเด็ก ๆ ก็ใช้เวลาพักผ่อนเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มต้นฝึกรวมพลังต่อ
“มาแล้ว..” เสียงโนบลินลอดออกมาจากในถ้ำ ก่อนที่จะเห็นเขาเดินออกมาจากถ้ำ
“เป็ยังไงบ้างโนบลิน เข้าไปซะนาน แล้วของที่ทำเรียบร้อยดีไหม” เรซถาม
“ก็น่าจะเรียบร้อยนะ” โนบลินตอบและยิ้มให้เพื่อน ๆ อย่างมีเลศนัย
“เรามาลองทดสอบดูก็ได้”
“หืม? ทดสอบยังไงเหรอโนบลิน” บันถามอย่างสงสัย
“เอาเป็..พอล” โนบลินสีงเสียงเรียกเพื่อนจนเ้าของชื่อหันขวับ
“นายลองรวมพลังแล้วทำลายหินก้อนนั้นดูซิ” โนบลินชี้ไปทางหินก้อนใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบ
“หือ? หินก้อนนี้เหรอ น่าจะพอไหวนะ” พอลรับคำและเดินไปหยุดที่ก้อนหินและเริ่มรวมพลังจากนั้นต่อยลงไปเต็มแรง
ตู้ม!!
เสียงะเิดังขึ้นปกคลุมพื้นที่หน้าปากถ้ำ ตามมาด้วยเศษหินและฝุ่นควันฟุ้งกระจายออกไปทั่วจนเด็ก ๆ ต้องก้มหน้าปิดปากปิดจมูก
พอลยกกำปั้นขึ้นมาเป่าอย่างเท่ห์ ขณะที่หันหน้าไปยิ้มให้เพื่อนอย่างภูมิใจ
“ดี..ทำได้ดี คราวนี้ นายลองต่อยเหมือนเมื่อกี้อีกครั้ง แต่รอบนี้ต่อยมาที่ฉันแทน” โนบลินบอกเสียงเรียบเหมือนเป็เื่ปกติ
“อ๋อ ได้สิ หะ ห๊า...!” พอลใะโดังลั่นพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ คนอื่นด้วยเช่นกัน
“มะ..เมื่อกี้นายว่ายังไงนะโนบลิน” เรซหันมาถามอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“นายจะให้พอลต่อยนายเหมือนที่ต่อยหินก้อนนั้นน่ะเหรอ?”
“ใช่ ต่อยเลย มา” ไม่ว่าเปล่าโนบลินยืนกางแขนพลางแอ่นอกให้กับพอลที่ยืนงงไม่รู้จะทำอะไรดี
“อะ..เอาจริงเหรอโนบลิน นายไม่เห็นหินก้อนนั้นเหรอ?” พอลถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“จริงสิ ต่อยเลย ไม่เป็ไรหรอก ใส่มาให้เต็มแรง” โนบลินยังคงฉีกยิ้มให้กับพอลและเพื่อน ๆ คนอื่น
“เอาวะ..ต่อยก็ต่อย” พอลตัดสินใจทำตามที่โนบลิน้า เขายืนรวบรวมพลังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นต่อยเต็มแรงไปที่อกของโนบลิน