“ดูแล้วท่านคงเป็เทพธิดาจริงๆ …” หมอหนุ่มร่างกะทัดรัดเดินกะเผลกตามหลังนางมา พร้อมกับเอ่ยประโยคคล้ายคลึงกันเป็ครั้งที่ห้า ‘เซียนหมอ หัตถ์เทวะ ปราณเทพ จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่’ คำเหล่านี้ทำให้ไป๋ซูเถียนรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
“ขอเถอะ พี่ชาย...หากท่านยังเรียกข้าเช่นนี้อีกข้าจะลอยขึ้นฟ้าไปจริงๆ แล้วนะ”
เกาเหลียงไม่คิดว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเกินไปสักนิด ดวงตาที่มองนางเป็ประกายเคารพเทิดทูนอย่างสูง ผู้อื่นอาจไม่รู้ ทว่าเขาที่ยืนอยู่ข้างตัวนางจะไม่เห็นได้อย่างไร ตอนที่นางััแผลของเด็กนั่นนางไม่ได้ใช้ยา… นางรักษาเขาด้วยพลังวิเศษต่างหาก!
“คุณหนู ที่แท้ท่านใช้พลังเวทย์ในการรักษาเด็กคนนั้นใช่ไหมขอรับ....?” เขาทราบว่าคุณหนูมาจากตระกูลนักเวทย์ ทว่าต่อให้เป็เช่นนั้นฝีมือของนางก็ยังร้ายกาจมากอยู่ดี... ในแผ่นดินไม่เคยได้ยินว่านักเวทย์คนใดสามารถรักษาโรคแผลศิลานี้ได้
“อืมม.. ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้นล่ะ” ไป๋ซูเถียนไม่อยากอธิบายเื่เกี่ยวกับปราณมืดจึงได้แต่ยอมให้เขาเข้าใจผิดไปอย่างเลยตามเลย
เมื่อก้าวเท้าเข้าประตูมา หญิงสาวก็ได้พบพี่ชายที่ไม่ได้พบหน้ามาหลายวัน ดวงตาสีน้ำตาลเป็ประกายระยับ
“พี่ใหญ่!” รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้น ก่อนที่ร่างของผู้เป็น้องจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหา
ไป๋ซีเฉิงใจอุ่นวาบ เขาหายไปหลายวันยังนึกกังวลอยู่ว่าหากกลับมาหาน้องสาวแล้วนางกลับไปเ็าอีกครั้ง เขาคงไม่อาจทำใจได้
“เถียนเอ๋อ..” เสียงทุ้มเคร่งขรึมทอดยาวขึ้น มองนางอย่างอ่อนโยน กระทั่งดวงตาสีเขียวสลับเงินเหลือบไปเห็นบุรุษแปลกหน้า คิ้วสีอ่อนก็ขมวดฉับ
“เ้าเป็ใคร?!”
รังสีเคร่งขรึมเช่นผู้สูงศักดิ์เปล่งออกมา เกาเหลียงไม่เคยพบไป๋ซีเฉิงมาก่อนก็ถึงกับขาแข็งเกร็งไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าตอบคำถาม
แรงกดดันจากไป๋ซีเฉิงไม่ใช่ธรรมดา เขาเป็ถึงนักเวทย์อัจฉริยะที่สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาอันดับหนึ่งแห่งแคว้น แถมผลคะแนนยังโดดเด่นจนเหล่าคณาจารย์ต้องทาบทามเข้าเป็อาจารย์สอนสายเวทย์... หากไม่เพราะเขาไม่ยอมใช้ ‘ผลึกเวทย์’ เลื่อนขั้น คงจะสามารถบรรลุจอมเวทย์ได้แล้วด้วยซ้ำ
เห็นเกาเหลียงถูกพี่ชายจ้องจนนิ่งงัน ไป๋ซูเถียนก็รีบเอ่ยคลี่คลายสถานการณ์ “พี่ใหญ่..นี่คือท่านหมอเกาเหลียง...เขาเป็หุ้นส่วนการค้าของข้าเ้าค่ะ”
“หุ้นส่วน?”
“มิได้ๆ ...ข้าเป็บ่าวของคุณหนูเท่านั้น” เกาเหลียงไม่กล้าตีตนเสมอตัวผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็ถึงหมอเทวดาอย่างนาง ..
ไป๋ซีเฉิงละสายตาจากเกาเหลียง แล้วหันมามองน้องสาว ดวงตาเคร่งขรึมอ่อนลงอีกครั้ง แต่ก็ยังแฝงความหนักใจ “เถียนเอ๋อ.. เ้าออกไปข้างนอกทำมาอะไรกันแน่?”
“ข้าขายยาเ้าค่ะ ได้เงินเยอะมากเลยนะ” ไป๋ซูเถียนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สลดสักนิด... นางเล่าถึงสูตรยามากมายของนางรวมถึงมิตรภาพที่ได้รับจากคนในตลาด ทั้งยังส่งเงินที่ได้มาวันนี้ให้พี่ชายอย่างภาคภูมิใจ “ต่อไปพี่ใหญ่ก็ไม่ต้องประหยัดแล้วนะเ้าคะ”
ผู้เป็น้องเอ่ยพลางส่งยิ้มหวานเอาใจ นางคิดมาตลอดว่าไป๋ซีเฉิงตระหนี่.. หลงรักเงินยิ่งชีวิต นางหาเงินให้เขาเช่นนี้พี่ใหญ่คงดีใจมาก
ไหนเลยจะคาดไป๋ซีเฉิงกลับจ้องมองนางด้วยสายตาตื่นตระหนก “เ้าบอกว่าตั้งแผงขายยากลางตลาด ทั้งยังได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากงั้นหรือ?!”
“เ้าค่ะ.. พวกเขาชอบยาของข้า.. ไม่กี่วันข้าขายได้เกือบหกร้อยตำลึงแล้ว”
“ปิดแผงนั่นซะ” ผู้เป็พี่ออกคำสั่งอย่างฉับพลัน
“เอ๋...” หญิงสาวมองเงินในมือของตน แล้วเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ “พี่ใหญ่ไม่ดีใจหรือเ้าคะ?”
สีหน้างุนงงของน้องสาวทำให้ไป๋ซีเฉิงรู้ตัว.. เขาไม่อาจออกคำสั่งกับนางเหมือนตอนเป็เด็กได้
“เถียนเอ๋อ.. พี่ไม่ได้้าเงินของเ้า แค่อยากให้เ้าอยู่อย่างปลอดภัยเท่านั้น แผงนั่นเปิดเผยเกินไป อาจมีอันตราย”
สำหรับไป๋ซีเฉิงเขากังวลเื่ไอมารในตัวนางมากกว่า หากนางถูกจับได้ว่ามีปราณมารในร่าง นางต้องถูกปะาแน่ ทว่าไป๋ซูเถียนกลับคิดไปอีกทาง … นางไม่รู้ว่าไป๋ซีเฉิงรู้เื่ฝึกวิชามาร จึงคิดว่าพี่ชายกังวลเื่ความปลอดภัยทั่วไปเท่านั้น
“อ้อ..ที่จริงข้าคิดจะปิดอยู่แล้วล่ะเ้าค่ะ.... ข้าตั้งใจว่าจะเปิดโรงหมอแทน”
“…..?” ใบหน้าหล่อเหลางุนงงอย่างมาก.. จากขายยากลายเป็หมอ น้องสาวเขาเป็อะไรไปแล้ว
“นายท่านขอรับ.. คุณหนูเก่งกาจวิชาแพทย์ มีพร์อย่างมาก เป็หมอที่เก่งที่สุดที่ข้าเคยเห็นมา ท่านไม่ต้องกังวลเลย” เกาเหลียงรีบเอ่ยรับรองกับไป๋ซีเฉิงอย่างหนักแน่น หากหมอที่มีพร์เช่นนี้ต้องถูกที่บ้านห้ามปราม ย่อมเป็ความสูญเสียร้ายแรงของแผ่นดิน
“หึ.. เื่นั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว” ไป๋ซีเฉิงเอ่ยเสียงเย็น น้องสาวของเขาเป็อัจฉริยะแต่เด็ก หากนางตั้งใจทำสิ่งใดย่อมไม่มีทางไม่ประสบความสำเร็จ... ที่เขางุนงงก็แค่เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินว่านางสนใจการแพทย์มาก่อนเท่านั้น
“พี่ใหญ่ จะเปิดโรงหมอตอนนี้ข้ายังขาดเงินทุนอยู่บ้าง...ท่านสนใจลงทุนกับข้าหรือไม่?” ไป๋ซูเถียนได้โอกาส จึงเอ่ยเสียงหวาน มือเล็กกระตุกแขนเสื้อพี่ชายเบาๆ หลายครั้ง หลายวันที่ผ่านมาทำให้นางรู้สึกใกล้ชิดกับเขาขึ้นมาก จึงกล้าแสดงท่าทางสนิทสนมออกมา
ไป๋ซีเฉิงเห็นกิริยาออดอ้อนน่ารักของน้องสาวก็ใจอ่อนยวบ สิบปีที่ผ่านมานางไม่เคยขออะไรเขาสักครั้ง วันนี้อุตส่าห์เอ่ยปากเขาย่อมไม่อยากขัดใจ อย่างไรเปิดโรงหมอย่อมปลอดภัยกว่าตั้งแผงข้างทาง .. แต่เมื่อนึกถึงเงินที่ต้องใช้ ไป๋ซีเฉิงก็มีสีหน้าอึดอัด
“พี่ไม่มีเงิน…” ท่าทางลำบากใจของพี่ชายทำให้ใบหน้าสดใสเจื่อนลงทันตา... นางคงล้ำเส้นเกินไปเสียแล้ว
“เอ่อ.. ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” ไป๋ซูเถียนโบกมือร้อนรน พร้อมกับแสดงสีหน้าที่เกรงใจอย่างมาก
‘แค่โรงหมอเท่านั้น..ข้ามีเงินตั้งหกร้อยตำลึงแล้วยังจะไปรบกวนพี่ใหญ่อีกทำไมกันนะ’
หญิงสาวส่งยิ้มสดใสให้พี่ชาย แต่เมื่อมือเล็กที่จับแขนเสื้อของเขาปล่อยออกเท่านั้นคนเป็พี่ก็ใจหาย … ไป๋ซีเฉิงไม่อาจทำใจปล่อยให้น้องสาวเหินห่างไปอีก
“ตามข้ามาสิ...”
นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เข้ามาในห้องของพี่ใหญ่ สภาพด้านในนับว่าแย่กว่าที่นางคิดมาก ห้องเก่าโล่งว่าง มีเพียงเตียงหนึ่งและโต๊ะหนังสือหนึ่ง หนังสือเก่าเกือบร้อยเล่มตั้งเรียงอยู่กับพื้นตรงมุม ห้อง นอกจากนั้น.. ก็ไม่มีอะไรแล้ว
หากไม่เห็นกับตาคงไม่มีใครเชื่อว่านี่คือห้องของไป๋ซีเฉิง อาจารย์หนุ่มอนาคตไกลแห่งสำนักศึกษาเวินหลาง นักเวทย์อัจฉริยะที่ใครต่อใครต่างพากันนับถือ
ไป๋ซีเฉิงเข้ามาในห้องก็ไม่ได้สนใจท่าทางตกตะลึงของนาง เขาเดินไปที่โต๊ะหนังสือ มือเอื้อมไปสะกิดเบาๆ แผ่นไม้เล็กด้านข้างโต๊ะก็ร่วงลงพื้น ไป๋ซูเถียนหันมองเขาอย่างสงสัย กระทั่งเขาหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาถือไว้ ดวงตาสีเขียวเหลือบเงินมองนางคล้ายกำลังตัดสินใจ
“เถียนเอ๋อ.. พี่ไม่ใช่ไม่ให้เ้า แต่ว่า…เงินนี่.. พี่ตั้งใจเก็บไว้ให้เ้าซื้อผลึกเวทย์”
ไป๋ซูเถียนยืนนิ่งมองกล่องใบนั้นถูกวางลงต่อหน้า และเมื่อเปิดออกในนั้นมีเงินอยู่เกือบหนึ่งหมื่นตำลึง!
“อย่างไรพี่คงไม่อาจเก็บเ้าไว้ในบ้านตลอดไป ...ไอมารในร่างของเ้าต้องใช้ผลึกเวทย์จึงจะปกปิดได้ ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งอาจมีคนเห็น…”
“..พี่รู้ด้วยหรือ?!” เสียงใสเอ่ยงุนงงยิ่ง เพราะนิยายไม่เคยเอ่ยถึง ไป๋ซูเถียนจึงไม่รู้มาก่อนว่าพี่ชายของนางจะรู้เื่เวทย์มารที่นางฝึกด้วยเช่นกัน
‘หรือจะเป็ตอนนั้น?’ ในฝันตอนที่ไป๋ซูเถียนเร่ร่อนจนมาพบพี่ชาย นางเคยปล่อยปราณมืดใส่เขาหนึ่งครั้ง
ที่แท้เขาก็ทราบมานานแล้ว มิน่าล่ะ... ทั้งที่เป็ถึงนักเวทย์อัจฉริยะ กลับไม่ยอมใช้เงินที่หามาได้ ที่แท้เขาตั้งใจเก็บไว้ให้นาง ความรู้สึกผิดมากมายพลันเอ่อล้นออกมา เด็กสาวก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าเขา
“พี่ใหญ่ข้าขอโทษ” นางไม่รู้ความลำบากของพี่ใหญ่ ยังไปรบเร้าขอเงินเขา… ช่างไม่รู้อะไรเลย!
“ไม่ใช่ความผิดเ้า พี่ไม่ดีเองที่ปกป้องเ้าไม่ได้” ผู้เป็พี่เอ่ยพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ ในดวงตาของเขามองนางมีเพียงความอ่อนโยนและสงสารเท่านั้น
เขาไม่ได้อยู่ข้างๆ ในยามที่นาง้าเขาที่สุด … เด็กอายุหกขวบเจอเื่โหดร้ายเช่นนั้นย่อมไม่อาจโทษที่นางหลงผิดไปบ้าง “เื่ล้างแค้นนั่น.. พี่กำลังหาทางอยู่ เ้าไม่จำเป็ต้องแบกรับเื่นี้คนเดียวอีกแล้ว”
เขาทราบว่าน้องสาวฝึกเวทย์มาร …แต่จะให้นางหยุดดูดซับลูกแก้วมารก็ไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าหากฝืนหยุดกลางคันนางจะต้องพบความทรมานราวเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทง เ็ปยิ่งกว่าตาย
ผู้ฝึกเวทย์มารไม่มีทางให้หวนกลับ...ไป๋ซีเฉิงเป็อัจฉริยะผู้รอบรู้ เขาค้นพบคำตอบอย่างรวดเร็วว่า มีเพียงต้องปกปิดไอมารในร่างนางด้วยผลึกเวทย์เท่านั้น จึงจะสามารถรักษาชีวิตน้องสาวไว้ได้
เสียดาย..ผลึกเวทย์นั้นมีราคาแพงมาก เพราะเป็วัตถุดิบสำคัญที่ต้องใช้สำหรับการฝึกเวทย์ …หนึ่งชิ้นต้องใช้เงินถึงหนึ่งร้อยตำลึง ไป๋ซีเฉิงเบี้ยหวัดเดือนหนึ่งแค่ห้าสิบตำลึง จะเพียงพอได้อย่างไร?
เขาตั้งใจทำงานอย่างหนักนับสิบปี ทำงานพิเศษทุกอย่าง ยอมอดหลับอดนอนที่สถานศึกษาไม่กลับบ้าน อยู่อย่างประหยัด ทั้งหมดก็เพื่อ้าเก็บเงินซื้อผลึกเวทย์ให้นาง …ทว่าไป๋ซูเถียนกลับมีพร์อย่างมาก ยิ่งน้องสาวเก่งกาจเขาก็ยิ่งต้องเร่งเก็บเงินมากขึ้น กระนั้นก็ยังไม่อาจไล่ตามทันความเร็วของนางได้..
…สุดท้ายไป๋ซีเฉิงจึงได้แต่ก้มหน้าทำงานเก็บเงินต่อไปอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้
ไป๋ซูเถียนได้ยินเื่ราวก็คาดเดาถึงต้นสายปลายเหตุได้ทั้งหมด.. นางรู้สึกซาบซึ้งและเห็นใจเขาอย่างยิ่ง แต่ว่าตอนนี้ปราณมารในตัวนางเหมือนจะสลายหายไปหมดแล้ว เขาไม่จำเป็ต้องลำบากเช่นนี้อีก
“พี่ใหญ่.. เื่ปราณมารท่านไม่ต้องห่วง ข้าสามารถ…”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าเรือน...
“นายท่าน.. คุณหนู... ท่านแม่ทัพเจิ้งมาเยือนเ้าค่ะ”
เสี่ยวซีจำต้องขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขาอย่างเสียมารยาท เรือนหลังนี้เล็กมาก... ยอดฝีมืออย่างเจิ้งซือิเพียงเข้ามายืนรออยู่กลางลาน ก็อาจได้ยินสิ่งที่พวกเขาสองคนพูดกัน … เื่ฝึกเวทย์มาร อย่างไรก็ไม่สามารถให้เขารู้ได้
ไป๋ซีเฉิงพาน้องสาวก้าวออกไปเผชิญหน้ากับแม่ทัพหนุ่ม ร่างสูงในชุดสีแดงสลับดำลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนจะประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ไป๋ซีเฉิงไม่ตอบรับ…เพียงกวาดตามองคนผู้นั้นเ็าเท่านั้น
“พี่ไปข้างนอก เดี๋ยวจะรีบกลับมา” เสียงทุ้มหันมาเอ่ยอ่อนโยนกับน้องสาว ก่อนจากไปยังตวัดสายตาไม่พอใจไปยังเจิ้งซือิอีกครั้ง คนผู้นี้เห็นกี่ครั้งก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เสียเลย
เมื่ออยู่ตามลำพัง หญิงสาวก็หันมาส่งยิ้มสุภาพให้เจิ้งซือิก่อนจะพาเขาไปนั่งที่โต๊ะรับรอง
รอยยิ้มของนางงดงามเจิดจ้ากว่าที่เคยจำได้… ที่จริงนับแต่นางปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่เขาก็แทบไม่อยากละสายตาไปที่ใด เจิ้งซือิเดินตามนางราวต้องมนต์
“ท่านแม่ทัพ?” เห็นเขาไม่พูดจาทั้งยังทำท่าเหม่อลอย ไป๋ซูเถียนจึงเอ่ยทัก ทั้งยังยกมือโบกไปมาตรงหน้าหวังให้เขามองนาง มือเล็กขาวกระจ่างที่โบกสะบัดตรงหน้า ทำให้เจิ้งซือิได้สติ ใบหูขาวเปลี่ยนเป็แดงก่ำรู้สึกขัดเขินที่เสียมารยาทกับนาง
“แม่นางไป๋ เอ่อ.. สบายดีหรือ?” ท่าทางอึดอัดของเขาทำให้หญิงสาวนึกเห็นใจ ดูท่าเขาคงนึกขึ้นได้แล้วว่าลืมมอบหนังสือถอนหมั้นให้นาง
“เ้าค่ะ…ท่านมาเื่คราวก่อนใช่ไหมเ้าคะ?” เสียงหวานเอ่ยอย่างเป็มิตร นางพยายามพูดให้เขาผ่อนคลายที่สุด เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายทั้งสองฝ่าย
เจิ้งซือิได้ยินเช่นนั้นกลับยิ่งมีสีหน้าอึดอัดใจ สิ่งที่นางคาดเดานั้นไม่ใกล้เคียงสักนิด เขาไม่อยากคุยเื่นั้น ทั้งยังอยากกลบฝังมันให้ลึกที่สุดด้วยซ้ำ!
ั้แ่กลับไปวันนั้น ทุกครั้งยามมีเวลาว่างในสมองของเขามักจะปรากฏภาพนางลอยไปมา ไหนจะความทุรนทุรายอย่างประหลาดทำให้เขาต้องมาหา ยิ่งได้พบก็ยิ่งแน่ใจว่า… ที่แท้เขาคิดถึงนางจริงๆ
เห็นชายหนุ่มไม่พูด ไป๋ซูเถียนก็ไม่ได้เร่งรัด.. มือเล็กเทน้ำชาจากกาให้ด้วยท่าทางเป็กันเอง เจิ้งซือิถูกข้อมือขาวสะอาดของนางดึงดูดสายตา จากนั้นจึงไล่ลงไปยังน้ำชาสีใสที่ไหลลงสู่จอกกระเบื้องด้านล่าง ความรู้สึกสงบค่อยปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ถ้วยชาตรงหน้ามีดอกเก๊กฮวยขาวลอยอยู่ กลิ่นหอมฟุ้งชวนสดชื่นพรั่งพรูออกมา ทำให้เจิ้งซือิที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอดสงสัยไม่ได้ “นี่อะไรหรือ?”
“อากาศร้อนแบบนี้ ชาเก๊กฮวยขาวช่วยดับร้อนในได้… ท่านแม่ทัพลองชิมสิเ้าคะ”
คำว่า ‘ร้อนใน’ ทำให้เจิ้งซือิหลุดยิ้มออกมา… ดูเหมือนว่าหลายวันที่ผ่านมาใจของเขาร้อนรนเกินไปจริงๆ
แม่ทัพหนุ่มยกชาขึ้นจิบ ก็รู้สึกแปลกอย่างยิ่ง นี่ไม่เหมือนชาใดที่เขาเคยได้ชิมมาก่อน..
รสฝาดจางแต่ไม่ขมติดลิ้น ทั้งยังมีรสหวานทิ้งท้ายอย่างปริศนา ภายในกลิ่นดอกเก๊กฮวยขาวยังมีกลิ่นน้ำผึ้งจางๆ ทั้งหมดรวมกันช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย
“รสดีมาก… ท่านคิดสูตรเองหรือ?” น้อยครั้งที่เขาจะพบของที่ถูกปาก ปกติแล้วเขาเป็คนง่ายๆ มีอะไรก็ทานอย่างนั้น ดูเหมือนชาของนางทำให้เขาติดใจเสียแล้ว
เห็นสีหน้าเขาพึงพอใจ ไป๋ซูเถียนก็ยินดีเช่นกัน.. รอยยิ้มบนใบหน้างดงามจึงยิ้มกว้างขึ้น ต่างจากคราวแรกที่เป็ไปตามมารยาทเท่านั้น…
ดวงหน้างามล้ำผสานกับรอยยิ้มสดใส ทำให้เจิ้งซือิตาลายไปชั่วขณะ
“หากท่านแม่ทัพชอบ เดี๋ยวข้าเขียนสูตรให้นะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไรรอไว้ครั้งหน้า ข้าจะมาขอดื่มอีก”
‘ยังจะมาอีกหรือ?’ ไป๋ซูเถียนมองเขาด้วยประกายตาสงสัย
“วันนี้ข้ามาบอกเ้าว่า.. ข้าจะไปต่างเมือง อาจไม่ได้มาเยี่ยมเยียนสักพัก”
… เหตุใดเขาต้องทำคล้ายมารายงานตัวกับนาง? คราวนี้หญิงสาวไม่ได้ปกปิดความงุนงงในสีหน้า “ท่านแม่ทัพเกรงใจไปแล้วเ้าค่ะ หลังพวกเราถอนหมั้นกัน.. ท่านก็ไม่จำเป็ต้องมาเยี่ยมข้าเป็ประจำอีก ส่วนในฐานะเพื่อนท่านยิ่งไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ ไว้พบกันทักทายกันก็พอ”
ไป๋ซูเถียนเอ่ยชี้แจงความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ต่อให้เป็มิตรก็ขอเป็มิตรแค่ห่างๆ นางไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับตัวเอกของนิยายไม่ว่าคนไหนทั้งนั้น..
ทว่าเจิ้งซือิเหมือนจะไม่ยอมให้นางขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์อย่างง่ายๆ
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยกับพี่ชายเ้าและพ่อแม่ของข้า ดังนั้นฐานะของเรายังเป็เช่นเดิม”
หากแม่ทัพหนุ่มคิดว่าเอ่ยเช่นนี้แล้วนางจะเข้าใจ เขาก็คงดูถูกความทึ่มทื่อด้านความรักของไป๋ซูเถียนเกินไปแล้ว…
ชีวิตก่อนนางอยู่ในสภาพคนพิการไม่กล้าคิดฝันมาจะมีใครรัก ส่วนชีวิตนี้นางอยากเป็เพียงลมเย็นๆ ที่เกิดมาเพื่อมอบความสุขให้ตนเองและคนรอบข้างเท่านั้น ไม่เคยคิดหยุดอยู่ในมือของใคร
“ไม่จำเป็ต้องมากพิธีหรอกเ้าค่ะ...ท่านส่งหนังสือถอนหมั้นมาก็พอแล้ว”
หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทางเปิดเผยจริงใจเพียงนั้น เจิ้งซือิก็แทบกุมขมับ หรือเขาควรจะพูดกับนางไปตรงๆ เลยว่า เขา..ไม่ได้้าเช่นนั้นแล้ว..
“หึ..” เสียงแค่นเย็นเยียบพลันดังจากด้านหลัง ทั้งสองหันไปก็พบไป๋ซีเฉิงยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาดูเหี้ยมเกรียมอย่างยิ่ง…
“ถอนหมั้นใช่หรือไม่ ดี.. ดีมาก..” ใบหน้ายิ้มทว่าดวงตาแข็งกร้าวเย็นจัด “ไม่ต้องรบกวนท่านแม่ทัพ …เย็นนี้ข้าจะส่งหนังสือถอนหมั้นไปที่สกุลเจิ้งเอง!”
#บอกตรงๆ ว่าเรารีบ เพราะถูกดันจากพญามารถือแส้อยู่ด้านหลัง หากผิดพลาดช่วยกันมองด้วยนะคะ ยกตำแหน่งบ.ก. ให้เพื่อนๆ ค่ะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคอมเมนต์ทุกอันนะคะ จุ้ฟฟฟฟ