“ตงฟาง ตงฟางตื่นเร็วเข้า”
เสียงร้องเรียกดังขึ้นข้างหู ตงฟางจึงต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดูว่าใครเป็คนเรียก จนพบเข้ากับลู่จิวกำลังลูบคลำม่านพลังจิตของเขาด้วยความสงสัย หลังจากมันไม่สามารถแตะตัวเขาได้
“ตื่นสักที เอาล่ะได้เวลาไปสมัครสอบแล้ว”
ท้องฟ้ายังคงมืด แม้จะเห็นแสงพระอาทิตย์อ่อนๆทางด้านทิศตะวันออกก็ตามที ถึงอย่างนั้นตงฟางกลับต้องตื่นเพราะตอนนี้หลายคนในสวนสาธารณะกำลังลุกขึ้นยืนพลางเดินทางไปยังจุดที่สถาบันเปิดรับศิษย์
“ไปล่ะ ฉันจะไปดารา ส่วนแกจะไปเฟยเทียนใช่ไหม”
“โอเค ไว้เจอกันหากมีโอกาส”
ตงฟางโบกมือลาเพื่อน ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องลาจากกัน จุดมุ่งหมายของเขาในการใช้ชีวิตที่เมืองหลงไห่ คือการเข้าศึกษาสถาบันเฟยเทียน หากเป็ไปตามที่ขอทานกังพูด มันเป็สถาบันเดียวที่ตอบสนองความ้าในการเรียนรู้ทักษะการใช้พิษและทักษะมาร
“เอาล่ะ เราต้องไปเช่นกันแล้ว”
ตงฟางเริ่มเดินมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของเมืองหลงไห่ ใกล้กับประตูเมืองจะมีจุดเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่เข้าสถาบันเฟยเทียน ทันใดนั้นเขากลับหยุดเท้าแล้วใช้มือกุมหน้าอกเมื่อจู่ๆความรู้สึกเ็ปจากพิษมันกำเริบขึ้นอีกครั้ง จนเขาต้องรีบค้นหาขวดยาที่พกติดตัวมากินบรรเทาความเจ็บ
“ให้ตายสิตอนเป็ระดับชำระชีพจรต้องกินยาทุกๆ 7 วัน ตอนนี้เป็ระดับััิญญาต้องกินทุกๆ 4 วัน ต้องรีบหาสมุนไพรมาหลอมยาแล้วสิ”
ตงฟางมองเข้าไปในขวดยาที่เขาพกมา ข้างในมันเคยมียาอยู่มากมายตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น หากยาหมดเขาคงทำได้เพียงแค่นอนสลบ ปล่อยให้ความเ็ปจากพิษสลายหายไปเอง มันไม่ถึงขั้นทำให้เขาตายด้วยพิษ แต่อาการเ็ปจนเขาสลบมีโอกาสทำให้เขาตายจากสิ่งรอบข้างมากกว่า อย่างเช่นถูกสัตว์อสูรฆ่าตาย
“บ้าน่า”
สายตามองจ้องไปยังประตูทิศเหนือจนต้องแสดงความใออกมาบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด ตงฟางรู้สึกใมากเพราะกลุ่มคนที่ยืนอยู่ใกล้กับประตูทิศเหนือของเมืองหลงไห่ มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเป็หมื่นคน เขานึกว่าจะมีคนเพียงแค่หลักพันต้นๆเท่านั้น
“ทุกคนจงฟัง ด้านหน้าของทุกคนจะมีโต๊ะ 10 ตัว เอาล่ะ ค่อยๆต่อแถวลงทะเบียนรับป้ายศิษย์ ใครก็ตามที่ก่อความวุ่นวายถือว่าถูกตัดสิทธิ ”
เสียงประกาศดังมาจากชายชราสวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลเข้ม บนใบหน้าของเขาสวมทับด้วยหน้ากากไม้ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาของชายแก่ผู้นี้เป็อย่างไร เหล่าคนที่เขาพามาทั้ง 10 นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ล้วนสวมใส่เสื้อผ้าและปิดทับใบหน้าไม่ต่างกัน ทันทีที่เสียงประกาศจบลงไปนี้เองนั้น คนนับหมื่นก็เริ่มต่อแถวเข้าไปลงชื่อรับป้ายศิษย์ทันที
“เดี๋ยวก่อนนะ มันต้องมีการวัดระดับพลังเพื่อโชว์สาวหรือไม่ก็ต่อสู้ให้ได้เป็ศิษย์สิ นี่มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ”
ก่อนนอนขอทานกังได้เล่ารายละเอียดการเข้าสถาบันในเมืองหลงไห่ให้เขาฟัง แม้จะไม่ใช่การบอกเล่าครบทุกสถาบัน ขอทานกังกลับบอกว่ามันคล้ายกันหมด เริ่มแรกผู้เข้าสมัครทุกคนจะต้องวัดพลัง
ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับการเข้าสถาบันของเมืองหลงไห่ หากพลังไม่ถึงเกณฑ์กำหนดพวกเขาจะถูกเขี่ยทิ้งทันที หลังจากจบการวัดพลังแล้วอาจจะมีการต่อสู้เล็กน้อยเพื่อให้อัจฉริยะได้กลายเป็ศิษย์สายตรงของเหล่าอาจารย์
ตอนนี้ตรงหน้าของตงฟางกลับไม่เป็เช่นนั้น ผู้คนมากมายที่เข้ามาสมัครสถาบันเฟยเทียน พวกเขาล้วนไม่ได้ทดสอบอะไรเลย ทำเพียงแค่จับพู่กันเขียนชื่อแล้วรับป้ายศิษย์ พวกเขาล้วนแล้วกลายเป็ศิษย์ของสถาบันเฟยเทียนแล้ว
“ไม่แปลกเลยที่จะถูกเรียกสถาบันขยะ ขนาดระดับชำระชีพจรขั้น 1 ยังเข้าได้ แต่ก็ดี หากตบสถาบันอื่นมันจะยิ่งสนุกขึ้นไปอีก”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง เขาคิดว่าการต่อยตีกันจะต้องมีอย่างแน่นอน ยิ่งเป็ตอนล่ายิ่งหนักหน่วงเพราะทรัพยากรมีจำกัด เขาจึงรอลงชื่ออย่างมีความหวังคิดไปถึงอนาคตที่เขาจะได้สู้กับคนสถาบันอื่น
“ฮ่าๆ ตาแก่หลี่หยุน ความสนุกแรกเริ่มกำลังจะมาแล้ว”
ใบหน้าฉีกยิ้มค้างค่อยๆหุบลงไปทีละเล็กละน้อยตามระยะเวลาที่ค่อยๆล่วงเลยผ่านไป การต่อแถวั้แ่เช้ากลับเลยมาถึง่บ่าย ตงฟางก็ยังไม่ได้ลงทะเบียนเลยสักนิด แม้ระยะห่างจากโต๊ะลงทะเบียนจะสั้นลงมาแล้วก็ตาม มันยังคงอยู่ห่างไปไกลมากๆ
“ปีนี้ สถาบันเฟยเทียนจะรับศิษย์เพียงหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น ตอนนี้จำนวนศิษย์มี 9,900 คนแล้ว ขาดอีกเพียง 100 คน ใครที่คิดว่าไม่สามารถลงทะเบียนได้ทันสามารถถอนตัวได้”
ดวงตาของตงฟางเบิกกว้าง เป็อีกครั้งที่เขาถูกลากมาตบหน้าข้างทาง กฎข้อนี้ไม่ได้ประกาศชัดเจนใน่เริ่มลงทะเบียน ทำให้เขาคิดว่าทุกคนในสถานที่แห่งนี้จะได้เข้าเป็ศิษย์สถาบันเฟยเทียน มันกลับไม่เป็อย่างที่เขาคิด ตอนนี้กลับมีกฎบอกชัดเจนใน่สุดท้าย จากจำนวนผู้คนที่เหลืออยู่อีกนับพันยิ่งทำให้เขาไม่สบายใจเพราะจำนวนคนที่จะได้เข้าไปเหลืออีกแค่ 100 ตำแหน่งเท่านั้น
“อ้าวตงฟาง แกยังไม่ได้ลงทะเบียนเหรอ”
เสียงร้องทักทายดังขึ้นด้านข้างจากลู่จิวที่เดินถือป้ายศิษย์ทั่วไปของสถาบันเฟยเทียนเข้ามาหาตงฟาง เขาที่เห็นเพื่อนได้กลายเป็ศิษย์สถาบันเฟยเทียน ทั้งๆที่มันแยกกับเขาไปสถาบันดาราถึงกลับทำให้ตงฟางใตื่น
“เดี๋ยวก่อน ไอ้ลู่จิวไหนบอกว่าไปสถาบันดารา ทำไมแกมาอยู่ที่นี่” ตงฟางมองลู่จิวกำลังเกาแก้มแก้เขิน
“ฮ่าๆ สถาบันดารารับศิษย์ที่มีพลังระดับััิญญาขั้น 5 ฉันไม่ถึงเลยถอนตัวออกมาสถาบันเฟยเทียน แล้วนี่แกยังไม่ได้เป็ศิษย์อีกเหรอเหลือแค่ร้อยคนเท่านั้นนะ”
“เหลืออีก 50 คน” เสียงอาจารย์สถาบันเฟยเทียนร้องแทรกบทสนทนาของตงฟางและลู่จิว ทำให้ตงฟางเริ่มคิดหาวิธีกลายเป็ศิษย์ให้ได้
“ไว้คุยกันทีหลัง ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว” ตงฟางมองซ้ายขวา คนจำนวนมากที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาล้วนเดินออกจากแถวไปหลังจากพวกเขารู้ว่าตัวเองไม่มีโอกาสใน 50 ตำแหน่งที่เหลืออยู่ ทำให้แถวของตงฟางสั้นลงเรื่อยๆ ถึงอย่างนั้นมันกลับมากเกินกว่า 50 ตงฟางจึงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเสียใจ
“เฮ่ยๆ เงิน มีคนแจกเงินทุกคนดูนั่นเร็ว เงินไม่มีเ้าของ”
จำนวนเงินสองพันหินิญญาโปรยออกไปจากมือของตงฟาง มันเป็วิธีเดียวที่ทำให้เด็กอายุ 15 วิ่งออกจากแถว ซึ่งมันก็เป็อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ใครก็ตามที่เห็นเงินมากมายล้วนวิ่งเข้าไปรุมเก็บ ยังดีที่พื้นเพของผู้เข้าสมัครสถาบันเฟยเทียนเป็คนยากจน ทำให้เงินยังคงกระตุ้นพวกเขาได้ จังหวะที่ใครหลายคนวิ่งออกจากแถวไปตงฟางก็รีบวิ่งไปหน้าสุดจนถึงโต๊ะลงทะเบียนทันที
“ผมหลี่ตงฟาง มาสมัครเข้าสถาบันเฟยเทียนครับ”
ตงฟางประกาศชื่อตัวเองพร้อมกับเขียนชื่อลงไปบนกระดาษ ทางฝั่งชายสวมหน้ากากเมื่อเห็นชื่อ เขาได้เขียนชื่อลงไปบนแผ่นไม้แล้วมอบให้ตงฟางเป็อันเสร็จสิ้นการรับศิษย์ ตงฟางที่กลายเป็ศิษย์สถาบันเฟยเทียนตาม้าเมื่อเห็นป้ายเขาก็รีบะโโลดเต้นเข้าไปหาลู่จิวทันที
“น่าสนใจ” ชายแก่สวมหน้ากากไม้มองจ้องตงฟางด้วยความสนใจ ก่อนจะปล่อยให้การลงสมัครดำเนินต่อไป กระทั่งศิษย์เข้าสถาบันมีครบหมื่นคนตามเป้าหมาย โต๊ะทั้ง 10 ที่กางเอาไว้ก็ถูกเก็บลงไปในทันที ด้วยการเก็บโต๊ะลงไปนี้เองทำให้คนที่คาดหวังว่าจะได้ลงทะเบียนแสดงความเสียใจออกมา
“ตงฟาง โยนเงินไปหมดแบบนั้นหากเข้าสถาบันแล้วจำเป็ต้องใช้เงินแกจะเอาอะไรจ่าย”
“สบายใจได้ ยังเหลืออีกพันหินิญญา ฉันไม่โง่โยนมันทิ้งไปหมดหรอกนะ เฮ่อ คนอื่นสมัครฟรี ฉันต้องเสียถึงสองพันหินิญญา”
ลู่จิวเดินเข้ามาตบไหล่ให้กำลังใจตงฟางพลางมองจ้องไปยังเหล่าผู้คนที่กำลังเดินคอพับกลับบ้าน ทันใดนั้นเองเสียงประกาศจากชายสวมหน้ากากไม้ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะ ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้เข้าเป็ศิษย์ของสถาบันเฟยเทียน ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะเดินทางไปยังสถาบัน ขอให้ทุกคนเดินมารวมตัวกัน ใครก็ตามที่หลุดออกจากกลุ่มจะต้องวิ่งกลับสถาบันเอง”
กลุ่มคนนับหมื่นเดินเข้ามากระจุกกันเป็วงกลม ทันใดนั้นเองชายสวมหน้ากากไม้ได้นำเอาแผ่นหินบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ จากการสำรวจของตงฟางมันเป็แผ่นหินหกเหลี่ยม ใจกลางแผ่นหินมีลวดลายที่เขาไม่รู้จักขีดเขียนเอาไว้ ทันทีที่ชายสวมหน้ากากใส่พลังิญญาเข้าไป แผ่นหินมันก็เริ่มเรืองแสงสีเขียวอ่อนปลดปล่อยพลังเข้าปกคลุมคนนับหมื่นจนพวกเขาค่อยๆลอยตัวขึ้นจากพื้นดิน
“เอาล่ะ ได้เวลาเดินทางกันแล้ว ห้ามส่งเสียง”
แม้จะใตื่นกับร่างกายที่กำลังลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ทุกคนต่างใช้มือประกบปากไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป ทันทีที่เสียงชายสวมหน้ากากจบลง ร่างของเขาก็บินออกไปด้วยความรวดเร็ว โดยมีร่างของศิษย์นับหมื่นบินตามไปติดๆด้วยพลังสีเขียวอ่อนเคลือบร่างของพวกเขาเอาไว้
“ตงฟาง นี่เรากำลังจะไปไหนกัน” ลู่จิวถามด้วยความสงสัย เขานึกว่าตัวเองจะต้องเดินทางด้วยเท้าไปยังสถาบันเฟยเทียน พวกเขากลับกำลังบินไปด้วยความรวดเร็วมุ่งหน้าออกจากเมืองหลงไห่
“ขอทานกังบอกว่าสถาบันไม่ได้ตั้งอยู่ในเมือง มันอยู่ในสถานที่ลึกลับรอบๆเมืองหลงไห่ ตอนนี้สถานที่เรากำลังบินไปคือูเาทางด้านทิศเหนือ ดูนั่น”
ตงฟางชี้นิ้วไปยังูเาลูกใหญ่ ความสูงของมันไม่สามารถวัดได้เพราะปลายยอดของมันทะลวงก้อนเมฆขึ้นไปแล้ว ใน่ที่เขากำลังชี้นิ้วไปยังูเาร่างของพวกเขาก็ลอยทะลวงก้อนเมฆจนเผยให้เห็นปลายยอดที่ยังคงสูงขึ้นไปอีก แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเพราะการบินจบลงหลังจากพวกเขาโผล่พ้นก้อนเมฆขึ้นมา
“ขอต้อนรับสู่สถาบันเฟยเทียน ั้แ่นี้ไปทุกคนกลายเป็ศิษย์ทั่วไปของสถาบันแล้วจำเป็ต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนจะได้รับโทษ”
ชายแก่กล่าวลาก่อนจะบินขึ้นไปยอดเขาพร้อมกับคนของเขาที่พาไปลงทะเบียน ทันใดนั้นก็ปรากฎร่างของศิษย์สถาบันเฟยเทียนราว 100 คนเดินออกมาต้อนรับศิษย์ใหม่
“ทุกคนเงียบ”
คำสั่งดังมาจากรุ่นพี่ ทำให้เสียงกล่าวชมสถาบันเฟยเทียนเงียบเสียงลงไป
“เรามีเวลาอีกหลายปีในการชื่นชมสถานที่ แต่ตอนนี้จำเป็ต้องรู้จักกฎและวิธีปรับตัวในสถาบันก่อน สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ เข้าใจไหม”
ทุกคนพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ จากนั้นรุ่นพี่ทั้งร้อยก็เริ่มแยกกลุ่มศิษย์ใหม่เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง
“ตงฟาง เราได้อยู่กลุ่มเดียวกันด้วยล่ะ”
“ไอ้ลู่จิว ก็แกเล่นยืนอยู่ข้างๆฉัน ถ้าแกได้อยู่กลุ่มอื่นสิแปลก”
ตงฟางอยากจะบ้าตาย เขาอยากอยู่คนเดียวมากๆ ถึงอย่างนั้นการมีลู่จิวก็ทำให้เขาเห็นช่องทางหลายอย่าง ที่ทำให้เขาอยู่สุขสบายในสถาบัน ไม่ใช่แค่เขาได้ประโยชน์จากมัน ลู่จิวก็ได้ประโยชน์จากเขาเช่นกัน