กลุ่มของศิษย์สำนักจันทรากระจ่าง (明月宗 - ิเยว่จง) ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตก ไอเย็นะเืและกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงกว่าในป่าหมอกโลหิต (血雾森林 - เซวี่ยอู้เซินหลิน) แผ่ออกมาจากความมืดมิดเบื้องใน ชวนให้ขนลุกซู่ รอยเท้าของอสูร (妖兽 - เยาโซ่ว) ขนาดมหึมาที่พวกเขาติดตามมา หายลับเข้าไปในโพรงถ้ำนั้น
"ข้างใน...ดูมืดสนิทเลยนะขอรับศิษย์พี่เจิ้งอี้" เิเหยียนเอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาเล็กๆ ของเขามองเข้าไปในความมืดนั้นอย่างพิจารณา แม้ภายนอกจะดูเหมือนเด็กชายที่หวาดหวั่นเล็กน้อย แต่ภายในใจของยอดนักดาบเฒ่ากลับกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น: 'กลิ่นอายพลังงานที่แผ่ออกมาจากข้างในนี้...มีทั้งความเย็นชื้นของธาตุน้ำ และไอความร้อนจางๆ ของธาตุไฟผสมปนเปกันอยู่ หรือว่าจะเป็อสูรที่มีความสามารถหลากหลายธาตุ? น่าสนใจ...แต่ก็น่าจะรับมือได้ไม่ง่ายนักสำหรับเ้าพวกนี้ การประเมินศัตรูต่ำเกินไป คือหนทางสู่ความพ่ายแพ้เสมอ'
เจิ้งอี้พยักหน้ารับ เขารู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเช่นกัน "พลังฟ้าดิน (天地之力 - เทียนตี้จือลี่) บริเวณนี้หนาแน่นและปั่นป่วนผิดปกติ อาจจะมีสมบัติล้ำค่า หรือไม่ก็...อสูรร้ายระดับสูงอาศัยอยู่" เขาหยิบ "ศิลาสุริยา" (一种能发光的奇石 - อี้จ่งเหนิงฟากวงเตอฉีสือ) ขนาดเท่ากำปั้นออกมา แสงสีส้มนวลจากศิลาก้อนนั้นส่องสว่างขึ้น ไล่ความมืดบริเวณปากถ้ำไปได้บ้าง เิเหยียน (เร็นไซ) มองศิลานั้น: 'ศิลาให้แสงรึ? สะดวกดี แต่แสงสว่างเช่นนี้ก็เป็การเปิดเผยตำแหน่งของตนเองให้ศัตรูรับรู้ได้ง่ายเช่นกัน หากเป็ข้า คงเลือกที่จะปรับสายตาให้ชินกับความมืด และใช้ประสาทััอื่นในการรับรู้เสียมากกว่า การพึ่งพาสิ่งของภายนอกมากเกินไป ย่อมทำให้สัญชาตญาณของตนเองทื่อลง'
"แล้ว...แล้วเราจะเข้าไปกันจริงๆ หรือขอรับ?" ซูเม่ยถามเสียงสั่นเล็กน้อย นางกระชับกระบี่ในมือแน่น พยายามทำใจให้กล้าหาญ
ศิษย์พี่หลิวปั้นหน้าเข้ม "แน่นอนสิ! ภารกิจตามหา 'แก่นอสูรดารา' สำคัญยิ่ง พวกเราเป็ถึงศิษย์สายตรงของสำนักจันทรากระจ่าง จะมาหวาดกลัวกับแค่ถ้ำมืดๆ ได้อย่างไร!" แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนหน้าผากของเขาก็บ่งบอกถึงความประหม่าที่ซ่อนไว้ เิเหยียน (เร็นไซ) แอบยิ้มเยาะในใจ: 'ศิษย์สายตรงรึ? หากความกล้าเกิดจากความไม่ประเมินตนเองและความโอหังเช่นนี้ ข้าเกรงว่าสำนักคงจะอยู่รอดได้ไม่นานกระมัง แต่เอาเถอะ...อย่างน้อยก็ยังมีความมุทะลุอยู่บ้างล่ะนะ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะนำไปสู่โชคดีอย่างไม่คาดฝัน...หรือหายนะครั้งใหญ่ก็ได้'
"ข้าจะนำหน้าเอง" เจิ้งอี้กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว "ศิษย์พี่หลิวคอยระวังด้านซ้าย ซูเม่ยระวังด้านขวา ส่วนเิเหยียน...เ้าตามหลังข้ามา อย่าออกห่าง และหากมีอะไรผิดปกติ ให้ส่งสัญญาณทันที"
เิเหยียนพยักหน้ารับคำ เขากระชับกระบี่เหล็กในมือ แม้จะไม่ใช่ดาบคู่ใจ แต่มันก็ยังดีกว่ามือเปล่า "เข้าใจแล้วขอรับ"
เจิ้งอี้สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณ (灵气 - หลิงชี่) จนเกิดประกายแสงสีเหลืองนวลเรืองรองขึ้นรอบตัว ก่อนจะก้าวเท้าแรกเข้าไปในความมืดมิดของถ้ำ ศิษย์พี่หลิวและซูเม่ยเดินตามเข้าไป แสงพลังปราณสีฟ้าอ่อนและสีเขียวจางจากตัวพวกเขาส่องสว่างขึ้นเป็ระยะ สร้างความอบอุ่นใจขึ้นมาบ้างท่ามกลางความเย็นเยียบ
เิเหยียนก้าวตามเข้าไปเป็คนสุดท้าย ทันทีที่พ้นจากม่านน้ำตก บรรยากาศภายในถ้ำก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อากาศเย็นชื้นและหนักอึ้งกว่าภายนอกมากนัก ผนังถ้ำขรุขระและมีหยดน้ำเกาะพราว เสียงน้ำหยดดังก้องเป็จังหวะ สร้างความรู้สึกวังเวงอย่างประหลาด แสงจากศิลาสุริยาของเจิ้งอี้ส่องทางได้เพียงระยะสั้นๆ เงาของพวกเขาทอดทาบยาวไปตามผนังถ้ำ ดูบิดเบี้ยวและน่ากลัว
พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ทางเดินในถ้ำคับแคบบ้างกว้างขวางบ้าง บาง่ต้องเดินเรียงเดี่ยว บาง่ก็สามารถเดินขนานกันได้สองสามคน เิเหยียนสังเกตเห็นว่าตามผนังถ้ำมีร่องรอยของกรงเล็บขนาดใหญ่ขูดขีดเป็ทางยาวหลายแห่ง 'รอยกรงเล็บนี้...ดูจากความลึกและลักษณะแล้ว น่าจะเป็ของอสูรตระกูลสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ และคงจะดุร้ายหวงถิ่นน่าดูชมทีเดียว การเคลื่อนไหวของมันน่าจะรวดเร็วและทรงพลังในพื้นที่จำกัดเช่นนี้' ยิ่งตอกย้ำว่าอสูรที่อาศัยอยู่ในนี้ต้องมีขนาดไม่ธรรมดา
"กลิ่นนี้มัน..." ศิษย์พี่หลิวขมวดคิ้ว "กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ หรือว่า...ใกล้จะมีอสูรธาตุไฟ?" เิเหยียน (เร็นไซ) ขยับจมูกเล็กน้อย: 'กลิ่นกำมะถันผสมกับกลิ่นสาบของสัตว์เลื้อยคลาน และไอดินชื้น...ชัดเจนแล้ว อสูรธาตุไฟที่มีลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน และอาจมีความสามารถในการขุดหรือซ่อนตัวในดินได้ด้วย น่าจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วในที่แคบเช่นนี้ ต้องระวังการโจมตีจากมุมอับและจากพื้นดิน การรับรู้รอบทิศทางคือสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้'
ทันใดนั้น! เสียงขู่คำรามต่ำๆ ก็ดังมาจากทางโค้งข้างหน้า! พร้อมกับไอความร้อนที่ปะทะใบหน้ามาวูบหนึ่ง!
"มีบางอย่างอยู่ข้างหน้า!" เจิ้งอี้ร้องเตือน ทุกคนหยุดชะงัก กระบี่ในมือถูกยกขึ้นเตรียมพร้อม!
เงาร่างทะมึนขนาดใหญ่ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืด มันคืออสรพิษั์! เกล็ดของมันเป็สีแดงเพลิงคล้ายถ่านที่กำลังลุกไหม้ ดวงตาสีทองของมันลุกวาวจ้องมองมายังผู้บุกรุกอย่างดุร้าย ที่ปลายจมูกของมันมีควันสีเทาอ่อนๆ พวยพุ่งออกมาเป็ระยะ!
"อสูร...อสูรงูเพลิงเกล็ดอัคคี (火鳞炎蛇 - ฮั่วหลินเหยียนเสอ)!" ซูเม่ยอุทานเสียงสั่นเครือ "จากลักษณะพลังงานของมัน...น่าจะอยู่ในระดับ 'หลอมรวมปราณขั้นกลาง' (凝气境中期 - หนิงชี่จิ้งจงชี) เป็อย่างน้อย!"
ระดับ "หลอมรวมปราณ" คือระดับขั้นที่สองของการบ่มเพาะพลังในโลกนี้ ต่อจากระดับ "รวบรวมปราณ" (聚气境 - จวี้ชี่จิ้ง) ที่ผู้ฝึกตนเพิ่งจะเริ่มััและดูดซับพลังฟ้าดินได้ การที่อสูรตัวนี้มีพลังถึงขั้นกลางของระดับหลอมรวมปราณ หมายความว่ามันแข็งแกร่งกว่าอสูรปักษาเพลิงหรือฝูงอสูรหมาป่าที่พวกเขาเจอมาก่อนหน้านี้หลายเท่านัก!
ศิษย์พี่หลิวกลืนน้ำลายอีกครั้ง "ระดับหลอมรวมปราณขั้นกลางเชียวรึ... พวกเราเพิ่งจะอยู่แค่ระดับรวบรวมปราณขั้นปลายกันเองนะ!" แม้แต่เจิ้งอี้ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มก็ยังอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับรวบรวมปราณเท่านั้น ยังไม่ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมรวมปราณ เิเหยียน (เร็นไซ) คิดอย่างเยือกเย็น: 'สถานการณ์เริ่มจะ 'ท้าทาย' ความสามารถของเ้าเด็กพวกนี้อย่างแท้จริงแล้วสินะ หากเป็ข้าในร่างเดิม อสูรระดับนี้คงเป็ได้แค่อาหารเรียกน้ำย่อย แต่ในสภาพปัจจุบัน...คงต้องหาทาง 'ใช้ประโยชน์' จากการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจพลังของโลกนี้ให้มากขึ้น และบางที อาจจะมีโอกาสให้ข้าได้ทดสอบ 'บางสิ่ง' ที่เพิ่งค้นพบเกี่ยวกับพลังฟ้าดินก็ได้ การเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า คือบททดสอบที่ดีที่สุดในการพัฒนาตนเอง'
อสูรงูเพลิงเกล็ดอัคคีไม่รอช้า มันอ้าปากกว้างแล้วพ่นลูกไฟขนาดมหึมาเข้าใส่กลุ่มของเจิ้งอี้ทันที! ลูกไฟนั้นส่องสว่างวาบจนเห็นรายละเอียดภายในถ้ำได้ชั่วขณะ!
"ตั้งค่ายกล 'สี่มงคล' (四象阵 - ซื่อเซี่ยงเจิ้น)!" เจิ้งอี้ะโสุดเสียง พลางตวัดกระบี่ในมือสร้างเป็ม่านพลังสีเหลืองหนาทึบขึ้นป้องกันด้านหน้า เิเหยียน (เร็นไซ) สังเกต: 'ค่ายกลรึ? เป็การรวมพลังของกลุ่มเพื่อต้านทานศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าสินะ ดูเหมือนจะเป็ภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของโลกนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความสามัคคีของผู้ใช้ด้วย ดูจากท่าทางลนลานของเ้าเด็กหลิวนั่นแล้ว...ข้าไม่ค่อยจะมั่นใจในประสิทธิภาพของค่ายกลนี้เท่าใดนัก ยิ่งในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ การรักษาสมาธิและความเยือกเย็นคือสิ่งสำคัญที่สุด'
ศิษย์พี่หลิวและซูเม่ยรีบขยับตำแหน่ง ประกายแสงสีฟ้าและเขียวสว่างวาบจากกระบี่ของพวกเขาทันที แต่ก่อนที่ค่ายกลจะสมบูรณ์ ลูกไฟนั้นก็ปะทะเข้ากับม่านพลังของเจิ้งอี้อย่างจัง!
ตูมมม!
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว! แรงอัดมหาศาลซัดจนทุกคนเซถอยหลัง เจิ้งอี้กระอักเืออกมาคำหนึ่ง ม่านพลังของเขาแตกสลายทันที!
"ศิษย์พี่เจิ้งอี้!" ซูเม่ยร้องอย่างตื่นตระหนก
"บัดซบ! มันแข็งแกร่งเกินไป!" ศิษย์พี่หลิวสบถ พลังปราณของเขาปั่นป่วนจากการพยายามจะตั้งค่ายกลแต่ไม่สำเร็จ เิเหยียน (เร็นไซ) ถอนหายใจในใจ: 'เป็ไปตามคาด...ค่ายกลที่รีบร้อนและขาดความพร้อมเพรียงก็เป็เช่นนี้เอง สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และยังเปิดช่องว่างให้ศัตรูโจมตีซ้ำได้อีก การพึ่งพิงผู้อื่นโดยไม่เตรียมพร้อมสำหรับความล้มเหลว คือความประมาทอย่างแท้จริง'
อสูรงูเพลิงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย มันสะบัดหางอันทรงพลังฟาดเข้าใส่กลุ่มศิษย์ที่กำลังเสียหลัก!
"หลบเร็ว!" เจิ้งอี้ะโ พลางผลักซูเม่ยและเิเหยียนให้พ้นจากรัศมี
แต่ศิษย์พี่หลิวซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดกลับหลบไม่ทัน! เขายกกระบี่ขึ้นป้องกันอย่างสุดกำลัง แต่ด้วยพลังที่แตกต่างกันเกินไป กระบี่ในมือของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง! พลันมีแสงสีเงินเจิดจ้าสว่างวาบออกมาจากร่างของศิษย์พี่หลิว! กระบี่เหล็กธรรมดาในมือของเขาถูกแทนที่ด้วย "พัดเหล็ก" สีเงินอร่ามอันงดงาม! ลวดลายเมฆาและสายลมสลักเสลาอยู่บนตัวพัดอย่างวิจิตร ปลายพัดแต่ละซี่คมกริบราวกับใบมีด! พัดนั้นปรากฏขึ้นพร้อมกับแรงกดดันทางพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน!
"นั่นมัน...อาวุธจิติญญา 'พัดวายุท่องเมฆา' (云游风扇 - หยุนโหยวเฟิงซ่าน) ของศิษย์พี่หลิว!" ซูเม่ยอุทานด้วยความใระคนยินดี
เิเหยียนที่เพิ่งตั้งหลักได้ มองภาพนั้นด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวด 'อาวุธที่ก่อรูปจากจิติญญา...หรือจิติญญาที่สำแดงตนผ่านอาวุธ? ช่างเป็การหลอมรวมที่น่าพิศวง แตกต่างจากวิถีที่ข้าเคยรู้จัก ซึ่งดาบเป็เพียงเครื่องมือขัดเกลาจิตใจและสังหารศัตรู แต่สิ่งนี้...มันคือการขยายขอบเขตของตัวตนออกไป หาก "วิถีห้าจักรวาล" ของข้าคือการทำความเข้าใจในแก่นแท้ของพลังฟ้าดิน การสำแดงพลังออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้เช่นนี้ ก็นับเป็ความเป็ไปได้หนึ่งที่น่าศึกษา'
ศิษย์พี่หลิวคำรามลั่น เขาโบก "พัดวายุท่องเมฆา" ในมืออย่างรวดเร็ว! พลันเกิดเป็พายุหมุนขนาดเล็กขึ้นรอบตัวเขา!
เคร้งงงง!
หางอสรพิษฟาดเข้าใส่พายุหมุนนั้นอย่างจัง! เกิดเสียงปะทะดังสนั่น! ศิษย์พี่หลิวถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นไปชนกับผนังถ้ำ แต่เขาก็สามารถต้านทานการโจมตีนั้นไว้ได้ด้วยพลังของอาวุธจิติญญา! แม้จะาเ็แต่ก็ไม่ถึงชีวิต
"เ้าอสรพิษชั้นต่ำ! กล้าดียังไงมาทำร้ายข้า!" ศิษย์พี่หลิวะโอย่างเดือดดาล แสงสีเงินจากพัดในมือยิ่งสว่างจ้าขึ้น "วันนี้ข้าจะให้เ้ารู้สำนึก!" เิเหยียน (เร็นไซ) มองอย่างพิจารณา: 'อาวุธนั่นช่วยเพิ่มพลังได้อย่างฉับพลันจริง แต่ดูเหมือนเ้าของจะยังควบคุมมันได้ไม่เต็มที่นัก การเคลื่อนไหวยังมีช่องโหว่ และดูจะพึ่งพาพลังของอาวุธมากเกินไปจนละเลยพื้นฐาน หากเป็เช่นนี้ต่อไป พลังจากอาวุธนั่นคงจะหมดลงในไม่ช้า และเมื่อถึงตอนนั้น...ก็คงไม่พ้นชะตากรรมเดิม การมีอาวุธที่ดี แต่ขาดความเข้าใจในการใช้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีดาบชั้นเลิศอยู่ในมือของเด็กสามขวบ'
อสูรงูเพลิงเกล็ดอัคคีเองก็ดูจะใเล็กน้อยที่เหยื่ออันโอชะของมันสามารถต้านทานการโจมตีได้ มันขู่คำรามอีกครั้ง เตรียมจะเข้าโจมตีซ้ำ!
เิเหยียนมองพัดสีเงินในมือของศิษย์พี่หลิวไม่วางตา 'อาวุธจิติญญา... สิ่งที่ผสานกับตัวตนและสำแดงพลังออกมาได้เช่นนี้ คือหนทางสู่ความแข็งแกร่งในโลกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย และดูเหมือนจะเป็สิ่งที่ทุกคนที่นี่ต่างแสวงหา ข้าเองก็เช่นกัน หาก้าจะยืนหยัดและบรรลุเป้าหมายในโลกใบนี้ การมี 'บางสิ่ง' ที่เป็แก่นแท้ของตนเองเช่นนี้ย่อมเป็สิ่งสำคัญ แล้ววิถีแห่ง 'โกะริน โนะ โช' (五輪書) ของข้าเล่า... ซึ่งเน้นความเข้าใจในแก่นแท้ของธาตุทั้งห้าและจิติญญา จะสามารถนำไปสู่การสำแดงพลังในรูปแบบใดได้บ้าง? หรือว่ามันจะเป็หนทางที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง...เป็การเข้าถึงพลังโดยตรงผ่านความเข้าใจใน 'ความว่างเปล่า' (空 - คู)...โดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพารูปลักษณ์ภายนอก? ช่างเป็คำถามที่น่าขบคิดยิ่งนัก'
คำถามใหม่ได้ก่อตัวขึ้นในใจของยอดนักดาบเฒ่า พร้อมๆ กับการต่อสู้ที่ดุเดือดและอันตรายยิ่งกว่าเดิมภายในถ้ำมรณะแห่งนี้
(จบตอนที่ 8)