เสิ่นเป้ยอีกำลังเก็บของของตัวเอง ทั้งที่มีเพียงแค่ไม่กี่อย่างแต่เธอกลับใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงเต็ม
“คุณป้า…” หนิงเสี่ยวซีเห็นเสิ่นเป้ยอียังอยู่ก็ถอนหายใจโล่งอก รุดหน้ากอดเสิ่นเป้ยอีจากด้านหลังไว้เพราะความตัวเล็กจึงกอดถึงแค่บริเวณต้นขาของเธอเท่านั้น
เสิ่นเป้ยอีที่ตัวสั่นอยู่ค่อยๆหันกลับมาพร้อมด้วยใบหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มสดใสที่แต่เดิมมีแต่ความโศกเศร้าปนอาวรณ์“เสี่ยวซี คุณป้า…มีเื่นิดหน่อยเลยอยู่ดูแลเธอไม่ได้แล้ว เธอ…ต้องเชื่อฟังพ่อนะ…” คำอีกสารพัดไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้เพราะเสียงที่เริ่มสั่นเครือ
เธอกอดหนิงเสี่ยวซีไว้พลางแหงนหน้าให้น้ำตาไหลกลับไป
“เธอเห็นฉันโง่เหรอ? เธอบอกมาว่าเป็เพราะอะไร?ตอนเที่ยงยังดีๆ อยู่เลย…”
รู้สึกถึงความอุ่นตรง่ขาเสิ่นเป้ยอีก้มหน้าก็เห็นหนิงเสี่ยวซีที่ร้องไห้จนไหล่สั่นเทิ้มดวงตาฉายแววใปนปวดใจ
เธอคิดว่ามีเพียงตัวเองที่ยังคงอาลัยอาวรณ์พอเห็นเช่นนี้ก็เผลออุ่นใจขึ้นไม่น้อย
ทรุดตัวคุกเข่าลงพื้นก่อนจะรวบหนิงเสี่ยวซีเข้ามาในอ้อมแขน “วันหลังถ้าป้ามีเวลาค่อยมาหาเธอ ดีมั้ย? เสี่ยวซีไม่ร้องไห้นะ เด็กดี!”
เธอไม่อยากพูดถึงด้านไม่ดีของหนิงเส้าเฉินต่อหน้าหนิงเสี่ยวซีเื่ของผู้ใหญ่เด็กไม่เกี่ยว
ความจริงพอใจเย็นลงแล้วเธอก็ดูจะเข้าใจหนิงเส้าเฉินมากขึ้นหนิงเสี่ยวซีเป็ลูกชายของเขาซึ่งเขาไม่มีทางยอมให้เกิดภัยเสี่ยงต่อลูกชายแม้แต่นิดก็ตามหากเปลี่ยนเป็เธอ บางทีเธอก็คงจะเลือกทำอย่างนั้น เพียงแต่ตัวตนของเธอ เธอไม่อาจพูดมันออกไปได้เพราะเธอยังไม่เข้าใจถึงเื่คราวนั้นว่ามีความเป็มาอย่างไรกันแน่?
“ป้า เธอไม่มีความคิดเป็ของตัวเองเลยเหรอ?เขาให้เธอไปเธอก็ไป?” หนิงเสี่ยวซีเช็ดน้ำตา ทำหน้าขึงขัง
เสิ่นเป้ยอีไม่พูดอะไรอีกแม้หนิงเสี่ยวซีจะฉลาดเกินคนแต่เพราะประสบการณ์ยังมีน้อยนักบางทีในความคิดของเขานั้นทุกคนมีสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน
“ฉันจ้างเธอเอง ดีมั้ย? ฉันมีเงิน…ฉันจะจ่ายเงินเดือนให้เธอเอง”
หนิงเสี่ยวซียังคงพยายามรั้งเธอไว้
เสิ่นเป้ยอีได้แต่สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เ้าตัวเล็กนี่ทำให้เธออุ่นใจจริงๆ
เธอตัดสินใจหย่อนตัวนั่งลงกับพื้นเพื่อกอดหนิงเสี่ยวซีไว้
หากเป็ไปได้เธอหวังเหลือเกินว่าเวลาจะหยุดอยู่ตรงนี้
แต่น่าเสียดาย…
หลายชั่วโมงต่อมาหนิงเสี่ยวซีก็เผลอหลับไปคาอ้อมแขนของเธอยังไงซะก็เป็แค่เด็กคนหนึ่งเธอจ้องใบหน้าเล็กในอ้อมกอดก่อนจะโน้มตัวประทับจูบลงบนหน้าผากของเขาหลายที
จากนั้นก็รวบแขนขาของหนิงเสี่ยวซีเพื่ออุ้มเขาไปไว้ในห้อง
กลับถึงห้องก็หยิบสัมภาระที่เก็บไว้ก่อนหน้าเดินลงบันไดอย่างรวดเร็วจวบจนถึงนอกประตู
หน้าประตูบานใหญ่แม่หลิวกำลังกุมมือถูไปมาเห็นเธอออกมาก็รีบเข้าไปหา
“เป้ยอี เกิดอะไรขึ้น? จู่ๆ คุณชายก็ให้ฉันคิดเงินให้เธอ”
เสิ่นเป้ยอีเข้าไปกอดแม่หลิวไว้ ตอบไม่ตรงคำถาม “แม่หลิว ไม่ต้องเป็ห่วงมากนะ ดูแลตัวเองด้วยนะถ้าพ่อของเสี่ยวซีหาพี่เลี้ยงมาใหม่แม่หลิวก็พักผ่อนเยอะๆ”
คิดแล้วเธอก็ล้วงกระดาษกับปากกาจากในกระเป๋าออกมาเขียนเบอร์โทรของตัวเองไว้“นี่เป็เบอร์โทรของฉัน ถ้าหาก…เกิดอะไรกับเสี่ยวซี แม่หลิวก็โทรหาฉันนะ”
ดวงตาของเธอฉายแววอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด แม่หลิวจะไม่เห็นได้อย่างไรรับกระดาษจากมือของเธอมาแล้วถอนหายใจเสียงเบาเธอก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อเป็การตัดสินใจของผู้เป็นาย
“นี่เป็เงินเดือนที่คุณชายให้” แม่หลิวล้วงซองหนังวัวจากในกระเป๋าออกมายื่นให้เสิ่นเป้ยอี
รับซองเป็ปึกหนามาเปิดดู คาดว่าคงมีสองหมื่น
เธอยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น สูดหายใจเข้าปอดลึกๆวิธีการแก้ไขปัญหาของคนรวยก็คือเงินสินะ
เธอดึงเงินจากในนั้นออกมาไม่กี่ใบแล้วส่งที่เหลือให้แม่หลิวยกกระเป๋าขึ้นมาพลางก้มหัวให้แม่หลิวเล็กน้อยถึงเดินออกจากประตูไป
ั้แ่ต้นจนจบเธอไม่หันกลับมามอง ‘บ้าน’ หลังนี้อีกแม้แต่แวบเดียว เธอกลัวว่าหากมองเพียงนิดก็ทำใจจากไปไม่ได้
แม่หลิวมองซองในมือขมวดคิ้วยกมือขึ้นหมายจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าถอนหายใจ
เวลานี้เป็เวลาใกล้สามทุ่มแล้วหลังจากเสิ่นเป้ยอีออกมาก็เดินตามถนนใหญ่เพื่อลงเขาสถานที่แบบนี้เป็เขตชุมชนของคนมีฐานะจึงไม่มีทางมีรถแท็กซี่ซึ่งใจเธอรู้ดี ทว่าเธอก็เลือกที่จะเดินเธอกลัวว่าหากหนิงเสี่ยวซีตื่นมาเธอจะทนน้ำตาเขาไม่ไหว
ชั้นสองของบ้านหนิงเส้าเฉินคอยมองแผ่นหลังบนถนนที่ค่อยๆหายไปจากสายตาก่อนจะถอนสายตาหมุนตัวเดินไปที่ห้องของหนิงเสี่ยวซี
ภายในห้องว่างเปล่าไร้เงาหนิงเสี่ยวซี
หนิงเส้าเฉินมุ่นคิ้วหนัก ขายาวก้าวลงชั้นล่างอย่างไว เห็นแม่หลิวอยู่ในห้องครัวก็ถาม“แม่หลิว เสี่ยวซีล่ะ?”
แม่หลิวรับคำก่อนจะรีบเดินออกมา “ไม่อยู่ในห้องเหรอ?”
หนิงเส้าเฉินส่ายหัว “ให้คนไปตามหาดูว่าอยู่ที่สวนดอกไม้หลังบ้านหรือเปล่า?” ดึกขนาดนี้หากเป็ปกติเขาต้องเข้านอนแล้วถึงจะถูก
เพียงแต่คนรับใช้สิบกว่าคนค้นตามบ้านทั้งหลังอย่างละเอียดแล้วก็ไม่เห็นตัวหนิงเสี่ยวซีแม้แต่ในตู้เสื้อผ้าหรือใต้เตียงก็เช่นกัน
“เสี่ยวซีหรือว่า…” แม่หลิวมองสีหน้าที่ค่อยๆเรียบตึงของหนิงเส้าเฉินจนอดพูดเตือนไม่ได้
“เขาไปหาผู้หญิงคนนั้นแล้ว?” หนิงเส้าเฉินต่อยเบาะโซฟาแล้วผุดลุกขึ้นมา เดินไปยังโรงจอดรถ“สั่งให้ลุงจางเตรียมรถ”
ภายใต้แสงสลัวในหัวเสิ่นเป้ยอีมีเพียงท่วงท่าและคำพูดของหนิงเสี่ยวซีตลอด่เวลานี้ฉะนั้นเธอจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าไม่ไกลจากเธอมีร่างเล็กที่คอยติดตามเธอมา
“ตี๊ด…” เสียงแตรรถอันแสบหูตามด้วยแสงไฟหน้ารถที่สว่างจ้าเธอเอียงตัวยกแขนบังแสงโดยอัตโนมัติแต่วินาทีที่กำลังหมุนตัวกลับเห็นหนิงเสี่ยวซีที่อยู่ไม่ไกลจากนี้
เมื่อถูกเธอจับได้หนิงเสี่ยวซีเผลอก้าวถอยหลังและไม่รู้ไปเหยียบอะไรเข้าถึงล้มพับกับพื้นเพราะตรงนี้เป็ถนนเนินเขาแถมยังอยู่่โค้งหนิงเสี่ยวซีสวมชุดนอนสีฟ้าอมเขียวเล็กน้อย เมื่อนอนอยู่ข้างถนนก็ไม่มีใครสังเกตเห็นได้จากแค่แสงไฟสลัวๆนี้
ตาเหลือบเห็นรถที่พุ่งมาจากทางโค้งซึ่งแสงไฟสว่างโร่นั้นเรียกให้หนิงเสี่ยวซียกแขนบังตาโดยอัตโนมัติแต่กลับไม่รู้ถึงอันตรายที่ตามมา
เสิ่นเป้ยอีโยนกระเป๋าในมือทิ้งอย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลาวิ่งไปถึงตัวเขาไม่นานก่อนที่รถคันนั้นจะเข้าถึงตัวหนิงเสี่ยวซีในระยะเพียงไม่กี่เมตรร่างกายผลักหนิงเสี่ยวซีออกไปข้างๆ โดยทันที
“เอี๊ยด” เสียงล้อรถเสียดสีกับถนนดังเข้าหู ซึ่งนั่นเป็การรับรู้สุดท้ายของเสิ่นเป้ยอี
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/63f395e636c33abad663f9e74093f24d
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณแม่ผู้ลึกลับที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณแม่ผู้ลึกลับ #readAwriteด้วยน้า