อวิ๋นเฟยเฟิ่งวันนี้ไม่มีอารมณ์จะฝึกฝนต่อแล้วจึงได้กลับมาที่ถ้ำ จะบอกว่าการฝึกฝนทักษะของนางอ่อนด้อยอย่างนั้นหรือ ถึงมันจะเป็อย่างเขาว่าแต่นางทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าภูมิใจในตัวเองมากแล้ว
ในตอนที่อยู่ในดินแดนเทพนางเป็เทพธิดาสูงศักดิ์ไม่เคยได้ต้องลำบากออกแรงทำอะไรทุกอย่างมีคนทำให้หมด แต่ใช่ว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งจะไม่รู้ว่าถ้าอยากเก่งให้มากกว่านี้ต้องเผชิญอันตรายอย่างแท้จริง แต่ว่านางยังไม่กล้าพอ
ต้องรู้ก่อนว่าสัตว์ิญญาแต่ละดินแดนแตกต่างกันอย่างเช่นสัตว์ิญญาในแดนมนุษย์ก็จะมีระดับพลังธรรมดาเพราะพลังฟ้าดินไอปราณบริสุทธิ์ไม่มากพอและยังมีอายุไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ
อย่างที่รู้ว่าสัตว์ิญญาหากถึงแสนปีนอกจากกลายเป็สัตว์เทพแล้วยังจะสามารถเปลี่ยนร่างเป็มนุษย์ได้และเมื่อพวกมันมีอายุแสนปีแล้วระดับพลังิญญาของพวกมันจะอยู่ที่ระดับจอมทัพทันทีนี้คือระดับเริ่มต้นนับว่ามีพลังิญญาสูงมาก
โดยส่วนมากสัตว์ิญญาแสนปีจะอยู่ในดินแดนผู้บำเพ็ญตน ดินแดนเซียน ดินแดนเทพ ดินแดนมารขึ้นไป
ว่ากันว่าสัตว์ิญญาที่ดุร้ายที่สุดอยู่ในดินแดนมารด้วยเพราะพวกมันต้องต่อกอนกับปีศาจอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้พวกมันมีนิสัยดุร้ายและกระหายเืกว่าสัตว์ิญญาดินแดนอื่น
"นายหญิงเ้าคะ บุรุษผู้นั้นตามเรามาที่ถ้ำเ้าค่ะให้หงหงจัดการเขาเลยดีหรือไม่"หงหงรู้สึกโกรธกับคำพูดของบุรุษผู้นี้มากที่กล้าดูถูกนายหญิงของตน
"เขาตามมางั้นหรือ ช่างเถิดถึงเราอยากจัดการเขายังไงก็มิอาจสู้เขาได้ อีกอย่างตอนนี้เราอยู่ในถ้ำที่มีม่านพลังป้องกันระดับกึ่งเทพเขาคงเข้ามาไม่ได้หรอก"อวิ๋นเฟยเฟิ่ง มองออกไปนอกถ้ำก็เห็นบุรุษชุดแดงใบหน้ามีหน้ากากสีดำปกปิดเอาไว้จึงทำให้ไม่อาจเห็นใบหน้าของเขา
ดูเหมือนเขาจะเอาบางอย่างมาวางไว้ปากถ้ำแล้วพอวางเสร็จเขาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยทันที ด้วยความสงสัยอวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงเดินออกไปดูและสิ่งที่วางอยู่มันคือกระดาษหนึ่งแผ่นและดูเหมือนจะเป็ตะกร้าที่มีอาหารสองสามอย่างอยู่ด้านใน
การที่ผู้ฝึกตนจะสามารถหายตัวได้นั้นจะต้องมีระดับพลังิญญายุทธ์ระดับจักรพรรดิขึ้นไปจึงจะสามารถทำได้โดยการหายตัวนั้นผู้ฝึกตนจะต้องเคยไปยังสถานที่นั้นๆมาแล้วจึงจะสามารถหายตัวไปปรากฏตัว ณ ที่แห่งนั้นได้ซึ่งแน่นอนว่า อวิ๋นเฟยเฟิ่งเองก็ทำได้
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเปิดกระดาษที่มีข้อความเขียนเอาไว้มีใจความว่า 'ขอบคุณสำหรับความสนุกในวันนี้อาหารเหลานี้คืออาหารที่มีพลังิญญาเพื่อตอบแทนที่ทำให้ข้าไม่เบื่อ'
"นายหญิงเ้าคะ บุรุษผู้นี้แปลกนักเชียว เอ๊..หรือว่าเขาจะรู้สึกผิดที่เอ่ยวาจาเช่นนั้นกับเราจึงอยากขอโทษ"หงหงมองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาเป็ประกายใครบ้างจะรู้ว่าการอยู่ในป่าวันๆกินแต่ผลไม้มันน่าเบื่อมาก
ถึงในมิติจิตของนายหญิงจะมีของกินอร่อยๆมากมายแต่นางก็ไม่เคยให้กินเพราะนายหญิงกล่าวว่าเราต้องทำให้ลำบากตามอัตภาพนอนกลางดินกินกลางทรายดังนั้นจึงไม่มีของดีๆให้กิน ถึงผู้ฝึกตนจะไม่ต้องกินอาหารเป็เดือนเลยก็ได้เลยก็ตาม
อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองอาหารตรงหน้าอย่างใช้ความคิดดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอาหารเหล่านี้ไม่มีพิษแน่นอนและไม่มีสิ่งใดผิดปกติแต่ก็ยังสงสัยในการกระทำของบุรุษหน้ากากดำผู้นั้นอยู่ หรือเขาจะหลงเสน่ห์นางเข้าให้แล้ว หรือเขาจะอยากขอโทษนางตามที่หงหงบอกก็ได้แต่ก็ไม่น่าจะใช่คนที่พบเจอกันครั้งแรกจะทำขนาดนี้เชียวหรือ
มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่จะบอกว่าสนุกที่ได้ดูนางฝึกมันก็คงทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ แต่ทำไมนางถึงรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้อย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่านางรู้จักเขามาก่อน
อีกด้านของคนที่กำลังถูกพูดถึงก็ไม่ได้ไปไหนไกลเลยเขากำลังนั่งดูหนึ่งสตรีหนึ่งนกน้อยที่กำลังคุยกันอยู่แน่นอนว่าด้วยระดับพลังิญญายุทธ์ของเขานั้นสามารถได้ยินทั้งคู่พูดคุยกันได้อย่างชัดเจน
จริงๆแล้วเขาสามารถเข้าไปในม่านพลังป้องกันในถ้ำได้แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำด้วยเพราะกลัวว่านางจะใกลัว เขาไม่้าให้เป็แบบนั้น ถ้าเ้านั้นรู้ว่านางกลับมาแล้วจะรู้สึกยังไงน่ะ
เขารู้ว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งคิดจะทำอะไรเพียงแค่ผ่านด่านไปดินแดนเทพไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขาเลย เขาสามารถพานางไปเดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้แต่ว่าด้วยพลังิญญายุทธ์ของนางในตอนนี้ถึงจะเรียกว่าสูงส่งกว่าแดนมนุษย์ แดนผู้บำเพ็ญตนหรือแม้แต่แดนเซียนก็ตามแต่หากเทียบกันแล้วในดินแดนเทพอวิ๋นเฟยเฟิ่งยังถือว่าอ่อนด้อยนัก
อีกทั้งประสบการณ์การต่อสู้ของนางแค่นี้ไม่สามารถเอาชนะกลุ่มอำนาจที่คิดทำร้ายครอบครัวของนางได้และยิ่งบิดามารดาและพี่ชายของนางหายตัวไปก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการแก้แค้นรังแต่จะทำให้นางจบชีวิตลงเสียมากกว่า ต้องให้นางพร้อมมากกว่านี้ให้นางได้เรียนรู้ไปทีละขั้นจะดีกว่า
"หงหงเ้าไปสืบข่าวในเมืองทีว่าแต่ละสำนักจะเปิดรับศิษย์เมื่อใด"อวิ๋นเฟยเฟิ่งนึกขึ้นได้ว่านางยังไม่รู้ข่าวคราวเกี่ยวกับโลกภายนอกเลยมัวแต่ฝึกตนจนลืมนึกถึงเื่นี้ไปเลย หวังว่าจะยังคงทันนะ
"เ้าค่ะนายหญิง"หงหงกินอาหารตรงหน้าหมดก็รีบกลายร่างเป็นกน้อยและบินไปทางในเมืองทันที
ระหว่างรอหงหงกลับมาอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็นั่งสมาธิดึงไอปราณบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายถึงตอนนี้นางจะยังไม่อาจเลือนระดับพลังิญญาได้เร็วๆนี้ก็ตามแต่ก็กักเก็บสะสมเอาไว้ได้ เนื่องจากว่าพลังฟ้าดินหรือไอปราณบริสุทธิ์ของดินแดนมนุษย์นั้นเบาบางเกินไปจึงทำให้ไม่เพียงพอต่อการเลือนระดับของนาง
หาก้าเลือนระดับสำหรับอวิ๋นเฟยเฟิ่งมีวิธีลัดและรวดเร็วอยู่นั้นคือเข้าไปฝึกตนในมิติจิตของนางแต่ว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะนักเพราะหากเลือนระดับพลังิญญายุทธ์อีกครั้งนางก็จะเสียเวลาในการออกฝึกหาประสบการณ์ ตอนนี้คงทำได้แค่ฝึกควบคุมพลังธาตุน้ำแข็งให้ชำนาญและให้สภาวะพลังเสถียรคงที่ก่อน แล้วจะเลื่อนระดับพลังิญญายุทธ์อีกก็ยังไม่สาย
กว่าครึ่งค่อนวันหงหงก็กลับมาถึงถ้ำได้ความว่าเมืองที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งอยู่ ณ ตอนนี้คือเมืองเทียนอู่เป็เมืองรอบนอกหาใช่เมืองหลักและตอนนี้สำนักยุทธ์ต่างๆของเมืองนี้ได้เปิดรับสมัครศิษย์ไปแล้วเมื่อห้าวันก่อนดังนั้นที่นี่จึงไม่รับศิษย์อีกแล้ว
แต่ว่าที่เมืองหลักหรือเรียกให้เข้าใจคือเมืองหลวงมีชื่อว่าชิงเหลียนจะเปิดรับศิษย์เข้าสำนักในอีกสามเดือนข้างหน้าเกณฑ์รับสมัครคือจะต้องเป็ผู้ฝึกตนในระดับพลังิญญายุทธ์แก่นแท้ขั้นต่ำขึ้นไปจึงจะสามารถเข้ารับการทดสอบได้
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะอยู่ฝึกฝนที่ป่าหมอกอีกสักระยะแล้วจะเดินทางไปเมืองหลังชิงเหลียนนางขอหาประสบการณ์อีกสักหน่อย
ั้แ่ที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งพบเจอกับบุรุษหน้ากากดำวันนั้นเขาก็มักจะปรากฏตัวให้นางได้เห็นบ่อยครั้งและยังชอบพูดจากวนโมโหและเหมือนกับว่าเขาตามนางอยู่ตลอดเวลาจนนางรำคาญแรกๆอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ระแวงและคิดไปต่างๆนาๆพอนานวันเข้าก็เริ่มชินและมีเขาคอยเป็เพื่อนพูดคุยจนเริ่มรู้สึกว่าเขากลายเป็เพื่อนของนางไปแล้วแต่ก็ใช่ว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งจะวางใจทั้งหมดยังคงระมัดระวังเอาไว้อยู่บ้าง ถึงเขาจะไปๆมาๆแต่ก็ไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับนาง
นางเคยถามเขาว่าเหตุใดจึงตามนางตลอดคำตอบที่ได้คือ '่นี้ข้าว่างเลยเบื่อๆบังเอิญผ่านมาเจอเ้าก็เลยหาอะไรทำ' เป็คำตอบที่ฟังแล้วเหมือนคนรวยมากว่างเหลือเกินและเป็คำตอบที่น่าหมั่นไส้มากทีเดียวจนนางหมดคำจะกล่าว
ตลอดเวลาที่เขามาหานางอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็เฝ้าสังเกตอย่างถี่ถ้วน ทุกครั้งที่เขามาหานางเขามักจะพูดจากวนประสาทและชอบทำให้นางโมโหกับคำพูดของเขาจนแทบกระอักเืแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้อวิ๋นเฟยเฟิ่งมีชีวิตชีวาและมีเพื่อนคุยเล่นนอกจากหงหง
และยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งต่อสู้กับกิ้งก่าหางไฟหลังจากต่อสู้กันเสร็จอวิ๋นเฟยเฟิ่งได้นำช็อกโกแลตแท่งหนึ่งออกมาให้เ้ากิ้งก่าหางไฟแล้วพอเขาเห็นจึงร้องขอกินด้วยบอกว่าเขาเองก็อยากกินเหมือนกัน อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่มีทางเลือกจึงได้นำช็อกโกแลตออกมาให้เขากินและั้แ่นั้นมาเขายิ่งตามติดนางเหมือนเหน็บ
วันนี้อวิ๋นเฟยเฟิ่งตัดสินใจเดินทางไปเมืองหลักชิงเหลียนเพื่อไปเปิดหูเปิดตาั้แ่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่แต่ในป่าเขาและสัตว์ิญญา ถ้ำที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งอาศัยอยู่นั้นอยู่ในส่วนลึกที่สุดของป่าหมอกจึงต้องเดินทางออกมาด้านนอก ในระหว่างที่เดินทางออกมาเรื่อยๆก็พบเจอเหล่าผู้แสวงโชคเป็ระยะๆบางกลุ่มที่กำลังเดินทางเข้ามา
ก่อนจะเดินทางไปเมืองหลักชิงเหลียนอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ได้บอกกับสหายหน้ากากดำแล้วว่านางจะเดินทางไปเมืองหลักชิงเหลียนเพื่อเข้าสำนักยุทธ์ศึกษา และนางได้พยายามถามชื่อเขาหลายครั้งเขาก็ไม่บอกนางจนทำให้นางเรียกเขาว่าหน้ากากดำ เขาบอกกับนางว่าเมื่อถึงเวลาเขาจะบอกเอง
"ปล่อยข้านะ! พวกเ้าจะทำอะไร"เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นอยู่เบื้องหน้าเมื่ออวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินใกล้เข้าไป
"ฮ่า ฮ่า สาวน้อยเ้าช่างงดงามนักมาเป็สตรีของข้าเถอะรับรองว่าเ้าจะได้ทุกอย่างที่้า"ชายหยาบช้าคนหนึ่งกล่าว
"ข้ายอมตายดีกว่าต้องสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็ลูกผู้หญิง วันนี้ข้าจะสู้จนตัวตาย!"หญิงสาวที่มีรูปร่างเพรียวบางใบหน้ามีความเย่อหยิ่งเอ่ยขึ้น
อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองไปยังกลุ่มที่อยู่เบื้องหน้าก็เห็นเป็กลุ่มบุรุษสี่ห้าคนกำลังล้อมสตรีนางหนึ่งเอาไว้ จากบทสนทนาเมื่อครู่อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
ไม่นานก็เกิดการต่อสู้ขึ้นมองดูแล้วกลุ่มบุรุษสี่ห้าคนนั้นมีพลังิญญายุทธ์ก่อกำเนิดขั้นสูงสามคนและแก่นแท้ขั้นต่ำสองคนส่วนหญิงสาวที่ถูกล้อมไว้มีพลังิญญายุทธ์แก่นแท้ขั้นกลาง แต่ว่าถึงจะมีระดับพลังิญญายุทธ์ที่สูงกว่าเหล่าบุรุษพวกนั้นแต่ด้วยมีคนจำนวนมากกว่าจึงไม่แน่ใจว่าหญิงสาวนางนั้นจะรอดไปได้หรือไม่
อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองหญิงสาวนางนั้นใช้พลังธาตุไฟโจมตีบุรุษที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะะโถอยหลังออกไปจากวงล้อมเมื่อบุรุษคนแรกถูกโจมตีคนที่เหลือต่างก็เริ่มใช้พลังของตนโจมตีเข้าใส่หญิงสาวธาตุไฟ
อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงกับมือสั่นและเริ่มโมโหจริงๆนางไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่งเื่ชาวบ้านหรอกแต่ว่าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของสตรีนางก็จะไม่อยู่เฉย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกข่มเหงมันเป็การตกนรกทั้งเป็เลยทีเดียวในฐานะที่นางเองก็เป็สตรีมีหรือจะปล่อยให้คนชั่วเหล่านี้ได้อยู่สบายและทำสำเร็จ
ในขณะที่หญิงสาวนางนั้นไม่อาจต้านทานห้ารุมหนึ่งได้ก็ล้มลงไปสภาพร่างกายได้รับาเ็หนักพอสมควร อวิ๋นเฟยเฟิ่งใช้วิชาตัวเบาเหาะเข้าไปยืนขวางตรงหน้าของหญิงสาวนางนั้นเอาไว้แล้วหันหน้าไปเผชิญกับบุรุษทั้งห้า
"เป็บุรุษริอาจรังแกสตรีไม่หน้าตัวเมียไปหน่อยหรือ อีกทั้งพวกเ้ามีตั้งห้าคนช่างไร้ยางอายเสียจริง"อวิ๋นเฟย เฟิ่งกล่าวด้วยเสียงเ็าสายตาจ้องมองบุรุษเ่าั้อย่างโกรธจัด
"มีสาวน้อยเพิ่มมาอีกคนแล้วพวกเรา ฮ่า ฮ่า ในเมื่อเ้าเข้ามายุ่งก็อย่าหวังว่าจะออกไปได้เลย"บุรุษที่มีหนวดเครารุงรังเอ่ยมองอวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยสายตาต่ำช้า
ด้วยหน้าตารูปร่างผอมเพรียวทั้งยังมีน้ำเสียงที่ไพเราะมีความอ่อนโยนนุ่มนวลและขาวผ่องของอวิ๋นเฟยเฟิ่งนั้นจัดได้ว่างดงามเหนืุ์อย่าแท้จริงเครื่องหน้าจมูกโด่งได้รูปริมฝีปากที่ไร้การย่อมแต่งแต่แดงดั่งลูกพลังสีแดงประกอบกับความเย่อหยิ่งเยือกเย็น ทำให้หญิงสาวนางนี้ไม่เพียงแต่มีรูลักษณ์ที่น่าทึ่งแต่ยังรวมถึงอารมณ์ของนางด้วย