ตวิษาตัดสินออกจากบ้านอัณณิกาตั้งแต่เช้า ด้วยดวงตาบวมเบ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผ่านการร้องไห้ และไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืนเลยก็ว่าได้ คืนทั้งคืนตวิษาหลับไม่ลงจริงๆ ถึงจะพยายามมากซักแค่ไหนก็หลับไม่ได้เลย ภายในอกร้อนรุ่ม เจ็บปวดรวดร้าว ภายในใจเฝ้าครุ่นคิดถึงแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา และเฝ้าถามตัวเองอยู่แต่ว่าทำไม และทำไม
“เธอแน่ใจนะว่าจะกลับได้น่ะไก๊ด์ นอนพักอยู่ที่นี่ก่อนดีกว่าไหม?? สายๆ หรือบ่ายๆ ก็ค่อยกลับก็ได้ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนทั้งคืน”
อัณณิกาเสนอความเห็น ขณะที่เดินมาส่งตวิษาที่หน้าบ้าน เพราะอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ กลัวว่าเพื่อนจะเป็นลมเป็นแล้งระหว่างทางกลับอพาร์ตเม้นต์
“เราไม่เป็นไรหรอกหนูแอ๋ม เรากลับได้สบายมาก ไม่ต้องห่วง”
ตวิษาพูดด้วยน้ำเสียงเนืองๆ แต่กระนั้นก็พยายามทำตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นห่วงเธอไปมากกว่านี้
“อือๆ ถ้าอย่างงั้นก็กลับดีๆ ล่ะ อย่าคิดอะไรมากนะ แล้วหากมีอะไรก็โทรหาเราเลยนะ”
อัณณิการู้แหละว่าถึงจะพูดบอก ให้ตวิษาอยู่ที่นี่ต่อยังไง ตวิษาก็รั้นจะกลับให้ได้อยู่ดี อัณณิกาจึงได้แต่คอยเป็นห่วงอยู่ทางนี้ แต่ถ้าหากมีปัญหาอัณณิกาก็พร้อมจะไปช่วยตลอด ถ้าตวิษาโทรมา
“อืม!! ขอบใจมากนะหนูแอ๋ม เราไปนะ”
ตวิษากล่าวขอบอกขอบใจเพื่อน พร้อมกับยิ้มเจือๆ กล่าวจบตวิษาก็เดินออกจากบ้านของอัณณิกา ตรงไปที่ถนนเส้นหลัก เพื่อมองหารถแท็กซี่กลับ หากจะโดยสารรถสาธารณะอื่นกลับ ผู้คนคงจะมองอย่างสงสัยในตัวเธอ ว่าเธอไปทำอะไรมา ทำไมหน้าตาถึงเป็นแบบนี้
ตวิษาโบกรถแท็กซี่คันที่เปิดไฟว่าง รถแท็กซี่ก็ค่อยๆ ชะลอ และจอดลงใกล้ๆ ตวิษาเปิดประตูรถออก แจ้งสถานที่จุดหมายปลายทาง ที่จะให้รถแท็กซี่ไปส่ง แล้วจึงก้าวเข้าไปนั่งที่เบาะ จากนั้นรถแท็กซี่ก็ขับเคลื่อนออกตัวไปบนท้องถนน มุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางดังกล่าว
‘เราสินะที่โง่เอง ไปหลงเชื่อเขาเอง จะไปโทษเขาได้ยังไงกัน ก็ต้องโทษตัวเองสิถึงจะถูก’
ตวิษาพร่ำพูดบอกกับตัวเองอยู่ภายในใจ โดยสายตาก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถ มองเลื่อนลอยไม่ได้เจาะจง หรือโฟกัสตรงจุดใด แต่ความคิดกลับหวนกลับไปโฟกัสเรื่องราว ที่พึ่งผ่านพ้นมา สลัดไม่ให้คิดก็ยังหวนกลับไปคิดอยู่ดี พอคิดแล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมา อย่างอดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว
ตวิษาปาดน้ำตาออกจากแก้มนวลเนียนใส ที่ตอนนี้ดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็ม แล้วค่อยๆ ผ่อนออกช้า และพยายามแล้วพยายามอีก พยายามไม่ให้คิดถึงสิ่งที่เธอกำลังทุกข์ใจอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่ามันจะทำได้ยากก็ตามที
“น้องครับที่นี่ใช่ไหมครับ??”
คนขับรถแท็กซี่ชะลอรถจอดลงที่หน้าอพาร์ตเม้นต์ หันมาเห็นตวิษาที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังนั่งหลับตานิ่งอยู่ จึงร้องถามขึ้น
“ใช่ค่ะใช่”
ตวิษาจึงลืมตาขึ้นมองอพาร์ตเม้นต์ ก็เห็นว่าเป็นอพาร์ตเม้นต์ที่เธอพักอาศัยจริงๆ จึงหันมาตอบรับคนขับรถแท็กซี่ ล้วงมือเรียวเล็กลงไปในกระเป๋าเป้ หยิบเงินออกมาส่งให้คนขับรถแท็กซี่ แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถแท็กซี่ เดินเข้าไปภายในตึก โดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่า มีรถยนต์ของภูธิปจอดอยู่บริเวณนั้นด้วย
ตวิษาแตะคีย์การ์ดเปิดประตูหน้าตึก แล้วเดินขึ้นบันไดไปจนถึงหน้าห้องพักของตัวเอง ซึ่งในเวลานี้เธอรู้ว่าบิดาของเธอยังไม่ออกไปขับรถแท็กซี่ เพราะปกติจะออกไปตอนสายๆ และอีกอย่างเธอเห็นว่าประตูหน้าห้องไม่ได้ล็อกกุญแจไว้ จึงแน่ใจว่าบิดาของเธอยังอยู่
ก๊อก...... ก๊อก...... ก๊อก......
ตวิษาเคาะประตูห้องเบาๆ แล้วยืนรอให้บิดามาเปิดประตูห้อง ซึ่งในเวลาไม่ถึงห้านาที ประตูห้องก็เปิดออก แต่คนที่มาเปิดประตู ไม่ใช่บิดาของเธอ
๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑