#วันจันทร์สีชมพู 8
เกือบสี่ทุ่มเฮียไชน์โทรมาพร้อมกับชวนไปเที่ยว แต่ด้วยความที่ฉันเองเหนื่อยมากและอยากจะนอนพักอยู่ที่ห้องจึงเอ่ยปฏิเสธไป เพื่อนฉันที่นัดกันไว้ก็เลื่อนวันกลับเป็สัปดาห์หน้า ใน่วันหยุดยาวแบบนี้ป๊ากับม๊าไปฮันนีมูนกันอีกแล้ว ส่วนเธิร์สเดย์ก็คงจะไปเดทกับแฟน ซันเดย์ก็ตามติดแฟน ดังนั้นฉันก็อยากจะนอนดูหนังฟังเพลงที่ห้องก็พอแล้ว มันคงเป็วันหยุดที่เหมาะกับฉันที่สุดแล้ว เหงาดีใช่ไหมล่ะชีวิตฉัน
ฉันนอนดูหนังไปเรื่อยใน่สายของวันถัดมา โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างกายมีสายเรียกเข้าเรื่อย ๆ พอเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาฉันเกิดความลังเลว่าจะรับสายดีไหม แต่เพราะความรูกสึกที่อยากคุยกับเขามันมีมากจนเกิดต้านทานไหวจึงเลื่อนรับสายในสายที่สอง น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของเขาทำให้ฉันยิ้มได้อีกครั้งในรอบวัน
(ทำอะไรอยู่ครับ)
“ดูหนังค่ะ”
(ออกไปดูข้างนอกเหรอหรือดูที่ห้อง)
“ห้อง มันร้อนไม่อยากออกไปไหน”
(นึกว่าจะมาร้านซะอีก แล้วนี่ทานอะไรหรือยังจะเที่ยงแล้วนะ) อีกฝ่ายชวนคุย ฉันหยุดหนังที่ดูไว้เพื่อที่จะได้คุยกับเขาสะดวกขึ้น ก็ได้ ก็ได้ค่ะฉันอยากคุยกับเขา อยากคุยมากเลยล่ะแต่ไม่กล้าโทรหาเขากลัวเขาไม่ว่าง
“ยังเลยค่ะ อีกหน่อยคงไปทานแล้ว คุณทานหรือยัง”
(กำลัง...//พิงค์ทำอะไรคะ อิงหิวแล้วนะมัวแต่คุยกับใครก็ไม่รู้) อิง? ชื่อนี้อีกแล้ว
(ผมคุยกับเพื่อนอยู่ครับ เดี๋ยวตามเข้าไปนะ) เพื่อน? เจ็บดีจังเลยนะ คำนี้น่ะ ฉันไม่ได้เป็เพื่อนกับเขาเสียหน่อย
(มันเดย์ยังอยู่ไหมครับ?) ไม่อยู่!!
“ค่ะ”
(เป็อะไรหรือเปล่าครับ)
“เปล่าหรอกค่ะ เดี๋ยวต้องวางแล้วนะคะคุณไปทานข้าว...” กับคนของคุณเถอะค่ะ เพื่อนคนนี้ก็จะดูหนังต่อ
(มันเดย์โกรธอะไรครับ)
“ไม่ได้โกรธค่ะ คุณวางเถอะ” ฉันกดวางสายทันทีพร้อมกับจิตใจที่ไม่ปกติ มือกดเปลี่ยนชื่อที่บันทึกเบอร์เขาไว้จากคุณหมอพิงค์ เปลี่ยนเป็คำว่า เพื่อน!! พูดเองนี่ว่าเป็เพื่อน ั้แ่วางสายจากเขาฉันก็รู้สึกหัวอุ่น ๆ ยังไงชอบกล อยากทให้ตัวเองอารมณ์ดีจึงทำความสะอาดห้องเสียยกใหญ่ พอเสร็จก็ค่ำพอดี จากนั้นก็ซักเสื้อผ้าตากเสร็จก็เกือบสองทุ่ม ฉันปิดประตูหน้าต่างตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยก็รีบเข้าห้องนอน เปิดเพียงไฟที่ส่องขึ้นเพดานและมีแสงระยิบระยับเหมือนท้องฟ้า เพลงช้านุ่ม ๆ ถูกเปิดคลออยู่ข้าง ๆ สายเรียกเข้าจากคนข้างห้องดังั้แ่เย็นจนถึงตอนนี้ฉันยังไม่อยากรับสายเขาเลยเลือกที่จะส่งข้อความไปบอกว่าไม่ว่าง จากนั้นเขาโทรมาแต่ฉันก็ได้ไม่รับสายเขา
หลายคนคงสงสัยว่าฉันกำลังเป็บ้าอะไรอยู่ คุณคิดว่าฉันชอบเขาใช่ไหม ใช่ ฉันชอบเขา แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาชอบฉันมากขนาดไหน ยังไงซะผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเขาก็คงเหมาะกับเขามากกว่าฉัน ข้อนี้ฉันบอกตัวเองมาตลอด ฉันมองดูตัวเองไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาสักอย่าง
ใจที่อยากจะอยู่แค่ห้องตลอดหนึ่งสัปดาห์มีอันต้องพังลงเมื่อของที่ห้องหมด ทั้งอาหารและของใช้ ฉันรอเวลาที่คิดว่าคนข้างห้องออกไปทำงานฉันจึงย่องออกจากห้องเพื่อไปยังห้างสรรพสินค้า รถเข็นเต็มไปด้วยของสดและผัก นอกเหนือจากนั้นเป็ขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมต่อจากนี้ไปจนถึงวันทำงานฉันจะดูหนังให้ตาแฉะไปเลยล่ะ ชดเชย่ที่มีหนังใหม่เข้ามาแต่ฉันไม่ได้ไปดูเพราะงายเยอะ
ฉันเดินเลือกซื้อของอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้สนใจคนรอบข้างอะไรมากจังหวะที่จะยกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใส่รถเข็น จู่ ๆ ก็มีเงาโผล่มาจากด้านหลังพร้อมดึงขวดแอลกอฮอล์ออกไปจากมือฉัน
“คุณคะ...” เสียงที่กำลังจะต่อว่าคนไร้มารยาทเป็อันต้องหายไปเมื่อเห็นหน้าคนที่เข้ามายืนซ้อนหลัง คุณหมอพิงค์กำลังยืนทำหน้านิ่งมองฉันอยู่ เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เวลานี้เขาควรทำงานนี่นา
“ซื้อไปทำไมเยอะครับ อยู่คนเดียวนะ” เขาเอ่ยถามน้ำเสียงติดจะดุ ๆ เป็ฉันเองที่ไม่กล้าตอบเขา ให้ตายสิ เขาเป็ใครทำไมฉันต้องกลัวด้วยเนี่ย
“แล้วทำไมต้องหลบหน้า”
“เปล่า...”
“โกหกไม่เนียนรู้ตัวหรือเปล่า” เขาใช้มือหนึ่งจับรถเข็นและมืออีกข้างจับมือฉันไว้และพาเดินออกจากโซนเครื่องดื่ม ฉันพยายามดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขาแล้วแต่ก็ไม่เป็ผล มือหรือตีนตุ๊กแกคะเหนียวขนาดนี้น่ะ
“ปล่อยมือด้วยค่ะ”
“ทำไมครับ? โกรธอะไรกันแน่ถึงได้หลบหน้ากันขนาดนี้ เป็ห่วงรู้ไหม” ท้ายประโยคน้ำเสียงนุ่มนวลของเขาทำให้ฉันใจกระตุกวูบไปเล็กน้อย มันเขินแต่พอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเขาพร้อมกับมองฉันอย่างไม่เป็มิตรความเขินก็หายไป หัวใจที่เคยฟูเริ่มชายิบทันที
“พิงค์อยู่นี่เอง อิงหาตั้งนานไปกันเถอะค่ะ เพื่อนรอนานแล้วนะเหลือเราสองคนนะคะ”
“คุณหมออิงไปก่อนก็ได้ครับ...”
“ไม่ได้หรอกค่ะ เรามาด้วยกันนะคะเดี๋ยวเพื่อนก็สงสัยหรอกว่าทำไมเราแยกกันเข้าไป”
“งั้นเหรอครับ งั้นก็ช่วยรอก่อนนะครับ แฟนผมเขาซื้อของอยู่กะว่าจะพาเอาของไปไว้ที่รถแล้วค่อยไปที่ร้านอาหาร...”
“พิงค์คะ คุณอย่ามาเล่นอะไรแบบนี้นะ ทุกคนต่างเข้าใจว่าเราคบกัน...”
“เพราะพวกเขาเข้าใจผิดและคุณไม่ยอมแก้ตัวอะไร มันเลยเป็แบบนี้ เดี๋ยวผมจัดการเอง คุณไปที่ร้านก่อนเถอะครับเดี๋ยวผมกับแฟนตามไป” ถ้าพวกเขามีเื่ผิดใจกัน ควรจะไปคุยกันเองสองคนไม่ใช่ดึงคนที่ไม่รู้เื่อย่างฉันเข้าไปด้วยนะ ฉันดึงมือออกจากคุณหมออย่างไร้มารยาทก่อนจะรีบเข็นรถเข็นไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน ให้ตายสิ ทะเลาะกับแฟนแล้วทำไมต้องรั้งฉันให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยก็ไม่รู้ น่าโมโหจริงเชียว
“เดินเร็วอะไรขนาดนั้นครับ”
“ยุ่ง! อื้อ เจ็บนะ” ฉันมองอีกฝ่ายตาดุอย่างไม่พอใจ ไม่พอใจมาก ๆ เลย เขาบีบปากฉันเมื่อได้ยินฉันพูดไม่เพราะ พอฉันโมโหเขากลับยิ้มขำแทนซะอย่างนั้น ให้ตายสิ ขัดใจชะมัดเลย
“พูดไม่เพราะครับ นี่เป็พี่นะ” เขามองขำ มือก็ช่วยหยิบจับสิ่งของขึ้นวางให้พนักงานคิดเงิน
“เป็พี่เหรอนึกว่าเป็เพื่อน”
“หึ เด็กน้อย งอนเพราะวันนั้นจริง ๆ สินะ”
“ใครงอนคะ ไม่มีสักคนเถอะ”
“ครับ ๆ ไม่มีคนงอน ไม่มีใครหลบหน้าพี่หรอกเนอะ” บ้าจริง! ฉันเขินเพียงเพราะเขาแทนตัวเองว่าพี่หรอกเหรอ ไก่อ่อนมากยัยมันเดย์! คุณหมอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ยกแขนกอดคอฉันหลวม ๆ พอถึงเวลาจ่ายเงินเขาก็แย่งจ่ายเองพอถูกฉันดุก็ไม่มีทีท่าจะกลัวเลยสักนิดแถมยังยึดกระเป๋าฉันไว้อีกด้วย ให้ตายเถอะ นี่มันเื่อะไรกัน
“ปล่อยด้วยค่ะ” ฉันสั่งอีกฝ่ายเสียงเข้ม
“ไม่ครับ เดี๋ยวก็งอนอีก ไปด้วยกันนะ”
“ไม่ค่ะ กรุณาปล่อยด้วย”
“ไม่ปล่อยครับ ไปด้วยกันจะได้เลิกงอนพี่สักที ของก็เข็นไปด้วยเอาไว้หน้าร้านไม่หายหรอก”
“ไม่เอาค่ะ ไม่อยากไป นี่ฟังกันบ้างสิ” ฉันเริ่มงอแงเมื่อเขาไม่มีทีท่าจะฟังฉันเลยสักนิด
“หนูนั่นแหละต้องฟังพี่ หยุดดื้อก่อนแล้วไปด้วยกัน”
คุณหมอจับมือเดินเข้าไปยังร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่มีคนกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ เสียงพูดคุยเฮฮาดังขึ้นให้ได้ยินเป็ครั้งคราว แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้เสียงนั้นก็เงียบลงสายตาทุกคู่เบนมาสนใจเราทั้งสองคน คุณหมอคนสวยที่ไปตามคุณหมอพิงค์นั่งอยู่ก่อนแล้วและแน่นอนว่าสายตาที่มานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบฉัน กลุ่มคนในโต๊ะมีเกือบสิบคนเห็นจะได้ มีคนหนึ่งที่ฉันคุ้นหน้าเพราะเคยเจอที่คลินิกคุณหมอพิงค์
“พลขยับให้น้องนั่งด้วย” คุณหมอพิงค์เอ่ยบอกคุณหมอที่ฉันเคยเจอที่คลินิก คุณหมอพลขยับพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ฉันนั่งลงระหว่างคุณหมอพลและคุณหมอพิงค์ ตอนนี้ทำได้แต่นั่งนิ่งหลังเพราะพวกเขาคุยกันเื่งาน ฉันเองก็ไม่มีความรู้ด้านนี้จึงได้แต่เงียบ
“คุณหมอพิงค์คะ น้องคนสวยคนนี้เป็ใครคะเนี่ยยังไม่แนะนำเลยนะคะ” เสียงหวาน ๆ เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ทุกอย่างพลันเงียบเพื่อรอฟังคำตอบจากคุณหมอพิงค์
“เพื่อนค่ะ” ฉันตอบคนที่ถาม ตามด้วยเสียงหัวเราะของคนข้าง ๆ เขายกแขนโอบรอบคอฉันหลวม ๆ แล้วยังใช้นิ้วหยิกแก้มฉันอย่างเอ็นดูเมื่อได้ยินฉันตอบแบบนั้น
“เป็แฟนครับ” เขาตอบ เสียงผู้ชายที่เงียบฟังโห่แซวอย่างชอบใจทันทีเมื่อได้ยินคำตอบจากหมอพิงค์
“แต่เมื่อกี้น้องบอกว่าเพื่อนนี่คะ? ยังไงคะเนี่ย ประชดอิงอิงเพื่อนเราหรือเปล่า” คนที่นั่งข้างหมออิงเอ่ยถามอย่างสงสัย เหมือนจะช่วยหมออิงแต่ทำไมรอยยิ้มมุมปากถึงดูชอบใจกับคำตอบคุณหมอพิงค์ก็ไม่รู้ หรือฉันคิดมากเกินไปนะ
“ไม่ได้ประชดครับ น้องงอนอยู่น่ะไม่กี่วันก่อนเผลอบอกว่าเป็เพื่อนเลยงอนน่ะครับ วันที่นัดเลี้ยงวันเกิดพลนั่นแหละ”
“น้องน่ารักดีนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
“ว่าแต่น้องชื่ออะไรนะ” คุณหมอที่นั่งถัดไปถามบ้าง
“ชื่อมันเดย์ค่ะ”
“ชื่อน่ารักจัง แบบนี้สินะถึงได้จัดการคุณหมอพิงค์ผู้ไม่มองหญิงของเราจนอยู่หมัด” เพื่อนคุณหมอเอ่ยแซวพร้อมกับรอยยิ้ม ฉันเองก็ไม่ได้พูดอะไรมาก กลายเป็คุณหมอที่แสดงความเขินอายออกมาอย่างชัดเจนที่ถูกเพื่อนแซวเื่ฉัน
“ก็มองมานานนี่ครับ”
“อ้าว ถ้ามองน้องมันเดย์มานาน แล้วอิงล่ะ ทำไมมีคนบอกว่าคบกันล่ะ ว่าไงอิงทำไมถึงบอกว่าคบกับหมอพิงค์ล่ะ...” ทุกคนหันไปสนใจหมออิงกันหมดทุกคน ยกเว้นแต่คุณหมอพลที่เลื่อนแก้วน้ำมาให้ฉันและคุณหมอพิงค์หน้ามึนที่ตักอาหารมาป้อนเอาใจ
“มึงก็แกล้งน้องนะ”
“น้องน่าแกล้ง”
“ั้แ่เรียนจนจบ จบมาทำงานหลายปีมึงก็ได้แค่มอง พอมีโอกาสก็แกล้งน้อง กูนี่งงมาก”
“เอาน่า น้องขู่เหมือนแมวขนาดนี้ น่ารักจนอดใจไม่แกล้งไม่ได้ว่ะ”
“น้องงอนจริงกูจะขำให้ดู” หมอพลว่า
“นี่ก็งอนกูอยู่”
“สม”
พวกเขาทำเหมือนว่าฉันไม่ได้ยินอย่างนั้นแหละ นี่ฉันนั่งระหว่างพวกเขานะ คุยกันข้ามหัวไปมาอย่างกับฉันเป็หลักกิโลเมตรเลยนะ!