บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างอึดอัดเพราะสายตาของศจีที่เอาแต่จ้องหนุ่มสาวฝั่งตรงข้าม จนคนทั้งคู่แทบจะไม่กล้าขยับแม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามคลายบรรยากาศแปลก ๆ นี้ด้วยการชวนพ่อตาพูดคุยแล้วก็ตามไม่ต่างจากนรินทร์ที่พยายามทำตัวปกติชวนพ่อและแม่ของเธอพูดคุย
“เออพ่อรินว่าจะถามพ่อกับแม่จะมาอยู่กี่วันคะ”
“ทำไมฉันกับพ่อแกจะมาอยู่กี่วันแกมีปัญหาอะไร หรือว่าไม่อยากจะให้พวกฉันอยู่” ศจีโพล่งตอบออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนอย่างลืมตัว
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยที่รินถามก็แค่อยากจะรู้ว่าพ่อกับแม่มากี่วัน แล้วที่รีสอร์ตมีคนดูแทนแล้วใช่ไหม”
“นี่แกลืมไปแล้วเหรอว่าอีกสองวันจะเป็วัยครบรอบวันตายพี่สาวแกที่ฉันมาก็เพื่อจะมาทำบุญครบรอบพี่สาวแก!!”
“เออ” ใบหน้าหวานซีดลงทันที พร้อมกับไม่รู้จะพูดอะไรต่อดวงตากลมกวาดมองใบหน้าบิดา และชายข้างกายอย่างทำอะไรไม่ถูก
“เหอะ!ก็คงจะมีความสุขกันจนลืมล่ะสิท่า ว่าพี่สาวแกเพิ่งจะตายไปได้ครบปี”
“นี่!คุณเป็อะไร จะโมโหลูกไปทำไม ลูกทำงานยุ่งลืมไปบ้างก็ไม่เห็นจะเป็ไร”
“แต่พิมพ์เพิ่งจะตายไปได้แค่ปีเดียวมันลืมง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ หรือคุณเองก็ลืม”
ศจีเอ่ยออกมาเสียงสั่นพลางจ้องสามีด้วยความรู้สึกโกรธที่เขาเอาแต่พูดเข้าข้างลูกสาวคนเล็ก
“ศจีคุณอย่าพาลได้ไหม ไม่มีใครลืมทั้งนั้นแหละ คุณนี่ยิ่งแก่ยิ่งโมโหง่าย พอๆๆบรรยากาศเสียหมดแล้วดูสิ”
ประพนธ์เอ่ยตัดบทก่อนจะก้มหน้าลงกินข้าวต่อ ไม่สนใจภรรยาที่สะบัดหน้าไปอีกทาง อย่างขัดใจ
ส่วนรินที่เห็นพ่อ แม่เถียงกันโดนสาเหตุมาจากเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดใบหน้าหวานก้มลง มองมือข้างหนึ่งที่วางอยู่บนหน้าขาใต้โต๊ะ ในใจคิดไปต่าง ๆนานาไม่ว่าจะเื่ความรู้สึกผิดที่มีต่อพี่สาวและพ่อ แม่ และความสัมพันธ์ของเธอกับคนที่อยู่ข้างกายถ้าหากเธอจะคบกับเขาจะต้องหลบซ่อนพ่อแม่ไปอย่างนี้เหรอ
ก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ด้านข้างหลังมือใหญ่อุ่นวางทับหลังมือของเธอ พร้อมกับที่นิ้วโป้งเกลี่ยไปมาราวกำลังปลอบโยนจนเธออดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มบางออกมาอย่างลืมตัวเพราะความรู้สึกอบอุ่นที่คนตัวสูงมอบให้
จนทำเธอหลงลืมไปว่าเวลานี้ไม่ได้มีเพียงตัวเองและเขาที่อยู่ตรงนี้
ศจีมองลูกเขยที่ทำตัวเหมือนปกติก้มหน้าตักข้าวใส่ปาก ต่างกับลูกสาวของเธอที่ลอบหันมองพี่เขยที่นั่งข้าง ๆอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนเธอเองสงสัยว่ามีสิ่งได้กันและที่ทำให้เธอสงสัยหนักขึ้นไปอีกก็คือมือของหนึ่งของทั้งสองไม่ได้วางบนโต๊ะอย่างที่เธอและสามีทำ
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจไม่กระโตกกระตากออกไปเพราะไม่อยากทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ และยังไม่มั่นใจในสิ่งที่คิดจึงทำเพียงนั่งเงียบพยายามกินข้าวเข้าไปทั้งที่กินไม่ลงก็ตาม
หลังจบมื้ออาหารหญิงวัยกลางคนก็เดินเข้าไปในห้องทันทีโดยไม่บอกกล่าวทำคนที่ตั้งใจปอกผลไม้มาให้มารดาได้แต่หน้าเสีย ยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก
“รินปล่อยแม่ไปเถอะวัยทองก็อย่างนี้แหละ ดีเหมือนกันเขาไม่กินพ่อจะได้กินคนเดียว”ประพนธ์พยายามปลอบลูกสาวคนเล็ก พลางพูดหยอกเพื่อให้เธอคลายความน้อยใจลงก่อนจะหยิบผลไม้ในจานมากินหลายชิ้นเพื่อให้ลูกสบายใจ
“มาๆ นั่งลง เล่าเื่งานให้พ่อฟังดีกว่า ว่าออกมารับงานเองเป็ไงบ้างเงินพอใช้ใช่ไหม”
“ค่ะ”
จากนั้นสองพ่อลูกก็พูดคุยเื่งานที่หญิงสาวกำลังทำตอนนี้กรเองก็ตัวแยกออกจากวงสนทนาไปรับสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาพอดี
ส่วนศจีที่อยู่ลำพังในห้องก็เอาแต่ครุ่นคิดถึงท่าทางแปลก ๆ ของลูกสาวและลูกเขย พร้อมกับที่ในใจได้ภาวนาขออย่าให้เป็อย่างที่เธอคิด
จนเวลาเลิกเรียนของพริ้มพราวกรก็อาสาออกไปรับเพียงคนเดียวโดยให้รินอยู่บ้านกับพ่อ แม่และทันทีที่ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดในบ้านหญิงวัยกลางคนที่หมกตัวอยู่ในห้องั้แ่เช้าจนบ่ายก็ออกมาใบหน้าของเธอ เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นหลานตัวน้อยวิ่งเข้ามาด้านในของบ้าน
“คุณตาคุณยายยย”
พริ้มพราววิ่งเข้าไปกอดตาและยายของเธอทันทีที่เห็นคนทั้งสอง น้ำเสียงออดอ้อนและท่าถูหน้าไปกับบ่าคนสูงวัยช่วยให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้นไม่น้อย ก่อนที่หมดจะตกลงกันออกไปทานข้าวนอกบ้าน
“นั่งนี่ค่ะน้ารินกับคุณพ่อนั่งนี่ ส่วนคุณตา คุณยายนั่งนี่ และน้องพริ้มนั่งนี่”เด็กหญิงบงการจัดแจงที่นั่งของทุกคนและตนเองก่อนจะปีนขึ้นเก้าอี้เด็กที่อยู่หัวโต๊ะข้างน้าสาว และยายของเธอแล้วปรบมือเปาะแปะอย่างชอบใจ เรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มจากคนทั้งหมดได้ไม่ยาก
“เป็คู่กันก็ต้องอยู่ด้วยกัน”ใบหน้าของทั้งสี่เจื่อนลงเล็กน้อย เมื่อประโยคที่เหมือนจะไม่ได้คิดอะไรของหลานสาวเอ่ยออกมาทว่ากลับจี้ใจพวกเขาอยู่ไม่น้อย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของทั้งห้าเป็ไปอย่างราบเรียบมีเพียงเสียงของเด็กน้อยและตาของเธอที่พูดคุยหยอกกัน นาน ๆจะมีเสียงของยายและพ่อดังออกมาบ้างขัดกับบรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยครอบครัวที่พากันมากินข้าว พูดคุยสนุกสนานและด้วยร้านกว้างขวางมีเพลงบรรเลงทำนองไพเราะบรรยากาศบนโต๊ะจึงไม่ได้แย่อย่างที่คิด
“น้องพริ้มน้ารินจะไปห้องน้ำ น้องพริ้มจะไปกับน้ารินไหมค่ะ”
“ไม่ไปค่ะ”
“งั้นพี่ไปด้วยครับ”
รินหันไปมองชายร่างสูงที่ลุกขึ้นยืนคู่กับเธอก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปพร้อมกัน
“คิกคิก”
“หัวเราะอะไรคะน้องพริ้ม”
ประพนธ์ละสายตาจากไลน์กลุ่มเพื่อนๆ แล้วมองหลานสาวที่ยกมือปิดปากหัวเราะคิก ๆ ออกมาด้วยความสงสัย
“หัวเราะคุณพ่อที่ชอบเดินตามน้ารินค่ะ”
สองสามีภรรยาหันมองหน้ากัน ก่อนจะเป็ที่ศจีจะขยับเข้าไปใกล้หลานที่นั่งตักไอศกรีมเข้าปากไม่หยุด แล้วเอ่ยถมในสิ่งที่เธออยากรู้ออกมา
“พ่อเดินตามน้ารินบ่อยเหรอคะ”
“ค่ะคุณพ่อชอบเดินตามหลังน้ารินบางครั้งก็ชอบจับมือ กับชอบนั่งข้าง ๆน้ารินแล้วก็ทำแบบนี้”
พริ้มพราวทำท่าวาดแขนโอบไหล่ให้ยายเธอดูก่อนจะหันไปสนใจไอศกรีมต่อ ปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนนั่งมองหน้ากันนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
หลังทั้งสองกลับมาจากห้องน้ำพริ้มพราวก็กินเสร็จพอดีพวกเขาจึงเก็บเงินแล้วกลับบ้านกันบรรยากาศบนรถขากลับเงียบเชียบไร้เสียงคุยต่างจากขามาลิบลับขนาดประพนธ์ที่ชอบหยอกล้อหลานยังเงียบไม่พูดอะไรออกมาส่วนสองคนข้างหน้าก็ทำได้แต่เหล่ตามองกันอย่างอึดอัดไปจนถึงบ้าน
จนถึงบ้านรินก็แยกตัวพาพร้อมพราวไปอาบน้ำส่วนกรก็เข้าห้องไปจัดการตัวเองเช่นกัน มีเพียงสองตายายที่นั่งนิ่งมองฝาผนังอยู่ในห้องนอนเล็กชั้นล่างด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“คุณถ้ารินกับกรเขา…”
“ไม่มีทางยัยรินกับกรไม่มีทางเป็อะไรทั้งนั้นฉันไม่ยอม”ศจีเอ่ยขัดสามีทั้งที่เขายังไม่ทันจะเอ่ยจบ
“คุณจะไม่ยอมได้ยังไงถ้าเกิดว่าเขารักกัน”
“ไม่ได้เด็ดขาดไม่งั้นฉันก็จะให้รินกลับไปอยู่กับเราที่กาญจน์ฯ”
“แล้วน้องพริ้มล่ะ”
หญิงวัยกลางคนมองหน้าสามีเงียบดวงตาของเธอกรอก ไปมาด้วยความสับสน ก้มลงมองมือตัวเองไม่ละไปไหนนั้นสิถ้าลูกของเธอกับลูกเขยรักกันจริง ๆ เธอจะทำยังไง
“เอาเถอะเราอย่าเพิ่งคิดไปไกลบางทีทั้งสองอาจจะสนิทกันเพราะใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันคุณก็อย่าคิดมากอาบน้ำนอนเถอะ”
ชายวัยกลางคนพูดพลางตบบ่าภรรยาสองสามทีก่อนที่เขาจะลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้า เพื่อออกไปอาบน้ำด้านนอก
ทว่าเมื่อเปิดประตูออกมาก็เห็นร่างของลูกสาวยืนซ้อนหลังร่างเล็กของหลานอยู่แล้ว
“รินเอาน้องพริ้มมาส่งนะคะพ่อกำลังจะไปอาบน้ำเหรอคะ”
“อื้ออน้องพริ้มอยู่กับยายก่อนนะลูกตาอาบน้ำแป๊บเดียว เดี๋ยวมาเล่านิทานสนุก ๆ ให้หนูฟัง”
“ค่าคุณตา”
ใบหน้าหวานพยายามอย่างยิ่งที่จะยิ้มออกมาพร้อมกับปล่อยหลานให้ไปแม่ของเธอที่นั่งอยู่ด้านใน
ก่อนจะเดินกลับขึ้นชั้นสองของบ้านด้วยใจระทึกมือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นไม่ปล่อย
“พี่กรแม่รู้แล้วค่ะ”