แผ่นดินเงียบสงัด สมาชิกนิกายมารที่มาจากสิบแดนค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับนิกายมารในแดนอันธการช้าๆ ผู้พิทักษ์ทั้งสี่และเจ็ดสิบสองบรรพบุรุษมารได้ตัดผ่านระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ยุทธ์ อีกทั้งยังข้ามขั้นระดับปรมาจารย์ยุทธ์กลายเป็นปราชญ์ยุทธ์ทันที ทางฝั่งนางมารสวรรค์เย่ฉุ่ยเหยาและพระเชษฐภคินีฟู่เยว่เทียน พวกนางนั้นวิปริตเสียยิ่งกว่า เวลานี้พวกนางทั้งสองต่างเป็นกษัตริย์ยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นกษัตริย์ยุทธ์สองวิถีที่หาได้ยากยิ่ง!
วิถีทั้งสองของพวกนางนั้นคือวิถีมนุษย์และสวรรค์ ซึ่งหมายความว่านอกจากพวกนางจะได้ขึ้นครองบัลลังก์กลายเป็นจอมจักรพรรดิแล้ว ก็ยังสามารถเบิกลัคนาเพื่อสอดประสานรวมเข้ากับบัลลังก์ได้อีก ทำให้สัจธรรมเหนือชั้นกว่าจอมจักรพรรดิที่อยู่ในระดับเดียวกันไปไกล
นอกจากนี้แล้ว เย่ฉุ่ยเหยายังได้ขึ้นรับตำแหน่งมีสถานะเทียบเท่าปฐมบรรพบุรุษ และหรือบางทีอาจเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น แม้ว่ากำลังความสามารถของนางจะยังไม่ถึงเกณฑ์ ทว่าก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน แม้ว่าผู้ที่คัดค้านจะรู้สึกไม่ยินยอมมากเพียงใด พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่เก็บไว้ในใจเท่านั้น ใครใช้ให้สามีของนางเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดปราศจากผู้ต่อกรตลอดกาลล่ะ
หนิงหลงกลับมาที่สิบแดน เขารักที่จะอยู่เงียบๆ มองดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความสบายอกสบายใจ
เวลานี้ นิกายมารก็ดี เรื่องราวของสิบแดนก็ช่าง หนิงหลงล้วนแล้วแต่ไม่ใส่ใจทั้งสิ้น อีกทั้งเวลานี้แผ่นดินสงบร่มเย็น เรื่องราวทุกอย่างในโลกหล้าล้วนแล้วแต่สงบสุข
หนิงหลงเอนตัวนอนบนศาลาน้อยริมสระน้ำที่อยู่ในอุทยานหลวงของราชวงศ์เจิ้ง มองดูท้องฟ้าสีคราม กลิ่นหอมบุปผาทำให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล สายลมอบอุ่นโชยมาเป็นระลอก เรียกได้ว่ามีความเป็นอิสรเสรีและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เวลานี้นาทีนี้ให้ความรู้สึกถึงความสงบเงียบและงดงามสำหรับผู้ที่มีใจที่ชื่นชอบในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
การเอนนอนอยู่ตรงนั้นเสมือนดั่งนอนหลับไปแล้ว และเสมือนดั่งเป็นเนื้อเดียวกันกับฟ้าดินอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ปรากฏกลิ่นหอมที่เย็นชุ่มชื่นลอยเข้ามา ปรากฏเทพธิดาในสายตา เป็นพระเชษฐภคินีฟู่เยว่เทียนนั่นเอง
นับตั้งแต่พวกเขาไปพักร้อนที่แดนอันธการ และได้กลับมาสิบแดนแล้ว ฟู่เยว่เทียนก็ติดตามหนิงหลงไม่ได้จากไปไหน ทว่าทางฝั่งเย่ฉุ่ยเหยา หลังจากที่ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานถ่ายโอนอำนาจ นางยังคงพักอยู่ในนิกายมารในแดนอันธการเพื่อจัดการสิ่งต่างๆ และมีปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานเป็นผู้ปกครองดูแลอยู่เบื้องหลัง
ผู้ที่ครองอำนาจใต้หล้าของราชวงศ์ยังคงเป็นฮ่องเต้เจิ้งหยวนช่าง ฟู่เทียนซาพระอนุชาของนาง ฟู่เยว่เทียนยังคงอิสรเสรีสบายอกสบายใจ ยังคงเดินระหกระเหินร่อนเร่ไปมา พักอาศัยอยู่ในราชวงศ์เจิ้งสถานที่ที่เป็นบ้านของนาง
แม้ว่าหนิงหลงกับฟู่เทียนซาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน แต่ว่า ภายในใจของฟู่เยว่เทียนกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ระหว่างนางกับหนิงหลงความสัมพันธ์แลดูจะคลุมเครือ ไม่มีคำมั่นสัญญาผ่านวาจา แต่ทุกการกระทำที่ผ่านมาล้วนแล้วชัดเจน ในใจพวกเขาทั้งสองต่างยอมรับซึ่งกันและกัน
ทว่าความสัมพันธ์ทางโลกแลดูพิลึกพิกลไม่น้อย หนิงหลงที่เป็นน้องชายของฟู่เทียนซา แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นพี่เขยของเขาด้วย และยังมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีสูงมากที่หนิงหลงจะกลายเป็นบุตรเขยของฟู่เทียนซา ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ดูสลับซับซ้อนจัดลำดับวงศ์ตระกูลแทบจะไม่ถูก
หนักใจสุดไม่แพ้คู่พ่อลูกฟู่เหรินเสียนและฟู่หมิงหยางที่ยังมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้ คนแรกเป็นตาทวดยังพอทำเนา ส่วนคนหลังไม่รู้ว่าจะต้องเป็นพ่อตาหรือตาทวดดี ลำดับชั้นวงศ์ตระกูลมั่วไปหมด แต่นี่เป็นการจัดลำดับชั้นของปุถุชน เทพเซียนอย่างหนิงหลงไยต้องไปสนใจ เรื่องราวทางโลกล้วนแต่เมฆที่เลื่อนลอยผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
ฟู่เยว่เทียนนั่งลงข้างกายของหนิงหลง เพียงยิ้มจางๆ พลางยกศีรษะของหนิงหลงขึ้นหนุนตักอย่างอ่อนโยน นางที่งดงามดั่งเทพธิดาบนสวรรค์ เพียงยิ้มจางๆ เรียกได้ว่างามล่มเมืองเลยทีเดียว ทำให้สุริยันจันทรายังต้องสลดและอับแสง
"ครบยี่สิบเอ็ดวันแล้ว" ฝ่ามือของฟู่เยว่เทียนแตะเบาๆ บนศีรษะของหนิงหลง มือนุ่มนวลของนางที่อบอุ่นแฝงด้วยความเย็น เมื่อฝ่ามือแตะอยู่บนหน้าผากปรากฏความเย็นสายหนึ่งที่ไหลริน ทำให้รู้สึกสบายไปทั่วร่าง
หนิงหลงลืมตาทั้งสองขึ้น แหงนมองดูใบหน้างดงามที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสองของฟู่เยว่เทียน ยิ้มกล่าวเรียบเฉยว่า "เวลาวารีมิเคยหยุดไหล สถานการณ์หมื่นยุคแค่เพียงช่วงอึดใจ พันล้านปีผ่านพ้นไปเหมือนหลับตาตื่น ยี่สิบเอ็ดวันดั่งลมหายใจเข้าออก"
"สำหรับท่านแล้ว สถานการณ์หมื่นยุคอาจเป็นเพียงสิ่งที่เอ้อระเหยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนบนโลกมนุษย์ทิ้งไม่ลงมากที่สุดคงไม่พ้นคำว่า 'รัก' ความรักที่เป็นมิตรภาพ ความรักระหว่างเครือญาติ ความรักระหว่างชายหญิง ความรักระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ มีความรักมากมายหลายหลากบนโลก จะให้ทำอย่างใดกับคำว่า 'รัก' " ฟู่เยว่เทียนหลุดพ้นจากกิเลสอยู่เหนือมนุษย์ปุถุชนธรรมดา งดงามจนทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
หนิงหลงยิ้มเรียบเฉย และพยักหน้า ทอดสายตามองไกลไปบนท้องฟ้าสีคราม สุดท้าย เอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "ที่ใดมีรักย่อมมีทุกข์ ผู้คนไม่กลัวที่จะมีทุกข์ พวกเขากลัวที่ไม่ได้รักมากกว่า"
"ความรักไร้ขอบเขต อริยะมีรักยังกลายเป็นคนโง่ได้" ความงดงามที่สงบเงียบดั่งบุปผาที่เบ่งบานของฟู่เยว่เทียน นับว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนโดยแท้ พลันที่ได้เห็นก็จารึกอยู่ในใจไม่อาจลืมเลือน
หนิงหลงยิ้มและหัวเราะ กล่าวว่า "เช่นนั้นแล้วคนโง่ที่เจ้าว่า คงเป็นข้า"
"หนิงหลง ท่านรักข้าไหม?" ฟู่เยว่เทียนจ้องมองหนิงหลง เหมือนว่าได้มองลึกเข้าไปภายในดวงตาของหนิงหลง
หนิงหลงผู้ที่สยบใต้หล้า ตัวตนที่ดำรงในทุกระนาบมิติล้วนแล้วแต่สั่นเทาภายใต้อำนาจของเขา ในห้วงวัฏสงสารนี้จะยังมีใครที่กล้าจ้องตากับเขาเล่า แต่ว่า นาทีนี้เวลานี้ ขณะฟู่เยว่เทียนจ้องมองหนิงหลงนั้นคล้ายต้องการเข้าไปยังส่วนที่ลึกเข้าไปภายในจิตใจอย่างนั้น
หนิงหลงค่อยยิ้มๆ และกล่าวว่า "จะภพนี้หรือภพหน้า ก็ไม่มีค่าเท่าได้พบเจ้า"
"สาลิกาลิ้นชมพู" ฟู่เยว่เทียนถึงกับชื่นชมเบาๆ ท่วงท่าที่แง่งอนของนาง นับว่าเพียงพอที่จะให้จิตใจของผู้คนบนโลกต้องเคลิบเคลิ้มหลงใหล "บุรุษมากรักเช่นท่านสมควรตายยิ่งนัก"
หนิงหลงเพียงหัวเราะร่าเท่านั้น และไม่ได้กล่าวตอบ เพียงมองดูท้องฟ้าสีคราม
"ข้ารักท่าน หนิงหลง" หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เสมือนดั่งกาลเวลานั้นชื่นชอบในสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบและงดงาม ฟู่เยว่เทียนเอนตัวลงหน้าผากของพวกเขากระทบซึ่งกันและกัน ทั้งสองคนเสมือนดั่งมีความสัมพันธ์เป็นคู่รักกันมาร้อยยุคอย่างนั้น
"ข้า-" หนิงหลงกำลังจะเอ่ยตอบ ทว่าฟู่เยว่เทียนใช้นิ้วเรียวหยุดเอาไว้ก่อน
ฟู่เยว่เทียนส่ายหัวเบาๆ และกล่าวขึ้นช้าๆ ว่า "ผู้คนในโลกหล้าข้าพบเห็นมามากมาย มีผู้ที่มุ่งหวังอายุวัฒนะ มีผู้ต้องการปราศจากผู้ต่อกร มีผู้ที่ต้องการก้าวขึ้นจุดสูงสุด และมีผู้ที่ต้องการความสบายใจ"
ครั้นฟู่เยว่เทียนเอ่ยมาถึงตรงนี้แล้วได้หยุดนิดหนึ่ง นางส่ายหัวเบาๆ และกล่าวว่า "สำหรับท่านข้าไม่ทราบ ข้ามองว่าสิ่งที่ท่านต้องการไม่ใช่อายุวัฒนะ และไม่ใช่ปราศจากผู้ต่อกร และไม่ใช้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เนื่องจากท่านคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุด ปราศจากผู้ต่อกรไปแล้วตลอดกาล สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ เพียงแต่ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาพื้นๆ คนหนึ่งเท่านั้น ความรักที่มาจากท่านเกินกว่าที่ข้าจะรับไหว"
หนิงหลงถึงกับหัวเราะขึ้นมา และลูบหน้าฟู่เยว่เทียนเบาๆ ด้วยความทะนุถนอมอ่อนโยน และกล่าวว่า "ถ้าหากแม้แต่เจ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดาพื้นๆ เช่นนั้นแล้วสรรพชีวิตในโลกหล้าคงหยาบจนรับไม่ได้ ธรรมดาจนไม่เข้าตา"
ฟู่เยว่เทียนยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อได้รับคำชื่นชมเช่นนี้ นางที่เสมือนดั่งเทพธิดาบนสวรรค์ หลุดพ้นจากกิเลสบนโลกมนุษย์นับว่างดงามมีเพียงหนึ่งไม่มีสอง ความงดงามเช่นนี้ สมควรมีอยู่บนสวรรค์เท่านั้น
หนิงหลงไม่พูดอะไรอีก ฟู่เยว่เทียนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ นางค่อยๆ เอนตัวลงนอนเคียงไหล่กับหนิงหลง ทั้งสองคนนอนอยู่เงียบๆ มองดูท้องฟ้าสีคราม เวลานี้ท้องฟ้าสีครามใสสะอาด งดงามยิ่งนัก
สายลมพัดมาแผ่วเบา สูดดมกลิ่นหอมที่ทำให้เคลิบเคลิ้มจากมวลบุปผา เสพสุขกับการลูบไล้บางเบาของสายลม เหมือนต้องการให้ผู้คนนอนหลับไปอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไรแล้ว หนิงหลงได้พูดขึ้นเบาๆ ว่า "ข้ารักเจ้า เทียนเอ๋อร์"
ฟู่เยว่เทียนเพียงแสดงใบหน้าแฝงรอยยิ้ม ขณะที่นางแฝงรอยยิ้มไม่พูดไม่จานั้น ท่าทางงามล่มเมือง นางที่ดังเทพธิดาบนสวรรค์นับว่าทำให้ผู้คนหัวใจเต้นตูมตามอย่างแท้จริง ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหล
"หากสวรรค์มีรัก ย่อมไร้ซึ่งนิรันดร์" หนิงหลงยิ้มเบาๆ รอยยิ้มเขานั้นช่างดูอ่อนโยน จนแม้แต่มวลผกายังรู้สึกละอาย ช่างหวั่นไหวต่อจิตใจผู้คนเหลือเกิน "หากใจข้ามีรัก แน่นอนว่าย่อมเป็นนิจนิรันดร์..."
"ข้ารู้..." ฟู่เยว่เทียนยิ้มประทับริมฝีปากลงบนแก้มหนิงหลงเบาๆ ช่างอ่อนโยนอะไรอย่างนั้น ช่างชื่นมื่นอะไรอย่างนั้น