พ่อเลี้ยงขา... รักหนูได้ไหมคะ

    ปล่อยมือให้เธอได้มีชีวิตที่ดี

     

    “ป๊าจะดูแลตัวเองให้ดี หนูไม่ต้องเป็นห่วง”

     

    ใบหลิวดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวแล้วเอื้อมมือไปคว้าตุ๊กตามากอดพลางนึกถึงคำสัญญาที่เขาให้ไว้ก่อนที่เราจะจากกันอีกครั้ง ไม่ว่าเธอจะพยายามยื้อเขาเท่าไรด้วยอะไรก็ไม่มีประโยชน์

     

    นี่คือการถูกปฏิเสธครั้งแรกที่มาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว

     

    เธอคิดว่าเขาจะตอบตกลงทันทีซะอีก เขาชอบไม่ใช่เหรอที่ได้มีเซ็กซ์กับเธอที่ได้ใช้เวลาร่วมกันน่ะ ทำไมวันนี้ถึงได้ไม่ต้องการมันล่ะ ถ้าอย่างนั้นเธอควรทำยังไง ประโยชน์ของเธอในวันที่เขาย่ำแย่ขนาดนี้คืออะไร

     

    “ตั้งใจเรียนให้จบนะ”

     

    หรือสิ่งที่คนเป็นพ่อเลี้ยงต้องการไม่ใช่การที่เธอวิ่งกลับไปอยู่ข้าง ๆ เขาจริง ๆ

     

    หญิงสาวผล็อยหลับไปทั้งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอก็ยังคงเป็นเรื่องนี้ โชคดีที่วันนี้เธอไม่มีเรียนเช้าจึงสามารถนอนเอ้อระเหยอยู่บนเตียงได้อีกนาน

     

    “เฮ้อ ทำไมไม่ยอมให้ช่วยกันนะ” ใบหลิวขยี้ผมตัวเองอย่างแรงแล้วพลิกตัวนอนหงายมองเพดาน

     

    ‘ตรืดด ตรืดด’

     

    “ใครอีกล่ะ” เธอหยิบมือถือขึ้นมา ในใจนึกว่าอาจเป็นบรรดาชายหนุ่มทั้งรุ่นเดียวกัน รุ่นน้องและรุ่นพี่ที่ตามขายขนมจีบเธอมาตั้งแต่ปีหนึ่งแต่ไม่สำเร็จรึเปล่า

     

    แต่เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอดวงตาคู่สวยที่ยังลืมไม่ขึ้นก็เบิกกว้าง ริมฝีปากเผยยิ้มโดยไม่รู้ตัวทันที

     

    “พี่หนึ่ง” รุ่นพี่คณะเดียวกันที่ตื้อเธอมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ยอมแพ้

     

    หลังอ่านข้อความของเขาจบใบหลิวก็ลุกจากเตียง เธอรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างลุกลี้ลุกลนและใช้เวลาอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัวแต่งหน้าจนเสร็จภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

     

    ความวุ่นวายยามเช้าจากรุ่นพี่หนุ่มทำให้เรื่องที่เธอครุ่นคิดอย่างหนักมาตลอดทั้งคืนถูกผลักออกไปจากหัวชั่วคราว ทั้งเรื่องเรวัต เรื่องการหย่าร้างของเขา ปัญหาทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นจากรุ่นพี่หนุ่มอย่างง่ายดาย

     

    ♪♪♪

     

    “อ๊ะ ยังไม่ทันออกจากห้องเลยโทรมาอีกแล้ว” ใบหลิวที่กำลังจะใส่รองเท้าอดบ่นออกมาไม่ได้เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ แต่จากนั้นก็กดรับสายรุ่นพี่หนุ่มทันที

     

    “ค่ะพี่หนึ่งหลิวกำลังลงไป”

     

    “รีบ ๆ หน่อยครับ ไม่ต้องแต่งเยอะก็สวยแล้วครับ”

     

    “พี่หนึ่ง! หลิวไม่ได้แต่งตัวนาน พี่นั่นแหละที่มาเร็วเกินไป”

     

    “ฮะ ๆ พี่ล้อเล่น แต่รีบลงมาหน่อยก็ดีครับ พี่ไม่อยากโดนยามไล่” สิ้นคำนั้นเขาก็บีบแตรครั้งหนึ่ง เธอที่อยู่ชั้นสี่ได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน

     

    “ฮึ้ย ถ้าหลิวตกบันไดมันเป็นความผิดของพี่คนเดียว”

     

    “ตกเลยหลิวก็รู้ว่าพี่พร้อมดูแลเสมอ...” ชายหนุ่มไม่วายหยอดคำหวานทุกครั้งที่มีโอกาส “อย่าใจแข็งนักเลยครับ พี่แก่จนไม่มีแรงจีบแล้วนะ”

     

    “เลอะเทอะใหญ่แล้วค่ะ แค่นี้นะ หลิวจะปิดห้อง”

     

    “ครับ” เสียงทุ้มต่ำตอบรับอย่างอารมณ์ดี

     

    ไม่ถึงสองนาทีหลังจากนั้นใบหลิวก็เดินออกมาจากประตูคอนโด หนึ่งยิ้มกว้างพลางโบกมือให้รุ่นน้องสาวที่เขาหลงรักแล้วรีบลงจากรถมาเปิดประตูให้เธอ

     

    “ไม่เห็นต้องทำแบบนี้ทุกครั้งเลยค่ะ” ร่างเล็กบิดตัวหนีด้วยความเขินอาย เธอไม่ชินสักทีจริง ๆ กับการบริการอย่างกับเธอเป็นเจ้าหญิงของเขาเนี่ย “สามปีแล้วนะคะไม่เบื่อบ้างเหรอ”

     

    “แล้วเห็นพี่เบื่อมั้ยครับ” ชายหนุ่มตอบหลังจากที่กลับเข้ามานั่งประจำที่หลังพวงมาลัย

     

    ใบหลิวแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาหวาน ๆ ที่เขาส่งมาแล้วตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย “วันนี้ไปร้านไหนคะ”

     

    หนึ่งมองออกแต่ก็ได้แค่ส่ายหน้าไปมาพลางตอบ “แล้วแต่น้องเลยครับ”

     

    “อืม หลิวอยากกินอาหารญี่ปุ่น” ใบหลิวก็เลือกเองทันทีโดยไม่มีท่าทีเขินอาย

     

    “รับทราบครับ” รับคำแล้วหนึ่งก็หมุนพวงมาลัยพารถออกจากหน้าคอนโดมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่พวกเขาแวะไปบ่อย ๆ ทันที ระหว่างทางบทสนทนาสลับไปมาอย่างลื่นไหล ห่างกันแค่วันเดียวก็เหมือนมีเรื่องให้คุยกันไม่รู้จบ

     

    “โปรเจคจบไปถึงไหนแล้วคะ”

     

    “เหลือแก้อีกนิดหน่อยครับ”

     

    “เหนื่อยรึเปล่าคะ มีอะไรให้หลิวช่วยมั้ย” เธอหันไปถามด้วยความเป็นห่วง

     

    หนึ่งยกยิ้มบาง “ช่วยเป็นกำลังใจให้พี่ไงครับ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ยอมเป็นแฟนพี่ซะทีเถอะ”

     

    “ขอมาตั้งสามปีแล้วไม่เบื่อเหรอคะ”

     

    “ฮึ ถ้าพี่ไม่พูดแล้วเราจะเสียใจ”

     

    “ทำไมคะจะยอมแพ้แล้วเหรอ” ใบหลิวเอียงคอถาม บางทีเธอก็เคยจินตนาการถึงวันที่เขาท้อเพราะความใจแข็งของเธอเหมือนกัน บอกตรง ๆ ว่าใจหาย

     

    หนึ่งส่ายหน้าไปมา “ไม่ครับ พี่ไปดูดวงมา หมอดูบอกว่ากำลังมีคนจะใจอ่อนเร็ว ๆ นี้แหละ”

     

    “อืม ถ้าหมอดูแม่นก็อาจจะจริงก็ได้นะคะ”

     

    “หืม? อย่าหลอกให้พี่ดีใจเล่นนะ” มือหนาเอื้อมไปคว้าต้นแขนเรียวเอาไว้แล้วบีบแน่นด้วยความตื่นเต้น

     

    “คะ พี่พูดอะไรหลิวไม่เห็นรู้เรื่องเลย” หญิงสาวปลดมือเขาแล้วชิงหนีลงจากรถก่อนพร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่ทำเอาคนฟังใจเต้น

     

    ใบหน้าหล่อคมสไตล์หนุ่มใต้เผยยิ้มกว้าง “รอพี่ด้วยครับ”

     

    ...

     

    เรวัตมองภาพรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่หากสังเกตดี ๆ เมื่อชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งรีบวิ่งอ้อมลงมาเปิดประตูรถอีกฝั่งคิ้วของเขาก็กระตุกนิด ๆ อย่างควบคุมไม่ได้

     

    เขารู้จักและเห็นหน้าเจ้าหนุ่มนี่มาหลายปีแล้ว แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาใบหลิวจะไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังมากนัก แต่ก็มีหลายครั้งเลยที่ชื่อของรุ่นพี่หนุ่มคนนี้หลุดออกมา

     

    ในฐานะรุ่นพี่ที่คอยช่วยงาน คอยรับส่งเวลามีกิจกรรมดึก คอยเลี้ยงข้าวและที่สำคัญคือคอยตามจีบเธออย่างเปิดเผยตั้งแต่ปีหนึ่ง

     

    ร่างหนานั่งมองอยู่หลังพวงมาลัยเงียบ ๆ

     

    “ฟูววว” หนุ่มใหญ่ถอนหายใจยาวเหยียด นี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้โล่งใจเพราะสองหนุ่มสาวเพียงแค่พูดคุยกันเล็กน้อยแล้วแยกย้ายเหมือนอย่างเคย ใบหลิวหันหลังเดินเข้าอาคาร ขณะที่ฝ่ายชายยืนมองจนร่างเล็กของเธอหายลับเข้าไปข้างในถึงได้กลับขึ้นรถของตัวเองและขับออกไป

     

    หากถามว่าทำไมเขาถึงโล่งใจ เรวัตตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าเป็นเพราะได้รู้ว่าลูกเลี้ยงสาวยังให้ความสำคัญกับการเรียนมากกว่าความรักอย่างที่เคยได้รับปากเขาเอาไว้ในวันที่ย้ายออกมาอยู่คนเดียว

     

    อิสระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง

     

    เขาไม่อยากให้เธอต้องมาเสียใจทีหลัง ไม่อยากได้ยินคำว่า ถ้าหาก... เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่าไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ทั้งนั้น เหมือนกับที่เขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเองตอนปิดเทอมฤดูร้อนครั้งนั้น

     

    คล้ายกับเรื่องพ่อเลี้ยงขา... รักหนูได้ไหมคะ ที่คุณอ่าน