ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็ถือเป็ข่าวดีอย่างยิ่ง
มหาปีศาจเหล่านี้แม้ตายไปแล้วก็ยังสามารถสร้างมูลค่าให้กับเขาได้ วิธีการขูดรีดของบันทึกเื่ราวปีศาจนี้ ต่อให้เป็นายทุนหน้าเืมาเห็นก็ยังต้องหลั่งน้ำตา
เมื่อเห็นว่ารอบกายไร้ผู้คน สวี่หยางก็โคจรวิชาตัวเบาพร้อมกับะโทะยานร่างขึ้นไป ร่างกายของเขาล่องลอยไปตามสายลมราวกับวิหคตัวใหญ่ พุ่งทะยานขึ้นไปเหยียบอยู่บนหลังคา
เมื่อมองลงมาจากบนหลังคาไปยังริมหน้าผาของูเา เขาก็รู้สึกเบิกบานใจเป็อย่างยิ่ง หลังจากยืนรับลมอยู่บนนั้นได้เพียงชั่วครู่ เขาก็ะโกลับลงมาทันที
เช่นเดียวกัน ตอนที่เขาะโทิ้งตัวลงมาจาก้าและเท้าแตะลงพื้นนั้น มันเงียบเชียบไร้สุ้มเสียงเสียจนไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดผ่าน
"ยอดเยี่ยมไปเลย!"
แม้ว่าระดับของวิชาตัวเบานี้จะอยู่ในขั้นธรรมดาทั่วไป ทว่าสำหรับตอนนี้มันก็เพียงพอให้เขาใช้งานแล้ว ขอเพียงแค่ในภายภาคหน้าเขาค่อย ๆ ฝึกฝนและยกระดับมันขึ้นไป อย่างไรเสียมันก็ต้องพัฒนาขึ้นได้อย่างแน่นอน
สวี่หยางลองะโไปมาอีกสองสามครั้ง ก่อนจะสะบัดแขนไปมาด้วยความพึงพอใจ เขาไม่รู้สึกเสียดายการจากไปของไป๋อี้เลยแม้แต่น้อย
ในเวลานี้ ภายในใจของเขากลับคิดว่า 'มันตายได้ดี ตายได้สวย สมควรตายตั้งนานแล้ว'
"นี่น้องชายผู้คุม เ้าคิดว่าข้าจะถูกปล่อยตัวออกไปเมื่อไหร่หรือ?"
ในวันนี้ ที่ด้านล่างได้มีการคุมตัวมหาปีศาจตนใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมหาปีศาจตนนี้ถูกคุมตัวมาโดยนักล่าปีศาจสามคน
ตอนที่มหาปีศาจถูกส่งมอบมาอยู่ในความดูแลของสวี่หยาง มันก็เอาแต่หัวเราะร่าและเอ่ยถามสวี่หยางอย่างอารมณ์ดี โดยไม่มีท่าทีเสียใจหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังจะถูกจับขังในเรือนจำอยู่รอมร่อ
สวี่หยางเองก็คิดไม่ตกเช่นกัน ว่าเหตุใดมหาปีศาจพวกนี้ถึงได้มีอารมณ์สุนทรีย์ราวกับกำลังมาพักร้อน ตอนที่ถูกจับเข้าเรือนจำ
"มหาปีศาจที่ถูกคุมขังอยู่ที่นี่ มีเพียง่เวลาเดียวเท่านั้นที่จะได้รับการปล่อยตัวออกไป ข้าว่าเ้าอย่าคาดหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่เลยดีกว่า
จางซง นี่คือกรงขังของเ้า มันเพิ่งจะว่างลงหมาด ๆ เลยล่ะ
เ้าลองทายดูสิ ว่าทำไมมันถึงว่างลงได้?"
จางซงหัวเราะหึ ๆ ออกมา ก่อนจะล้มตัวลงนอนกลิ้งไปบนพื้นพลางตอบ "คงไม่ใช่ว่าตายไปแล้วถึงได้ถูกปล่อยออกไปหรอกนะ?"
ในตอนนั้นเอง สวี่หยางก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งคว้าจับลูกกรงเหล็กเอาไว้แน่นพลางเอ่ย "เ้าพูดถูกแล้ว เพราะฉะนั้นเ้ายังอยากจะถูกปล่อยตัวออกไปอีกหรือไม่?"
"ไม่ล่ะ ๆ ข้าไม่ออกไปแล้ว"
ท่าทางหัวเราะร่วนของจางซงทำให้สวี่หยางรู้สึกจนใจ เขาทำได้เพียงรู้สึกว่ามีพวกหน้าหนานิสัยดีเพิ่มเข้ามาอีกตัวแล้ว เขาไม่อยากพบเจอมหาปีศาจประเภทนี้เลย
สิ่งที่เขาปรารถนาคือมหาปีศาจประเภทที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาก็ะโโหวกเหวกโวยวายขู่ฆ่าฟัน และพร้อมจะสังหารผู้คุมอย่างพวกเขาทุกครั้งที่มีโอกาสต่างหากล่ะ เพราะการทำเช่นนั้น ถึงจะช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ให้กับเขาได้
น่าเสียดายที่มหาปีศาจเหล่านี้ล้วนแต่ปลงตกและรักสงบกันเสียเหลือเกิน ความรักสงบเช่นนี้ทำให้สวี่หยางถึงกับเคยนึกสงสัยอยู่ชั่วขณะ ว่ามนุษย์ต่างหากที่เป็ปีศาจ ส่วนมหาปีศาจพวกนี้คืุ์กันแน่
...
นับั้แ่จางซงถูกคุมตัวเข้ามาจนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไปได้ราว ๆ ครึ่งเดือนแล้ว
ใน่เวลานี้ ค่าประสบการณ์ของสวี่หยางยังคงเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องมั่นคง แม้ว่าจะไม่ได้มีผลตอบแทนอื่นใดเพิ่มเข้ามาเป็พิเศษ ทว่าในเวลานี้ สภาพร่างกายของเขาก็ได้แปรเปลี่ยนจากร่างที่ดูอมโรคในตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา กลายเป็ชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำล่ำสันขึ้นกว่าเดิมมาก
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในเวลานี้สวี่หยางได้กลายเป็ยอดฝีมือทางสายยุทธ์ในขอบเขตขัดเกลากายาขั้นที่เก้าไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าเื่ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้คุมคนอื่น ๆ ที่วัน ๆ เอาแต่ดื่มสุราและหาเื่เกเร พวกเขาไม่มีแก่ใจหรือแม้แต่จะปรายตามองมาที่เขาเลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ของเขาก็คงจะปิดบังเอาไว้ไม่มิดอย่างแน่นอน
ซึ่งสวี่หยางเองก็ทำตัวสงบเสงี่ยมและเก็บตัวมากพอสมควร นอกจากการเข้าไปพูดคุยกับผู้เฒ่าหวงเป็ครั้งคราวแล้ว สำหรับผู้คุมอีกสามคนที่เหลือ หากหลีกเลี่ยงได้ เขาก็พยายามที่จะไม่เข้าไปข้องแวะด้วยเลย
การที่สวี่หยางทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายที่ไม่จำเป็ เพียงแต่ในสายตาของผู้คุมอีกสามคน เขากลายเป็เพียงแค่ไอ้หนุ่มสันโดษจองหองที่ทำตัวอวดดี และชอบมองผู้คนด้วยหางตาเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาทั้งสามคนจึงยิ่งรู้สึกรังเกียจและหมั่นไส้เขามากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นี้เีจะมองหน้าเขาตรง ๆ เลยด้วยซ้ำ
ใน่เวลาครึ่งค่อนเดือนมานี้ ร่างกายของสวี่หยางได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้กลับเปล่งปลั่งและมีเืฝาด ร่างกายก็กำยำล่ำสันมากยิ่งขึ้น โชคดีที่ชุดเครื่องแบบนั้นกว้างขวางและหลวมโครกมากพอ จึงช่วยปกปิดมัดกล้ามเนื้ออันงดงามสมบูรณ์แบบของเขาเอาไว้ได้
แต่ถึงกระนั้น สวี่หยางก็เตรียมข้ออ้างต่าง ๆ นานาเอาไว้พร้อมแล้ว หากมีใครมาซักไซ้ไล่เลียง เขาตั้งใจจะตอบกลับไปว่าอาหารการกินของเรือนจำแห่งนี้มันดีเยี่ยม ประกอบกับเขาเป็คนกินจุ ร่างกายจึงได้ดูแข็งแรงและบึกบึนขึ้นมาก
ใน่ที่ผ่านมา สวี่หยางมีความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัดจริง ๆ ดังนั้นหากเขาอ้างเหตุผลนี้ออกไป ก็คงไม่มีใครนึกสงสัยอะไรอย่างแน่นอน
'อีกเพียงไม่กี่ชั่วยามข้าก็จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณแล้ว ถึงตอนนั้นจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างก็ยากที่จะบอกได้ หวังว่ามันคงจะไม่เอิกเกริกจนสะดุดตาเกินไปหรอกนะ'
สวี่หยางเพิ่งจะเตรียมตัวหิ้วถังข้าวต้มไปแจกจ่ายให้กับมหาปีศาจ ในใจก็ลอบครุ่นคิดว่าวันนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องจัดการปราบหูเลี่ยให้อยู่หมัดให้จงได้
เ้าหูเลี่ยเสพติดอาหารเข้าให้แล้ว เพียงแต่ในการแจกจ่ายอาหารสองสามครั้งที่ผ่านมา เขาไม่ได้ตักอาหารเพิ่มให้มันตามที่ได้ตกลงกันไว้ ทำให้มันรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ถึงแม้มันจะไม่พอใจมากเพียงใด ชื่อของมันก็ยังไม่ปรากฏขึ้นบนบันทึกเื่ราวปีศาจเสียที
นอกจากนี้ เื่เบาะแสข้อมูลที่หูเลี่ยมอบให้ ใน่ที่ผ่านมา สวี่หยางได้ยอมควักเงินว่าจ้างให้คนไปสืบข่าวดูบ้างแล้ว และมันก็เป็เครื่องพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่หูเลี่ยพูดมานั้นเป็ความจริง ซึ่งสวี่หยางก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเก็บงำข้อมูลข่าวสารนี้เอาไว้กับตัวแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน เขาเตรียมการที่จะนำเื่นี้ไปบอกกล่าวแก่ผู้เฒ่าหวง อย่างไรเสียผู้เฒ่าหวงก็ใกล้จะเกษียณอายุแล้ว การบอกเื่นี้แก่อีกฝ่าย ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เฒ่าหวงได้กอบโกยผลประโยชน์ก้อนโตก่อนจะวางมือ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้คุมชั้นผู้น้อยอย่างเขาจะนำเื่นี้ไปรายงานข้ามหน้าข้ามตาผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ไม่ใช่เื่ที่สมควรทำสักเท่าไหร่นัก
สิ่งที่สวี่หยางต้องทำในตอนนี้คือการเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บ ทำตัวให้กลมกลืน และวางตัวให้ต่ำต้อยที่สุด เขาจะปล่อยให้ใครมาจับผิดหรือหาข้อบกพร่องของเขาไม่ได้เป็อันขาด
"สวี่หยาง สวี่หยาง ไม่ต้องแจกข้าวแล้ว รีบตามมาเร็วเข้า!"
ผู้คุมคนหนึ่งรีบวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาสวี่หยาง สวี่หยางปรายตามองอีกฝ่ายพลางเอ่ยถาม "มีเื่อะไรสำคัญไปกว่าการแจกจ่ายอาหารให้นักโทษอีกงั้นหรือ? หวังอวี่ นี่เ้ากำลังทำให้ข้าละทิ้งหน้าที่นะ"
หวังอวี่เป็ผู้คุมที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทำงานเหมือนกับสวี่หยาง แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสวี่หยางสักเท่าไหร่ แต่ก็นับว่ายังดีกว่าผู้คุมอีกสองคนที่สืบทอดตำแหน่งมาจากตระกูลมากนัก
"เ้าตามข้ามาก็พอแล้ว ข้าไม่หลอกเ้าไปต้มยำทำแกงหรอก!"
สวี่หยางหิ้วถังข้าวต้มเอาไว้ในมือ ในขณะเดียวกัน ผู้คุมที่สืบทอดตำแหน่งตระกูลทั้งสองคนก็เดินออกมาจากห้องพักของตนเอง พวกเขาไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองมาที่สวี่หยางเลยด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คิดจะมาบอกกล่าวสวี่หยางเลยสักนิด
ทว่า จากท่าทีที่ดูเร่งรีบและกระตือรือร้นผิดปกติ ผิดวิสัยจากความเกียจคร้านในยามปกติของพวกเขานั้น สวี่หยางก็คาดเดาได้ในทันทีว่า คงจะมีบุคคลสำคัญระดับสูงเดินทางมาเยือนเป็แน่
'ครั้งก่อนตอนที่ท่านพัศดีมาเยือน ก็ยังไม่ได้มีท่าทีใหญ่โตถึงเพียงนี้นี่นา'
สวี่หยางยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ เขาวางถังข้าวต้มลงกับพื้นแล้วเดินตามหวังอวี่ไป ภายในใจก็พากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าผู้ที่มาเยือนนั้นเป็ใครกันแน่
'แต่ต่อให้เป็ท่านพัศดีเดินทางมาด้วยตนเอง เ้าพวกนี้ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีกระตือรือร้นได้ถึงเพียงนี้ อย่างน้อยที่สุด ครั้งก่อนที่ท่านพัศดีมาเยือน ข้าก็เห็นกับตามาแล้ว'
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง เงาร่างทั้งห้าสายก็ปรากฏพรวดพราดขึ้นที่เบื้องหน้าของทุกคนอย่างรวดเร็ว
พวกเขาทั้งห้าแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องแสดงความโกรธเกรี้ยว ที่เอวของพวกเขาเหน็บอาวุธอย่างกระบี่หรือดาบเอาไว้ พลังปราณอันแข็งแกร่งและดุดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนทั้งห้า สำหรับคนอื่น ๆ อาจจะรู้สึกเพียงแค่อึดอัดและกดดัน ทว่าสำหรับสวี่หยางแล้ว เขากลับััได้ถึงความสั่นสะท้านที่รุนแรงอย่างไม่อาจต้านทานได้
เปรียบเสมือนมดตัวจ้อยที่มองดูช้างสาร ย่อมไม่รู้สึกถึงความน่าเกรงขามใด ๆ แต่หากเป็มนุษย์ที่ได้แหงนหน้ามองดูช้างสารตัวมหึมา ก็ย่อมต้องบังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอน
สวี่หยางผู้ซึ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์แล้ว อย่างน้อยที่สุดเขาก็สามารถััได้ว่า พละกำลังของคนทั้งห้านี้ช่างกล้าแข็งและน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก ราวกับเพียงแค่ออกแรงบีบมือเบา ๆ ก็สามารถบดขยี้เขาให้แหลกละเอียดเป็ผุยผงได้ แรงกดดันระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้เลย
เมื่อทั้งห้าคนยืนประจำที่อย่างมั่นคงแล้ว เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ทว่ากลับมีสีหน้าเ็าไร้ความรู้สึก ก็กำลังเดินทอดน่องขึ้นมาจากตีนเขาอย่างเชื่องช้า
สวี่หยางเงยหน้าขึ้นมอง เด็กหนุ่มผู้นั้นสวมใส่เสื้อผ้าชุดสีดำสนิทั้แ่หัวจรดเท้า ที่เอวของเขาเหน็บกระบี่เล่มเรียวบางเอาไว้ ชุดที่สวมใส่นั้นหลวมโครกจนบดบังแขนขาของเขาเอาไว้จนมิดชิด ทว่าหากประเมินจากส่วนสูงแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้คงจะมีความสูงเพียงแค่ราว ๆ ห้าฉื่อเศษ ๆ เท่านั้น
เขากวาดสายตาอันเฉยเมยเ็ามองผ่านผู้คุมทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น และที่เื้ัของเขา ก็ปรากฏร่างของท่านพัศดีที่กำลังเดินค้อมหลังประจบประแจงตามติดมาติด ๆ ท่าทีอันนอบน้อมนี้ช่างแตกต่างจากตอนที่เดินทางมาเยือนเพียงลำพังและวางอำนาจบาตรใหญ่ราวฟ้ากับเหว
แม้ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะมีสีหน้าที่เรียบเฉย ทว่ารอบกายของเขากลับแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารและรังสีอำมหิตที่เข้มข้นจนน่าขนลุก สวี่หยางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เด็กหนุ่มยืนตระหง่านอยู่ตรงกลางราวกับเป็ศูนย์กลางของทุกสิ่ง แววตาของเขาคมกริบดุจใบมีด ประหนึ่งตัวเอกของเื่ที่ไม่อาจมีผู้ใดมาทัดเทียมได้!