ความกังวลของอวิ๋นอี้นั้นหรงซิวเข้าใจดี
หากเสี่ยวมู่อวี่เป็นเด็กธรรมดาหรือแม้แต่ลูกของตระกูลขุนนาง ถึงถูกค้นพบว่าอยู่ในจวนของเขาในภายหลังคงจะไม่สร้างความโกลาหลมากนัก
ทว่าสิ่งที่ยุ่งยากคือ เขาเป็นองค์หญิงที่สูญหายของราชวงศ์เป่ยหมิง
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ดูเหมือนจะไม่แตกหักกันได้นั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เปราะบางที่สุด
หากไม่ระมัดระวังให้ดีจะทะเลาะวิวาทกันใหญ่โตจากเรื่องเล็กๆ ได้
แม้ว่าหรงซิวจะมิได้อยู่ในเขตชายแดนในช่วงนี้แต่เขารู้ดีว่าแม้สถานการณ์โดยรวมจะมั่นคงสงบสุขแต่ชายแดนทั้งสองฝั่งยังคงวุ่นวายอยู่เสมอ
ในตอนนี้การส่งมอบคนกลับไปอย่างโดยดีเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด
ทั้งช่วยให้พวกเขาขจัดปัญหา ทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับเป่ยหมิงด้วย
แต่ทว่า...
หัวใจของมนุษย์นั้นทำด้วยเนื้อหนังใช้ชีวิตกับเสี่ยวมู่อวี่มาระยะหนึ่งแล้วถึงแม้จะดูเหมือนว่าเขามิได้สนใจเขามากนักทว่าเขากลับคุ้นเคยกับการมีอยู่ของเขาเสียแล้ว
เสี่ยวมู่อวี่เป็นผู้ที่ช่วยให้เขาได้คืนดีกับอวิ๋นอี้ไม่เพียงแค่คราเดียว
หรงซิวเป็นคนที่หนักแน่นและรู้จักยับยั้งชั่งใจแน่นอนว่าเขาจะไม่ไขว้เขวการตัดสินใจของเขาไปเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นแน่
ดังนั้นสาเหตุที่เขาลังเลคืออวิ๋นอี้
หญิงสาวที่มีจิตใจอ่อนโยนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ทั้งเข้าใจเรื่องต่างๆ มากมายทว่านางกลับมิยอมปล่อยไปง่ายๆ
หลังจากฟังอดีตอันน่าสลดใจที่เสี่ยวมู่อวี่เล่านางอดใจแข็งทำตามกฎระเบียบแล้วส่งเขากลับไปหาฝูงหมาป่าเหล่านั้นมิได้
อวิ๋นอี้คว้าแขนของเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆทำให้เขาได้สติกลับมา
“พอแล้ว” เขาลูบหัวนาง“พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันต่อเรื่องนี้ ตอนนี้นอนก่อนเถิด ดึกแล้วหากเจ้าไม่นอนวันพรุ่งจะปวดหัวเอา”
ปวดหัวก็เรื่องหนึ่ง นอนไม่หลับนั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้ใจนางมีเรื่องเยอะมากจิตใจเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายนางมิได้มีหัวใจที่ใหญ่โตเช่นนั้นที่จะหันหลังนอนลงได้
“ข้านอนไม่หลับ” นางถอนหายใจรู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะต้องไปทำงาน จึงตีมือที่ตำแหน่งข้างๆ “ฝ่าบาทพักผ่อนเถิดเพคะ”
“เจ้าไม่นอนข้าก็ไม่นอน”หรงซิวพูดจริงจัง เขาย้ายไปที่ข้างเตียงแล้วนั่งลง “ข้าจะอยู่เป็นเพื่อน”
“นอนไปสิเพคะ!”อวิ๋นอี้ลากเขาไปที่เตียง ผู้ใดจะคิดว่าเขาออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ขึ้นมาทับนางได้แล้ว
ลมหายใจประสานกัน ดวงตาทั้งสี่หันเข้าหากัน
จู่ๆ บรรยากาศก็ปี็คลุมเครือ
ดวงตาของเขางดงาม ตอนที่เขาจ้องมองตรงไปที่ผู้คนพลันราวกับมีพลังวิเศษดึงดูดผู้คนเข้ามา
อวิ๋นอี้หายใจมิทั่วท้องแก้มของนางแดงก่ำอย่างควบคุมมิได้
เสียงทุ้มลึกของบุรุษหนุ่มดังมาข้างหูพร้อมด้วยรอยยิ้มและอารมณ์หยอกล้อเล็กน้อย “นอนไม่หลับเพราะอยากให้ข้านอนด้วยหรือ?”
ที่ใดกันเล่า!
อวิ๋นอี้มองเขาอย่างหน้าแดงรีบผลักออกอย่างทุลักทุเล“อย่าพูดเหลวไหลเพคะ ข้านอนไม่หลับเพราะเรื่องเสี่ยวมู่อวี่!”
“โอ้...”หรงซิวจงใจลากเสียงหัวเราะยาว “ข้ารู้ว่าเจ้ามิอยากจะให้เขาไปเพียงแต่ตอนนี้ข้ายังคิดวิธีที่จะไม่ก่อผลเสียมิได้โชคดีที่องค์ชายเป่ยหมิงจะอยู่ที่นี่หนึ่งถึงสองเดือน เราเตรียมการระยะยาวได้แม้ว่าข้าจะเชื่อเสี่ยวมู่อวี่เช่นเดียวกับเจ้าทว่าควรจะเข้าใจสถานการณ์วังจากเผยยวนอี้และน้องชายเขาเช่นนี้จะได้ตัดสินใจและเลือกได้ง่ายขึ้น”
จู่ๆ เขาก็จริงจังขึ้นมาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึมการจริงจังมากเช่นนี้ทำให้นางมิทันตั้งตัว
บุรุษที่แน่วแน่นั้นช่างเสน่ห์เสียจริง
“เจ้าบอกสิว่าเช่นนี้ดีหรือไม่?”จู่ๆ เขาก็ถาม ทำให้อวิ๋นอี้ได้สติขึ้นมา นางพยักหน้า “ดีเพคะ”
จู่ๆ ก็คิดกระไรบางอย่างได้ นางรีบถาม“แล้วฝั่งเผยยวนอี้เล่าเพคะ?”
“ปิดซ่อนได้ก็ปิดไปก่อน”
นี่คือเรื่องจริง
ทั้งสองตกลงกันได้เมื่อรู้ว่าเสี่ยวมู่อวี่จะไม่ไปที่ใดในช่วงนี้แน่ อวิ๋นอี้ก็โล่งใจ
เตียงใหญ่ที่นุ่มสบาย ทำให้ผู้คนรู้สึกง่วงได้เสมอนางเหมือนนอนอยู่ในก้อนเมฆที่บางเบา ร่างกายของนางว่างเปล่าพลันผล็อยหลับไปในพริบตา
หรงซิวมองใบหน้าที่กำลังหลับใหลของนางส่ายหัวอย่างช่วยมิได้
ในวันปกติ นางดูเป็นผู้น่าเกรงขามใบหน้าที่ราวกับผู้ใดทำนางนางจะทำกลับทันทีนั้น เวลาที่เจอเรื่องจริงๆกลับยังต้องหาแขนที่พึ่งพิงได้
เขาเต็มใจที่จะเป็นแขนนั้นให้นาง
ลมหายใจเบาๆ การขยับขึ้นลงของหน้าอกเล็กน้อยนางเป็นคนตัวหอมโดยธรรมชาติในเวลาอันสั้นหรงซิวพลันรู้สึกว่าตนเองหลงกลิ่นหอมนั้นไปด้วย
ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นเตียงทันใดนั้นก็มีเสียงนกหวีดดังขึ้นที่นอกประตู
หรงซิวขมวดคิ้ว เขารู้เสียงรหัสนี้ทหารลับมีเรื่องจะแจ้ง
ยิ่งกลางดึกเช่นนี้เขาคิดว่าต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่
จึงได้เพียงลุกขึ้นแต่งตัวและออกไป
คนที่รออยู่ที่ลานบ้านเป็นผู้ที่เขาไว้ใจมากที่สุดชื่อยาชิง
ยาชิงยกมือขึ้นทำความเคารพ หรงซิวโบกมือให้ เหลือบมองเขาพลันพาเขาไปที่ห้องหนังสือ
“มีเรื่องกระไร?”
“ท่านหญิงหว่านฉือกลับมาเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อใดกัน?” สีหน้าหรงซิวค่อนข้างแย่ เขาถามต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้าอยู่ที่ศาลาพักม้าที่ห่างออกไปสิบลี้ก็ได้รู้ข่าวของนางพ่ะย่ะค่ะท่านหญิงหว่านฉือจากไปถึงสามปี ในตอนที่นางออกไปนั้นได้ปลอมตัวออกไปหลังจากการตามหาข่าวคราวถึงสามปี ตอนนี้แจ่มแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะหลังจากที่รู้ว่าเป็นนาง ข้าก็ตรวจสอบให้ดีอยู่หลายวัน จากสีหน้าท่าทีของนางแล้วจะต้องมีข่าวดีเป็นแน่ ข้าน้อยขอยินดีกับฝ่าบาทล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะท่านหญิงหายจากอาการป่วยหนักแล้ว ฝ่าบาทมิต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว”
ยาชิงช่วยเขาทำเรื่องข้างนอกอยู่เสมอน้อยมากที่เขาจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง
ดังนั้นจึงยิ่งไม่รู้เรื่องของเขากับอวิ๋นอี้
หรงซิวมิได้อธิบายกระไรมากมิได้พูดแก้ไขความเข้าใจผิดของเขา ทว่าสีหน้าของเขากลับมิได้มีความสุข"นางจะมาถึงเมื่อใด? ”
“จากเส้นทางการเดินทางแล้วน่าจะอีกครึ่งเดือนเห็นจะได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม” เขาบอกว่ารู้แล้วโบกมือให้เขากลับไป ยาชิงหันหลังจะจากไป ทว่าเขากลับถูกหยุดไว้อีกครา
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ในตอนที่นางจะกลับมา บอกพวกคนใช้ที่รู้เรื่องของข้ากับนางให้ปิดปากเงียบให้หมดอย่าได้ให้พระชายารับรู้” หรงซิววางใจไม่ลง จึงสั่งกำชับอีกครั้ง
ยาชิงประหลาดใจ “พระชายา? พระชายามิได้หาย...” จู่ๆเขานึกขึ้นได้เมื่อพูดเช่นนี้ “ข่าวลือภายนอกเป็นเรื่องจริงหรือพ่ะย่ะค่ะพระชายาฟื้นคืนกลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หรงซิวเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “ทำตามที่ข้าบอกอย่าทำให้พระชายามิพอใจ มิฉะนั้นจะมิมีผู้ใดได้เป็นสุขแน่”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ยาชิงลังเล “แต่ว่าฝ่าบาท...”
หรงซิวทนมิได้ที่ลูกผู้ชายพูดอ้ำๆ อึ้งๆไม่จริงจัง เขาตบโต๊ะ ในคืนที่เงียบสงบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเฉยเมย“พูดมา!”
"ถึงแม้ว่าข้าน้อยจะไม่พูดทว่าเมื่อท่านหญิงหว่านฉือกลับมา อย่างไรนางต้องกลับมาพัวพันกับท่านข้าเกรงว่าถึงตอนนั้น พระชายาจะรู้ได้พ่ะย่ะค่ะท่านต้องคิดหาวิธีอธิบายให้พระชายารับรู้”
ยาชิงพูดถึงตรงนั้น ก็ก้มตัวและคารวะพลันหันหลังกลับเงียบๆ
หรงซิวที่อยู่ในห้องคนเดียวกลับครุ่นคิด
คงเป็นไปมิได้ที่เขาจะรู้สึกไม่รำคาญใจ
เหตุใดความสัมพันธ์กับอวิ๋นอี้เพิ่งจะคืบหน้าหว่านฉือที่หายหน้าไปกว่าสามปีก็กลับมาแล้ว
เขารู้สิ่งที่เลือกอยู่ในใจทว่ามีหลายสิ่งที่ตอนคิดมันสมบูรณ์แบบแต่กลับยากกว่าที่คิดไว้หลายหมื่นเท่าเมื่อจะต้องทำจริง
สิ่งที่หรงซิวกลัวมากที่สุดคือการทำร้ายหัวใจของสตรีผู้นั้น
นางมิใช่สตรีที่หลงใหลเขาอย่างหมดหัวใจอีกต่อไปแล้วนางมีความคิด ความฝัน ความคาดหวังในอนาคตของตนเอง มีจิตใจที่ชัดเจนและมีเหตุผล
หากเขาทำร้ายนาง นางจะสิ้นหวังเพียงใดเขาพอจะรู้สึกได้...