ตอนที่ 24 เด็กแซ่เฮง ที่แท้ก็เป็ขยะ
“เฮงฉีเทียน...” เสียงเด็กชายผู้หนึ่งดังขึ้นขณะเด็กชายหินกับพี่น้องทั้งสามกำลังล่ำลาชาวเมืองอย่างมีความสุขมากมายโดยเฉพาะเด็กอ้วนลู่เฉียวในหัวกำลังวางแผนการใช้ผลึก์ขั้นต่ำให้คุ้มค่าที่สุด
“หือ...” เด็กชายหินหันไปมอง เห็นเด็กชายร่างสูงผอมในชุดสีเทาอายุประมาณเก้าขวบเศษ “เรียกข้ามีเื่อะไรเหรอ”เด็กชายหินเห็นเด็กชายคนนี้เป็หนึ่งในกลุ่มเด็กชายลู่ฟ่านจึงกล่าวถาม
“ข้าชื่อมู่เจิ้งอัน..” เสียงเด็กชายออกประหม่านิดๆแต่ด้วยได้รับคำสั่งที่แลกกับผลึก์ขั้นต่ำถึงห้าร้อยก้อนหากทุบตีเด็กชายหินได้จะรับเพิ่มอีกห้าร้อยก้อนด้วยมูลค่าขนาดนี้ถึงจะยังหวาดเกรงเด็กชายหินอยู่แต่ไม่เท่าเกรงกลัวตระกูลโง้วและอำนาจของสิ่งของที่ได้รับ “ได้ฟังว่าเ้ามีฝีมือร้ายกาจข้าขอใช้อำนาจสาสน์(สาด, คำสั่ง)ท้าประลองโลหิตกับเ้า”
“สาสน์ท้าประลองโลหิต!” เสียงชาวเมืองที่ยังอยู่ใกล้ดังขึ้น
“พวกเ้ารู้หรือเปล่า นี่คือตรากฎของดินแดนหอคอยเทพวางไว้แต่ไม่เคยได้ยินว่าเคยมีผู้ใช้มาก่อน”
“ว่ากันว่า ผู้ท้าประลองหากมีพลังฝึกปรือสูงกว่าหากแพ้ต้องสูญเสียพลังฝึกปรือแก่ผู้ชนะถึงสามส่วนเลย”
“สามส่วนเลยเหรอ”
“ใช่ แต่หากผู้ท้าประลองมีพลังฝึกปรือด้อยกว่า แพ้ก็เท่าทุนแต่หากเกิดชนะขึ้นมาจะได้พลังฝึกปรือของอีกฝ่ายห้าส่วนเลยเหมือนกัน”
“ใช่ ใช่ ใช่ ...ตรากฎที่เข้มงวดจริงๆ ทั้งยังปฏิเสธไม่ได้ด้วย”
“เ้าเด็กแซ่มู่นั่นไม่เจียมตัวเลยจริงๆหลานเฮงฉีเทียนสามารถกำหราบอสูรมือทองได้ต้องมีระดับกำเนิดพลังขั้นสองอย่างน้อยคงหวังพลุ๊ก...ชนะละสิ”
เสียงชาวเมืองต่างพูดคุยสนุกสนาน ต่าง
“ประลอง!” เด็กชายหินใบหน้าแทบคร้ำลงทันตายิ่งได้ยินชาวเมืองพูดคุยกันยิ่งปวดหัวตึบทันที
“พี่ใหญ่ จริงอยู่สาสน์ประลองโลหิตอาจดูน่ากลัวแต่ด้วยระดับฝีมือของท่านเพียงดีดนิ้วก็ชนะแล้ว”เด็กชายอ้วนลู่เฉียวเพียงหัวร่ออย่างชิวชิวเชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่ของตนเองมากมายนัก
“ไม่ประลองได้ใหม?...” เด็กชายหินหันไปกระซิบกับหงส์เยี่ยเบาๆ“พี่ใหญ่ไม่อยากทำร้ายผู้อ่อนแอกว่า”
“ไม่ได้...”เด็กหญิงหงส์เยี่ยกล่าวพร้อมชี้นิ้วๆไปทางเด็กชายมู่เจิ้งอันที่ตอนนี้ในรัศมีร้อยก้าวมีข่ายพลังสีแดงล้อมรอบอยู่ “ต่อให้ท่านวิ่งหนีข่ายพลังก็จะพาท่านเข้าไปหาอยู่ดี” เด็กหญิงชี้ลงที่พื้นดินที่เด็กชายหินยืนอยู่เห็นรอบเท้ามีวงแสงสีแดงล้อมอยู่
“ซวยแล้ว...” เด็กชายหินดังเบาๆก่อนจะถูกพลังแห่งกฎดึงเข้าไปในข่ายพลังที่เด็กชายมู่เจิ้งอันยืนรออยู่
“พี่ใหญ่รีบๆนะ”เด็กหญิงหงส์เยี่ยยังคงยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือราวกับมั่นใจว่าพี่ใหญ่จะชนะแน่นอน
“จะรอดหรือเปล่านะ...” จะมีเพียงเด็กชายผอมลู่ชางซึ่งเป็คนคร่ำเคร่งฝึกวิชาที่สุดเหมือนกับเห็นบางอย่างกล่าวออกมาเบาๆคนเดียว
“เดี๋ยว....” เด็กชายหินยกมือขึ้นห้ามเมื่อมู่เจิ้งอันทำท่าจะรุกเข้ามา “ เราเฉงฉีเทียนไม่อยากรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่ามู่เจิ้งอันยกเลิกสาสน์ประลองนี้ก่อนหากเ้าไม่พอใจเื่ผลึก์ขั้นต่ำร้อยก้อนเรายังพอคุยกันได้”เด็กชายหินพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ
“ไม่ต้องแล้วรับมือ...” มู่เจิ้งอันส่งสายตาไปมองบนร้านอาหารแว็บหนึ่งก่อนพุ่งตัวเข้าใส่หมัดที่มีพลังขับดันระดับสิบหกแรงม้าพาแรงลมควบแน่นอัดใส่ร่างเด็กชายหินประหนึ่งท่อนซุง
“เวรแล้ว...” เด็กชายหินปกติอยู่โลกใบเล็กก็เป็ผู้นิยมหาเื่ใส่ตัวบ่อยๆ มีความสามารถแท้จริงผู้หนึ่งรีบขยับตัวเคลือนหลบตามความเคยชิน หากเป็ปกติคงไม่โดนตัวเด็กชายหินง่ายๆ
เพี๊ยะ...เสียงลมผนึกพลังสิบหกแรงม้าเฉียดผ่านแก้มเด็กชายหินไปพลังที่แฝงมารุนแรงราวกับถูกตบอย่างจังจนแก้มแดงรื่อร่างเสียหลักกระเด็นห่างไปสี่ก้าว บนหัวมีดาวทองขึ้นระยิบระยับ
“ที่แท้จอมปลอมนี่เอง...” มู่เจิ้งอันลงมือไม่หวังผล แต่กลับผิดคาดทั้งที่คิดว่าตนเองคงถูกจัดการในนิ้วเดียวก็จบแล้ว
“หลอกล่วงได้เ็ปนัก” มู่เจิ้งอันแค่นเสียงนึกถึงก่อนหน้านี้ต้องประคองมอบผลึก์ขั้นต่ำไปถึงห้าสิบเม็ด ความแค้นเคืองที่เก็บไว้จึงประทุออกมา
มู่เจิ้งอันระดมพลังหมัดสิบหกแรงม้าใส่เด็กชายหินอย่างบ้าคลั่งตอนนี้อย่าว่าแต่จะหลบเลย ทุกหมัดกระแทกใส่เด็กชายหินจนแทบไม่เหลือสภาพดียังดีที่มู่เจิ้งอันไม่ได้คิดฆ่าให้ตายไม่เช่นนั้นเพียงสามหมัดเด็กชายหินกลับไปนั่งคุยกับบรรพบุรุษเฮงัเีบน์แล้ว
“พี่ใหญ่...” เด็กหญิงหงส์เยี่ยส่งเสียงอย่างแตกตื่น
“....” เด็กชายลู่เฉียวอ่าปากค้างกับที่
“...” เด็กชายลู่ชางดูจะพอคาดเดาได้ เพียงยกมือปิดใบหน้าอย่างไม่อาจทนดู
“เด็กแซ่เฮง... อ่อนแอเพียงนั้น” ชาวเมืองต่างส่งเสียงขึ้นแทบพร้อมกัน
“นี่มันยิ่งกว่าขยะอีก เพียงกระบวนท่าเดียวก็ไม่อาจรับได้”
“ใช่ ใช่... ขยะชัด นี่พวกเราหลงกลเด็กนั่นแล้ว”
ชาวเมืองเริ่มต้น แม้จะเคยได้ฟังตำนานของเฮงัเีมาจากเหล่าคนเฒ่าคนแก่ส่วนหนึ่งนับถือในพลังฝึกปรือเหนือคนของคนตระกูลเฮงเพราะเมื่อในอดีตชาวเมืองเริ่มต้นต่างเคยดูแคลนเฮงัเีแต่เพียงสิบวันในการปรับพื้นฐานที่สำนักที่ยี่สิบเอ็ดจากเด็กที่มีพร์กลางๆไม่โดดเด่นกลับกลายเป็สุดยอดฝีมือที่ผู้มารุ่นเดียวกันไม่อาจทาบติดผลของการดูแคลนครั้งนั้นทำให้ชาวเมืองเริ่มต้นแทบถูกเฮงัเีหยามเหยียดไม่ช่วยเหลือเมื่อถูกสัตว์อสูรระดับสี่บุกเข้ามารุกรานต้องรู้ว่าเมื่อสามร้อยปีก่อนก่อนที่เฮงัเีจะตั้งหอคอยแห่งแสงที่แดนชั้นสองสัตว์อสูรระดับสี่มีมากมายบางครั้งบุกเข้าเมืองมาทำร้ายผู้คนการช่วยเหลือจากสำนักทั้งยี่สิบแห่งก็ไม่เพียงพอแต่สุดท้ายเฮงัเีช่วยเหลือในที่สุดทั้งยังเป็ผู้เดียวในแผ่นดินที่เข้าไปตั้งหอคอยแห่งแสงที่ชั้นสองของโลกเทวะได้อีกด้วยดังนั้นเมื่อตอนแรกที่ทราบว่ามีคนตระกูลเฮงมาถึง สิ่งแรกที่ทุกคนทำคือผูกสัมพันธ์ที่ดีด้วยเกรงว่าจะซ้ำรอยเก่า สายตาที่มองมาย่อมแตกต่างกว่าคนอื่นแต่ตอนนี้แตกต่างกันสุดขั้วเวลาผ่านไปเกินสิบวันเด็กชายหินกลับไม่มีรัศมียอดฝีมือแม้แต่นิดเดียว เมื่อเปรียบกับเฮงัเีแล้วเด็กชายหินได้กลายเป็ขยะไปทันทีควรรู้ว่าโลกเทวะผู้ใดเข้มแข็งย่อมเป็ใหญ่ ผู้อ่อนแอเป็ทาสดูได้จากเด็กที่ไม่อาจข้ามระดับชั้นกำเนิดพลังได้ก่อนอายุสิบปี ต่างไม่ถูกแยแสอีกส่วนใหญ่กลายเป็ชาวเมืองทั่วไป ได้แต่ทำอาชีพรับจ้างดูแลสวนสมุนไพรขนของต่างม้าลา เป็บริวารชั้นต่ำของตระกูลต่างๆ ตอนนี้เด็กชายหินก้ไม่ต่างกับเด็กเ่าั้แม้แต่น้อยในสายตาชาวเมืองเริ่มต้น
“พอแล้ว...” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้เด็กชายหินค่อยๆล้มลงกับพื้นตามตัวปูดโปนราวกับถูกฝูงผึ้งต่อยนับพันตัว
“เ้าสำนัก...” มู่เจิ้งอันหยุดมือลงอารมณ์ขุ่นมัวถูกระบายออกไปจนหมดเมื่อเห็นชายฉกรรจ์ที่ดูภายนอกคล้ายกับยาจกแต่สภาวะกดดันที่แผ่มารุนแรงยิ่ง
“เ้าชนะแล้ว ความจริงเพียงสองหมัดแรกทุกอย่างก็ตัดสินแล้ว”เ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดส่งสายตาเย็นยะเยียบผิดธรรมจนมู่เจิ้งอันขนลุกชันรีบสลายสาสน์ท้าประลองโลหิตทันที
“เ้าเด็กนี่ เป็พวกต้มตุ้นหลอกลวง ถือเสียว่าเป็การสั่งสอนแทนทุกคนแล้วกัน”มู่เจิ้งอันชี้ไปที่เด็กชายหินที่นอนสลบอยู่กล่าวออกดังๆราวกับให้ทุกคนในเมืองเริ่มต้นได้ยิน
“ข้าได้ยินจากคุณชายโง้วลู่หานซึ่งเดินทางมาพร้อมกับเด็กจอมปลอมว่ามันปีนี้เพิ่งมีอายุเพียงเจ็ดปีเท่านั้นพวกเ้าคงถูกมันหลอกลวงเช่นกัน” ก่อนจากไปมู่เจิ้งอันหันไปกล่าวกับหงส์เยี่ยลู่เฉียวและลู่ชางด้วยสายตาสมเพช “เห็นว่าพวกเ้าสาบานเป็พี่น้องกันน่าสมเพชสิ้นดี”
“นี่ข้าถูกเด็กเปรตหลอกหรือนี่”เด็กชายอ้วนะโลุกขึ้นยืนอย่างฉุนเฉียว
“เ้าอ้วน เราดื่มเืสาบานกันแล้ว ถึงอย่างไรพวกเราเป็พี่น้องกัน”หงส์เยี่ยแผดเสียงอย่างดุร้าย
“อะไร... ใครอยากเป็พี่น้องกับขยะเช่นนั้นกัน”ลู่เฉียวหน้าซีดนิดหนึ่ง แต่ไม่ยอมให้กับหงส์เยี่ยเช่นทุกครั้ง
“แล้วพี่ใหญ่ตัวน้อยเคยเอาเปรียบเ้าไหม?”หงส์เยี่ยใบหน้าแดงก่ำอย่างโกรธ “เ้าดูสิ ตอนนี้สภาพพี่น้องเราเป็ไง แทนที่จะเข้าไปดู”เด็กหญิงชี้ไปทางเด็กชายหินที่ลู่ชางกำลังประคองร่างที่เหลวราวกับดินเหนียวช่ำน้ำ
“ข้าไม่สนหรอก” เด็กชายอ้วนลู่เฉียวยังคงไม่ยินยอม“เอาส่วนแบ่งของพวกเ้าไป ต่อไปนี้พวกเราไม่เกี่ยวข้องกันอีก”ลู่เฉียวนำเอาผลึก์ขั้นต่ำออกมาสองส่วนส่งให้หงส์เยี่ยกับลู่ชางก่อนรีบเดินจากไปทิ้งให้หงส์เยี่ยกับลู่ชางดูแลเด็กชายหินต่อไป
“พวกเ้านำมันกลับสำนัก” เ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดสั่งก่อนเดินหายไปอีกผู้หนึ่ง
“ขอรับเ้าสำนัก...” ลู่ชางรับคำทันที
“ไม่ต้อง...” เด็กชายหินรู้สึกตัวนานแล้วรับรู้ได้ถึงคลื่นความหยามเหยียดที่ชาวเมืองส่งมาดีสะบัดมือหลุดจากการประคองของเด็กชายลู่ชางค่อยๆเดินลากเท้าออกจากเมืองไปอย่างเดียวดายตอนแรกเด็กหญิงหงส์เยี่ยจะวิ่งตามไปแต่ลู่ชางดึงแขนไว้แล้วส่ายหัวเป็การบอกไม่ให้รบกวนตอนนี้ทั้งสองได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบงัน
“เด็กขยะตระกูลเฮง เสียดายของที่เลี้ยงวันนั้นจริงๆ”
“ยังดีที่รู้ตัวเร็ว ไม่งั้นคงถูกหลอกอีกนาน”
“ใครจะไปรู้ ตระกูลเฮงที่แท้จะเพียงเท่านี้เอง”
ชาวเมืองต่างกล่าวลับหลังกันอย่างสนุกปาก ภายใต้การมองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องของโง้วลู่หานโดยไม่รู้ว่าเด็กชายหินที่เดินไปเบื้องหน้าซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากขึ้น
- เช่นนี้ดีแล้วหากเด่นเกินไปอาจมีจุดจบไม่ดีนัก คงต้องหาทางฝึกลมปราณไห้ได้โดยเร็วแล้ว –
.................