จ้าวชิงเหยาที่เริ่มกรุยคุณสมบัติกลับไม่ถือว่ามีปัญหาอะไรแต่กลับเป็ว่าจะให้จ้าวชิงเหยาฝึกปรือเคล็ดวิชาอะไรนั้นกลับกลายเป็คำถามที่เฉินิต้องครุ่นคิดอยู่ในตอนนี้นี่เป็ถึงตัวละครเอกเชียวนะยังไงก็ไม่สามารถปล่อยให้นางฝึกปรือตามสินค้าจากแผ่นดินใหญ่มิใช่หรือไง ?
แต่จะใช่สินค้าแผ่นดินใหญ่หรือเปล่านั้น เคล็ดวิชาระดับเทพอะไรก็อย่าได้เอ่ยถึงแล้ว แม้แต่เทพก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วยังเคล็ดวิชาระดับเทพอีก
จะทำยังไงดีล่ะ ?
ใช่แล้ว ในแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ว่ามีวิชาประหลาดพิสดารอยู่หรอกหรือนอกจากตัวละครเอกแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่อาจสำเร็จวิชาได้ทั้งชีวิตผู้ใดฝึกผู้นั้นย่อมตายไม่ใช่หรือ ?
เมื่อได้หัวเราะให้กับจ้าวชิงเหยา เฉินิก็ได้กล่าวว่า : “ชิงเหยาเอ่ยมาเถอะ พวกเราไปหอคัมภีร์หาเคล็ดวิชาบางส่วนให้กับเ้ากันเถอะ”
เมื่อได้พาจ้าวชิงเหยาไปถึงหอคัมภีร์ ก็ได้พบกับหลี่ฉางเกิงที่พาบรรดาลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งมาเพื่อเสาะหาเคล็ดวิชาผู้มีกายากระบี่อาญาสิทธิ์เองก็ได้ติดตามอยู่ทางด้านหลังหลี่ฉางเกิงคาดว่าหลี่ฉางเกิงเองคงจะทำให้เ้าสำนักได้รับผลประโยชน์อยู่ไม่น้อยจึงสามารถที่จะได้ผู้มีกายากระบี่อาญาสิทธิ์ผู้นี้มาไว้ในมือ
หลี่ฉางเกิงเมื่อพบว่าเฉินิมายังที่แห่งนี้ ก็ได้ครุ่นคิดในใจ คนอย่างเฉินิผู้มีชาติกำเนิดที่โดดเด่นทั้งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้า อีกทั้งยังมีรูปงามหน้ามล เหตุใดจึงรับศิษย์คนแรกที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายไปกันหรือจะเป็ว่า เฉินิบังเกิดความละโมบต่อความงดงามของเด็กสาวกัน ? แต่ว่าจ้าวชิงเหยาพึ่งจะอายุเท่าไหร่เอง อีกทั้งสรีระเองก็ยังไม่ได้เติบโตเต็มที่ ช้าก่อน ในเมื่อข้ามีความกล้าบังอาจที่จะคิดเช่นนี้เฉินิคงจะไม่ได้ชมชอบทารกหญิงเข้าหรอกนะ......
ไม่สมควร ไม่สมควร หรือว่าเฉินิได้พบจุดที่เป็ข้อดีของจ้าวชิงเหยาขึ้นแล้วแต่ว่าหลี่ฉางเกิงไม่ว่าจะมองอย่างไรพร์ของเด็กสาวผู้นี้ก็ถือได้ว่าย่ำแย่จนทำให้ผู้คนขนหัวลุกได้อยู่ดี
หรือเป็เพราะเฉินิมีปัญหาในการฝึกปรือตบะจนสายตามีปัญหาแล้วอย่างงั้นหรือ ?
หลี่ฉางเกิงเดินมาจนถึงเบื้องหน้าของเฉินิ พร้อมกับยกมือขึ้นคารวะ : ”ผู้าุโเฉิน มาเพื่อเสาะหาเคล็ดวิชาให้แก่ศิษย์ของท่านอย่างงั้นหรือ ? ”
เฉินิพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นกล่าวว่า : “เป็เช่นนั้น”
หลี่ฉางเกิงถึงอย่างไรก็ยังคงหวาดเกรงสถานะของเฉินิอยู่ด้วยชาติตระกูลที่สูงล้ำอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อเป็เช่นนี้ผู้าุโเฉินก็เลือกก่อนเถอะเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการที่พวกเราจะต้องตาเคล็ดวิชาชุดเดียวกันคงจะต้องเป็เื่ที่ยุ่งยากอยู่ไม่น้อย”
เฉินิจึงหัวเราะแล้วกล่าว : “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าย่อมไม่เกรงใจ”
ทันใดนั้นหวังเทียนได้เดินเข้ามาประจวบมาพร้อมกับผู้มีกายากระบี่อาญาสิทธิ์ผู้นั้นด้วยพร้อมทั้งหันไปกล่าวต่อเฉินิว่า : ”ผู้าุโเฉิน ข้าอยากที่จะทราบว่า เหตุใดท่านถึงได้ไม่รับข้าไว้เป็ศิษย์ท่านเองก็มีกายากระบี่โบราณ ข้าเองก็มีกายากระบี่อาญาสิทธิ์ ล้วนแต่มีคุณสมบัติของวิถีกระบี่ มิใช่มีความเหมาะสมกันเป็อย่างยิ่งแต่ท่านกลับรับสวะที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่งมาเช่นนี้ ! ”
เฉินิบังเกิดความลิงโลดขึ้นในใจ มาเถอะมาเถอะ มาเช่นนี้ก็ใช่แล้วหากไม่ถูกเรียกว่าเป็สวะสักหลายคำ นั่นยังเรียกว่าตัวละครเอกได้งั้นหรือ? ใน่เวลานี้เฉินิได้ทอดมองไปที่แววตาของจ้าวชิงเหยาที่ยิ่งทวีความเร่าร้อนขึ้นช่างสมกับเป็สัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง !
บนใบหน้าเฉินิกลับหาได้บังเกิดความเคลื่อนไหวไม่เพียงแต่ยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมกล่าวด้วยท่าทางที่ลึกล้ำ : “ภายใต้สำนักเรามีวิธีการอบรมสอนสั่งอยู่มากมาย หากว่ารับเ้ามาเอาชนะศิษย์จำนวนมากที่เข้าสำนักจนขึ้นเป็อันดับหนึ่งได้อย่างง่ายดายนั่นก็ไม่มีความท้าทายมิใช่หรือหากเป็เช่นนั้นจะสามารถแสดงความสามารถของข้าพเ้าให้โดดเด่นขึ้นมาได้อย่างไร? ”
หวังเทียนถึงกับหางคิ้วกระตุกเขารับนางเป็ศิษย์ก็เพื่อทำให้ความสามารถของตัวเองโดดเด่นดังนั้นจึงไม่ได้รับข้าไว้เพื่อเป็ศิษย์ ? ท่านหาเหตุผลที่น่าทึ่งให้ได้ยิ่งกว่านี้ไม่ได้หรือไง?
หวังเทียนกล่าวขึ้นด้วยความโกรธ : ”เหอะ ! รอดูไปเถอะ ภายในสามเดือนให้หลังศิษย์ทุกคนที่พึ่งเข้าสำนักจะต้องเข้าสู่การประลองทดสอบฝีมือผู้าุโเฉินคงต้องให้สมบัติป้องกันตัวกับสวะผู้นี้มากหน่อยนะไม่อย่างนั้นหากถูกข้าฆ่าไปโดยที่ไม่ทันระวังขึ้นมาแล้ว ก็คงจะไม่น่าดูกัน ! ”
เฉินิได้ไว้อาลัยให้กับหวังเทียนสามวินาที เด็กหนุ่มผู้โง่งมเอ่ยเ้ารังควานใครไม่รังควาน กลับไปรังควานตัวละครเอก ช่างสมกับเป็อาจมอย่างแท้จริง!
หนึ่ง
สอง
สาม
เอาล่ะ ไว้อาลัยเสร็จสิ้น
เฉินิก็ได้เดินมาจนถึงเบื้องหน้าผู้าุโของหอคัมภีร์เอ่ยปากถามขึ้น : “ใช่แล้วเ้าพอจะมีเคล็ดวิชาที่น้อยคนนักจะฝึกปรือแบบนั้นหรือไม่ หรือถ้าหากยิ่งเป็วิชาที่ไม่มีใครเคยฝึกสำเร็จได้หรือวิชาที่ทำให้ผู้ฝึกตายลงกันไม่น้อยบ้างหรือเปล่า ? ”
ผู้าุโหอคัมภีร์ถึงกับกระตุกหางคิ้วขึ้นมา กล่าว : “มีนั้นมีอยู่มีชุดหนึ่งที่เป็เคล็ดสามภพเร้นลับ ที่ยังไม่เคยมีคนฝึกปรือจากที่เคยได้ยินมาจากบันทึกที่ผ่านมา เคล็ดวิชาเล่มนี้ถือได้ว่ามีความแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดเป็เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตกลิ่นอายวิถีแต่ว่าผู้ใดฝึกคนผู้นั้นย่อมตาย ไม่ก็คงต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรกดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะฝึกปรือแล้ว อือ ผู้าุโเฉิน ท่านถามข้าเช่นนี้ไปทำไม? ท่านคงไม่ได้คิดที่จะ......”
เฉินิหัวเราะหึหึดังขึ้นมา พร้อมกล่าว : ”เคล็ดสามภพเร้นลับสินะ หยิบมาให้ข้าได้เลย”เฉินิยังได้หันหน้าส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นให้กับจ้าวชิงเหยา แล้วกล่าว : “ชิงเหยาเอ่ยเ้าก็ฝึกเคล็ดสามภพเร้นลับนี้เถอะ”
จ้าวชิงเหยาถึงกับตัวแข็งทื่อ : ท่านอาจารย์ ท่านเป็บ้าจริงอย่างงั้นสินะ.....
หลี่ฉางเกิงถึงกับตัวแข็งทื่อ : จบสิ้นแล้วจบสิ้นแล้ว ดูเหมือนว่าความคิดที่บังอาจของข้าเองก็คงจะไม่ถูกต้องแล้ว เฉินิผู้นี้คงเป็บ้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้วยังไงข้าก็ต้องรีบไปแจ้งเตือนต่อท่านเ้าสำนัก.....
หวังเทียนเองก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ : ยังดีที่เฉินิไม่ได้รับตัวเองไว้ ช่างอันตรายยิ่งนักช่างอันตรายยิ่งนัก.......
ศิษย์อีกมากมายก็ล้วนแต่ตัวแข็งทื่อ : นี้ยังเป็เฉินิที่เปรียบเสมือนตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ผู้นั้นจริงงั้นหรือเหตุใดถึงได้ไม่เหมือนกับตามที่ตำนานเล่าขานกันเอาไว้เลยเล่า.......
เฉินิเองก็คร้านที่จะไปสนใจอะไรให้มากความถึงเพียงนั้น จึงได้พาตัว จ้าวชิงเหยาไปในทันที รอคอยจนกลับมาถึงยังภูผาราชันย์พิสุทธิ์แล้ว จ้าวชิงเหยาจึงถามขึ้นด้วยความระมัดระวัง : ”ท่านอาจารย์ ศิษย์จะต้องฝึกเคล็ดสามภพเร้นลับอะไรนั้นจริงอย่างงั้นหรือ ? ”
เฉินิจึงยื่นเคล็ดสามภพเร้นลับให้กับจ้าวชิงเหยา จากนั้นก็กล่าวว่า : “เ้าลองดูก่อน”
จ้าวชิงเหยารับมา ลังเลอยู่ชั่วครู่ท้ายสุดก็ยอมเปิดดู ในตอนแรกเริ่มยังมีความเกรงกลัวอยู่บ้างแต่ว่าเมื่อได้อ่านบางส่วนของคัมภีร์ไปก็ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็งมงายขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังส่วนที่เป็้าของคัมภีร์ ลมปราณระหว่างฟ้าดินก็ถึงกับรวมตัวกันอยู่ที่ข้างกายของนาง
จากนั้นเฉินิก็ได้ยินเสียงปุ้งดังขึ้นจ้าวชิงเหยาที่อยู่เบื้องหน้าสายตาเขาได้เข้าสู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สองแล้ว! ! ! ! ! !
อย่างนี้ก็ได้เหรอ! พวกคุณบอกกับผมทีจะมีโอกาสที่จะเอาชนะตัวเอกได้จริงอย่างงั้นหรือ ? เพียงแค่เปิดดูยังไม่ทันที่จะเริ่มฝึกฝนก็ทะลวงพลังได้แล้วนี้มันไม่ใช่การโกงกันซึ่งๆ หน้ากันหรือไง !
เสียงของระบบพี่สาวแสนสวยดังขึ้นมา “ติ่ง จ้าวชิงเหยาทะลวงเข้าถึงขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สอง ได้รางวัลเป็คะแนนจริยธรรมยี่สิบแต้ม ! ”
ที่แท้ศิษย์ที่ทะลวงพลังได้จะสามารถเพิ่มคะแนนจริยธรรมหลังจากที่กลับไปถึงภูผาราชันย์พิสุทธิ์เมื่อถึงเวลาแล้วคอยมาดูกันว่าคะแนนจริยธรรมจะบรรลุเคล็ดวิชาเหนือธรรมชาติได้ร้ายกาจมากแค่ไหนกันอีกที
จ้าวชิงเหยาก็ได้พบว่าตัวเองทะลวงพลังได้แล้วจึงได้ลืมตามองไปที่เฉินิ ฉีกยิ้มกว้าง “อาจารย์ ข้าคล้ายกับสามารถจะฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับนี้ได้ อาจารย์สมกับเป็ยอดคนอย่างแท้จริง ข้าไม่ควรที่จะไปสงสัยท่านอาจารย์เลย”
เฉินิ : ”แค๊ก แค๊ก แค๊ก นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้วด้วยขอบเขตของอาจารย์ในตอนนี้ย่อมสามารถที่จะมองทุกสรรพสิ่งที่อยู่บนโลกหล้าได้อย่างแตกฉานกับเื่เล็กน้อยเพียงแค่นี้ ไม่จำเป็ที่จะต้องใไปในเมื่อเ้าเองก็สามารถที่จะเป็ ผู้ฝึกฝนได้ ก็จงฝึกฝนสะสมประสบการณ์ไปเถอะ”
เมื่อจ้าวชิงเหยาไปฝึกวิชาด้วยความรื่นรมย์เฉินิบังเกิดความสงบเงียบขึ้นมาได้ชั่วขณะ ต้มชากวนอิมหยกที่แม้แต่จักรพรรดิก็ยังไม่อาจดื่มด่ำได้ไปจอกหนึ่งระหว่างที่กลิ่นหอมของชาก่อตัวเป็คลื่น ก็ได้พิงอยู่บนเก้าอี้อาบแสงแดดอย่างสบายอารมณ์
คุณอาจจะถามเฉินิว่า เหตุใดเขาถึงได้ว่างถึงเพียงนี้เหตุใดถึงไม่ไปฝึกปรือบำเพ็ญตบะ เหอะ ในโลกของการฝึกปรือบำเพ็ญตบะการฝึกปรือบำเพ็ญตบะย่อมถือเป็ภารกิจสายหลักไม่ใช่กันหรือไง ? เห้อ เห้อ ขึ้นชื่อว่าเป็NPC[1] ขึ้นชื่อว่าเป็อาจารย์ของตัวละครเอกขอเพียงเดินตามทางของตัวละครเอกย่อมได้แล้วหากไม่มีอะไรทำก็คอยดูตัวละครเอกเล่นละคร ตบหน้าทุบตีคน ะโร้องขานว่า ตัวละครเอกนั้นเป็ผู้มีพร์สูงสุดในโลกหล้าก็เพียงพอแล้วคิดที่จะไปแย่งซีนตัวละครเอก ไม่กลัวว่าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างร้อนใจกันหรือไงสิ่งที่เรียกกันว่าการฝึกปรือ เมื่อถึงเวลาให้เลเวลอัพก็จะเลเวลอัพเอง ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว หากในเื่ไม่้าให้คุณเลเวลอัพ ต่อให้พยายามที่จะฝึกปรือบำเพ็ญตบะไปก็ไม่มีประโยชน์ หากในเื่คิดที่จะให้คุณเลเวลอัพก็ย่อมสามารถที่จะทะลวงพลังได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว
ต้องขออภัยด้วย ที่เฉินิได้มองออกจนทะลุปรุโปร่งมาแต่แรกแล้ว
หลี่ฉางเกิงซึ่งติดตามอยู่ทางด้านหลังของเ้าสำนักที่ด้านหลังยังมีแพทย์นับร้อยติดตามมาด้วยเดินเข้ามาจนถึงเรือนของเฉินิกันอย่างเร่งรีบ ความสัมพันธ์ของเ้าสำนักและท่านปู่เองก็ถือว่าไม่เลวเป็ความสัมพันธ์ที่ผ่านชีวิตร่วมกันมา อีกทั้งยังคาดหวังที่จะให้เฉินิรับ่การเป็เ้าสำนักหมื่นกระบี่ต่ออีกด้วยย่อมไม่้าที่จะให้เฉินิกลายเป็แมงเม่าบินเข้ากองไฟอย่างแน่แท้
เ้าสำนักเองก็อายุมากแล้ว ใน่เวลาที่สำคัญเช่นนี้ยิ่งไม่้าที่จะให้เฉินิเกิดเื่ จึงได้หยุดการพรรณนาของหลี่ฉางเกิงพลันรีบจับตัวแพทย์นับร้อยขึ้นสู่เขา
เ้าสำนักหนวดเคราผมเผ้าสีขาวโพลน สวมใส่เสื้อคลุมที่เป็สีขาวคลุมไปทั้งร่างเมื่อพบเห็นเฉินิกำลังดื่มชาอย่างเอ้อระเหย ก็พลันรีบกล่าวขึ้นมาว่า :”ผู้าุโเฉิน เ้าไม่ได้เป็อะไรไปหรอกนะ ? ”
เฉินิพึ่งจะรับศิษย์ที่คล้ายกับว่าเป็ตัวละครเอกมาคนจิตใจย่อมต้องเบิกบานเป็อย่างยิ่ง มีหรือที่จะเกิดเื่ขึ้นได้ “ไม่มีอะไรอยู่แล้วท่านเ้าสำนักเหตุใดท่านถึงได้ถามเยี่ยงนี้ ? ”
เ้าสำนักกล่าวอย่างจริงจัง : ”เฉินิเอ่ย หลังจากนี้เ้าจะต้องขึ้นเป็เ้าสำนักรุ่นต่อไป จำต้องรักและดูแลศิษย์ในสำนัก ถึงแม้เื่เมื่อวานจะไม่ทันระวังจนไปเลือกศิษย์ที่มีพร์ต่ำต้อยเป็อย่างยิ่งมาเป็ลูกศิษย์ แต่ว่าเ้าเองก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้นางฝึกปรือเคล็ดวิชาที่ทำให้ตายได้หรอกนะ! หากว่าข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ชื่อเสียงของเ้าย่อมหม่นหมองแน่แท้”
เฉินิถึงกับหางคิ้วเต้นไปมา ที่แท้ก็พูดถึงเื่นี้เองสินะ ”เ้าสำนัก ข้าหาได้คิดร้ายต่อชิงเหยาไม่”
หลี่ฉางเกิงพูดโน้มน้าว : ”ผู้าุโเฉินการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์กลับมิใช่เื่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเส้นทางการฝึกปรือเองก็ยังจำเป็ที่จะต้องก้าวไปทีละก้าวกันอยู่ดี”
เ้าสำนักยื่นมือเข้ามาในทันทีแล้วกล่าว : “พวกเ้าไปตรวจดูอาการของผู้าุโเฉินว่าาเ็ตรงไหนใช่เป็เพราะธาตุไฟเข้าแทรกเพราะรีบฝึกปรือเร็วเกินไปหรือไม่”
แพทย์นับร้อยก็ได้หยิบอุปกรณ์ครบมือเดินเข้ามาจนทำให้เฉินิใจนพลันรีบลุกขึ้นยืน : “ท่านเ้าสำนัก ข้าไม่เป็ไรจริงๆ”
เ้าสำนักกล่าว : ”หากว่าเ้าเกิดเื่ขึ้นจะให้ข้าไปบอกต่อปู่เ้าได้อย่างไร ? ยังไงก็ทำอะไรไม่ได้มากมายแล้วยอมให้ข้าตรวจสอบสักรอบเถอะ ! ”
ประจวบกับที่ในเวลานี้ จ้าวชิงเหยาที่พลางะโโรดเต้นสลับเดินเข้ามายังภายในลานบ้านของเรือนที่พักพร้ะโกนขึ้นมาด้วยความเบิกบานแล้วกล่าว : ”ท่านอาจารย์ท่านอาจารย์ ข้าทะลวงจนเข้าถึงขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สามแล้ว! ”
เ้าสำนัก : ......
หลี่ฉางเกิง : .......
“ติ่ง จ้าวชิงเหยาได้ทะลวงพลังถึงขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สาม ได้รับคะแนนจริยธรรมสามสิบแต้ม ! ”
.
.
.
.
[1] NPC คือตัวละครที่ผู้เล่นไม่ได้ควบคุมย่อมาจาก non-person character