ตอนที่ 18 : ความลับของซาลาเปาไส้ทะลัก
“ทำอย่างไรที่จะให้คนกินรู้สึกว่าไส้มันเยอะขึ้น ทั้งๆที่ใส่ไส้เท่าเดิม” ประโยคนี้พวกเด็กๆครุ่นคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ
“หาก้าใช้จิตวิทยา...ทำให้รู้สึกว่าไส้เยอะขึ้น แสดงว่าไม่ได้ทำอะไรกับเนื้อ” หลิวหย่งเฉินเริ่มครุ่นคิด
“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่แป้ง” หลิวเหมยลี่เองก็ระดมกำลังร่วมมือกับพี่ชาย ช่วยกันคิดหาคำตอบ
“ต้องทำแป้งอย่างไร ถึงจะทำให้คนรู้สึกว่าไส้มันเยอะขึ้น”
“เวลาที่ข้ากินซาลาเปา บางครั้งก็จะรู้สึกว่า ทำไมซาลาเปาลูกนี้มีเนื้อน้อยจัง” เมื่อหลิวหย่งเฉินพูดมาประโยคนึง หลิวเหมยลี่ก็ตอบกลับไปอีกประโยคนึง
“แล้วทำไมเ้าถึงรู้สึกว่าซาลาเปาลูกนี้มีไส้น้อยละ” หลิวหย่งเฉินเริ่มรู้สึกราวกับกำลังคว้าจับเงื่อนงำบางอย่างได้
“ก็เวลาที่ข้าเคี้ยวไป ในปากมันมีแต่แป้งอย่างไรเล่า” หลิวเหมยลี่ตอบออกมา
“นั่นไง!” หลิวหย่งเฉินะโเสียงดัง
“เพราะเวลาที่เคี้ยวแล้วมีแต่แป้ง เลยรู้สึกว่าเนื้อมันน้อยไปหน่อย”
“อ๊ะ ข้าก็เข้าใจแล้ว! ถ้าเราเคี้ยวแป้งน้อยลง ความรู้สึกของการเคี้ยวเนื้อก็จะมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่ามีไส้เยอะขึ้น” คราวนี้เป็หลิวเหมยลี่ที่ะโขึ้นมาบ้าง
“ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่แป้ง” หลิวหย่งเฉินพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
คราวนี้เด็กทั้งสองต่างตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังค้นพบสิ่งลี้ลับของโลกใบนี้ก็มิปาน ก่อนที่เด็กทั้งสองจะหันมาสบตากันและะโออกมาพร้อมกันในประโยคสุดท้าย
“และวิธีที่จะทำให้เวลาที่เคี้ยวแล้วรู้สึกว่ามีแป้งน้อย โดยไม่ทำให้ซาลาเปามีขนาดเล็กลงก็คือ...”
“แป้งบาง!”
ทันทีที่เด็กทั้งสองคนกล่าวจบ ต่างก็หันมาทาง ‘จอมยุทธ์หยางซวน’ เพื่อรอคำยืนยันในคำตอบของพวกตน
หยางซวนในเวลานี้แม้นยังมิได้หันหน้ากลับมา ทว่ามองเห็นได้ว่ามุมปากของเขายกแย้มขึ้นเล็กน้อย แววตาส่อประกายความพึงพอใจ ทันใดนั้นเขาก็หันกลับมา
“พวกเ้าเก่งมาก”
หยางซวนภาคภูมิใจจริงๆ เขาปลื้มปิติอย่างมากที่เด็กทั้งสองคนสามารถคิดหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง
“นี่ก็คือคำตอบที่ถูกต้อง”
หลังจากได้ยินประโยคนี้จากปากหยางซวน เด็กทั้งสองก็ดีใจจนะโโลดเต้นกันเลยทีเดียว มิเพียงเท่านั้น ราวกับว่าไฟแห่งความเร่าร้อนในการค้นพบสิ่งใหม่ได้จุดประกายให้พวกเขากลายเป็นักคิดไปเสียแล้ว พวกเขายังคงพูดวิเคราะห์กันอย่างต่อเนื่อง
“หากเราทำให้ซาลาเปามีแป้งบางกว่าปกติ เวลาที่เคี้ยวก็จะทำให้รับััของเนื้อได้มากกว่าเดิม”
“ด้วยวิธีนี้ เวลาที่เรากินซาลาเปาเข้าไปแล้วรู้สึกว่าเคี้ยวโดนเนื้อมากกว่า เราก็จะรู้สึกว่าซาลาเปาลูกนี้มีไส้เยอะ ไม่ใช่มีแต่แป้ง”
“ถ้าอย่างนั้น ทำอย่างไรถึงจะรู้สึกว่าไส้ทะลัก” หลิวเหมยลี่มีคำถามใหม่ผุดขึ้นมา
“เราก็อัดเนื้อใส่เข้าไปข้างในให้เยอะๆ เวลากัดลงไป ไส้มันก็จะทะลักออกมาเต็มปากยังไงละ” หลิวหย่งเฉินตอบ
“แต่ถ้าทำแบบนั้น ต้นทุนเราก็จะสูงกว่าคนอื่นน่ะสิ แล้วเราจะขายได้กำไรเหรอ” หลิวเหมยลี่ทักท้วง
“นั่นสินะ แล้วเราจะทำยังไงกันดี?"
“ง่ายมาก เราไม่จำเป็ต้องทำให้ไส้ทะลักหลังจากที่กัดลงไป แต่เราทำให้ไส้มันทะลักั้แ่แรกเลยก็ได้นี่…"
"ปกติซาลาเปาจะปั้นเป็ลูกกลมๆโดยมองไม่เห็นไส้ข้างในใช่มั้ย เราก็แค่ปั้นซาลาเปาโดยเปิด้าออกให้มองเห็นไส้ได้…”
“ซาลาเปาปกติจะมองไม่เห็นไส้ แต่ถ้าเราทำให้มองเห็นไส้ได้ ก็จะดูคล้ายกับว่ามันทะลักออกมา คนก็จะคิดว่ามันมีไส้เยอะกว่าปกติ…”
“ถึงได้ตั้งชื่อว่า ‘ซาลาเปาไส้ทะลัก’ อย่างไรเล่า” คราวนี้เป็อาจารย์หยางซวนที่เป็ผู้เฉลยเอง
เด็กทั้งสองได้ยินก็พลันนึกภาพตาม แล้วก็บังเกิดความตื่นเต้นไปตามๆกัน
“ความคิดนี้ยอดเยี่ยมไปเลยท่านอาจารย์” หลิวหย่งเฉินพูดไปทั้งที่ใจกำลังเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น
“แค่คิดภาพตามข้าก็น้ำลายไหลเสียแล้วสิ” หลิวเหมยลี่พูดพลางเอามือปาดน้ำลาย ทำให้คนที่เห็นหัวเราะไปตามๆกัน
“เอาละ อย่ามัวเสียเวลาพูดกันอีกเลย เรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่า” หลิวหยางซวนตัดบททันที เด็กทั้งสองก็มีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมาในฉับพลันเช่นกัน
“สิ่งที่พวกเ้าสองคนต้องทำก็คือ...”
“ฝึกนวดแป้งออกมาให้บางที่สุด...โดยไม่ทำให้แป้งขาด”
พูดแล้วเหมือนง่าย แต่ความจริงทำได้ยากมาก เด็กทั้งสองใช้เวลาอยู่นานพอสมควร กว่าจะสร้างความคุ้นเคยได้ว่าต้องหยิบดึงแป้งออกมาแค่ไหน ต้องนวดคลึงแผ่แผ่นแป้งออกมากน้อยเพียงใดถึงจะทำให้ทั้งบางและไม่ขาด
หลังจากเวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดหลิวหย่งเฉินก็สามารถทำแผ่นแป้งที่ทั้งบางและไม่ขาดออกมาได้เรียกว่ามากถึง 6 ใน 10 ส่วน
ส่วนหลิวเหมยลี่นั้น อาจเพราะความเป็เด็กผู้หญิงที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่า ถึงแม้จะทำได้ช้าและจำนวนน้อยกว่า แต่นางสามารถทำแผ่นแป้งที่ทั้งบางและไม่ขาดออกมาได้มากถึง 8 ใน 10 ส่วน
หยางซวนคาดว่าในครั้งต่อๆไป หากพวกเด็กมีโอกาสได้ฝึกฝนความชำนาญอีกสักหน่อย ไม่นานเด็กทั้งสองคนน่าจะชำนาญจนสามารถรีดแผ่นแป้งบางออกมาได้ 10 ส่วนเต็มอย่างแน่นอน
เมื่อแป้งพร้อมแล้ว เนื้อก็พร้อมแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาใส่ไส้ให้กับซาลาเปาแล้ว
หยางซวนให้เด็กทั้งสองนำเนื้อที่ผสมเรียบร้อยแล้วอยู่ในชามมาวางไว้ด้านหน้า จากนั้นจึงให้เด็กทั้งสองคนทดลองตักด้วยตัวเอง ปริมาณไส้ที่เหมาะสมนั้น เมื่อนำมาวางบนแป้งแล้ว ควรจะสามารถห่อแป้งปั้นเป็ลูกกลมได้พอดิบพอดี มิเช่นนั้นจะมีส่วนแป้งที่เหลือทับซ้อนกันเป็ชั้นหนาเกินความจำเป็ ทำให้กินเข้าไปแล้วไม่รู้สึกว่าแป้งน้อยแป้งบางอย่างที่ทุกคนอยากจะให้เป็
ขั้นตอนการ ‘พับจีบ’ ซาลาเปานี้ก็เป็อีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ หยางซวนจึงอยากจะให้เด็กทั้งสองได้ฝึกฝนด้วยตัวเองและมีความคุ้นเคยให้มากที่สุด
การทำซาลาเปาปกติจะใช้วิธีการพับจีบด้านข้างแล้วจึงนำปลายมารวมปิดเข้าด้วยกันที่ปลายยอด แต่ซาลาเปาไส้ทะลักนี้เพียงพับจีบด้านข้างเท่านั้น และเปิด้าออก หากให้เปรียบเทียบก็คงคล้ายกับรูปร่างของปล่องูเาไฟ
หรือหากพูดให้เห็นภาพชัดเจน ก็ควรต้องบอกว่า พวกเขากำลังพับจีบซาลาเปา ด้วยวิธีการแบบเดียวกับการพับจีบ ‘ขนมจีบ’ เสียมากกว่า
ซึ่งแน่นอนหยางซวนคิดว่าเด็กทั้งสองน่าจะยังไม่รู้จักขนมจีบ จึงไม่ได้เอ่ยบอกไป
การพับจีบนี้ หากเป็ซาลาเปาปกติที่พับจีบมารวมกันตรงกลางที่ปลายยอดนั้นไม่ยาก แต่การพับแบบเปิด้าแบบขนมจีบนั้นยากกว่ามาก เพราะหากทำได้ไม่ดีแล้ว แป้งซาลาเปาจะเกาะตัวเป็รูปร่างได้ไม่ดี และแป้งก็จะเอนล้มลงมาไม่เป็ทรง
ใน่แรกที่หลิวหย่งเฉินและหลิวเหม่ยลี่ยังพับจีบไม่ชำนาญนั้น พวกเขาไม่ได้พับให้แป้งยึดเกาะกันดี เมื่อวางลง…แผ่นแป้งรอบด้านจึงหลุดออกและล้มแผ่ลงมากลายเป็แผ่น
“ยากกว่าที่คิดนะเนี่ย” แม้หลิวหย่งเฉินจะบ่นออกมา ทว่าก็ยังคงตั้งใจทำอย่างไม่หยุดยั้ง
ใน่แรกนี้ การทำซาลาเปาแต่ละลูกเป็ไปอย่างเชื่องช้า แต่ทั้งสามคนต่างก็รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีความชำนาญถึงจุดหนึ่งแล้ว นอกจากความสมบูรณ์แบบของซาลาเปาแต่ละลูกแล้ว...ความเร็วในการทำของพวกเขาก็จะมากตามไปด้วย
ดังนั้นหยางซวนจึงเน้นย้ำพวกเขา ให้พวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘ความถูกต้อง’ มากกว่า ‘ความเร็ว’
เพราะเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้องได้ชำนาญแล้ว หลังจากนี้ก็จะกลายเป็ทำสิ่งที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น
ทว่า หากคิดสักแต่เพียงว่าจะทำให้ได้เร็วๆั้แ่ตอนเริ่มต้นโดยที่ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ ต่อให้เสร็จเร็วแค่ไหนก็ตาม ผลงานนั้นก็นำไปใช้ไม่ได้อยู่ดี
เื่เหล่านี้หยางซวนจำเป็ต้องปลูกฝังั้แ่ตอนเริ่มต้น เพื่อจะได้เป็พื้นฐานที่ดีสำหรับเด็กๆทั้งสองคน
ทั้งสองตั้งใจทำ และบางครั้งก็มีให้คำแนะนำแก่กัน หลิวหย่งเฉินถึงขั้นลุกไปหาอุปกรณ์ต่างๆมาใช้ในการตักเนื้อที่จะนำมาทำเป็ไส้นั้น ไม่ว่าจะเป็ช้อนอันเล็ก อันใหญ่ กระบวย ถ้วย หรือกระทั่งกระบอกไม้ไผ่ เขาก็ทดลองนำมาใช้ตักเนื้อดูทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะหาวิธีวัดปริมาณที่เหมาะสมในการตักเพียงแค่ครั้งเดียว เพื่อให้ปริมาณที่ได้นั้นเที่ยงตรงที่สุด
จนในที่สุดพวกเขาก็คล้ายจะหาสัดส่วนที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดขึ้นมาได้ หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถทำซาลาเปาออกมาได้เสร็จสิ้นทั้งหมด 12 ลูก
ซาลาเปา 12 ลูกนี้มิได้ใช้เนื้อทั้งหมดที่ซื้อมาแต่อย่างใด หยางซวนเพียงหยิบนำมาใช้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือพวกเขาเก็บไว้ใช้ในวันพรุ่งนี้ วันนี้เขาตั้งใจจะเน้นไปที่การฝึกฝนของหลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่ก่อนเสียมากกว่า
หลังจากเอาซาลาเปาไปใส่ในหม้อนึ่งแล้ว เด็กทั้งสองคนก็ฟุบลงกับโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง
“ทำซาลาเปานี่เหนื่อยกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย” หลิวเหมยลี่โอดครวญมาก่อนเป็คนแรก
“นั่นเป็เพราะพวกเราทำซาลาเปารูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นต่างหาก หากเป็ซาลาเปาธรรมดาข้าคิดว่าไม่น่าจะยากขนาดนี้หรอก” หลิวหย่งเฉินคาดว่าร้านอื่นต้องไม่ได้พิถีพิถันในแต่ละขั้นตอนมากเท่ากับที่พวกเขาทำเป็แน่
หยางซวนเห็นแล้วก็ยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู พลางพูดปลอบใจเด็กทั้งสองคน “ทำสิ่งใหม่ๆครั้งแรกก็เหนื่อยแบบนี้แหละ ภายหลังเมื่อพวกเ้าชำนาญก็จะไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้หรอกน่า อดทนหน่อย”
“ข้าชักจะอดใจรอกินไม่ไหวเสียแล้วสิ พี่ใหญ่”
“ข้าก็เหมือนกัน เสี่ยวลี่”
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาบอกบิดามารดาว่าจะทำซาลาเปาไส้เนื้อ ทุกคนตกลงกันแล้วว่าจะกินสิ่งนี้เป็อาหารเย็นเลย หากไม่พอหรือกินไม่ได้อย่างไร ก็ค่อยมาทำอาหารทีหลังก็ยังไม่สาย
หลังจากรอเวลามาสักระยะหนึ่งจนคิดว่าได้ที่แล้ว หม้อนึ่งแต่ละชั้นตอนนี้เริ่มมีไอน้ำพวยพุ่งออกมามากต่างจากก่อนหน้านี้เยอะ หลิวเหมยลี่เห็นดังนั้นจึงเตรียมที่จะยกหม้อนึ่งลงมา
“ทำอะไรน่ะเสี่ยวลี่ มันร้อนนะ เดี๋ยวเ้าจะโดนน้ำร้อนลวกเอา เดี๋ยวพี่ทำให้” หลิวหย่งเฉินรีบเข้ามาทำแทนน้องสาว เนื่องด้วยกลัวว่าน้องสาวของเขาจะาเ็จากไอน้ำร้อนๆเหล่านี้ได้
“ข้าโตแล้ว ของแค่นี้ข้าทำได้น่า พี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่พูดออกไป แต่ก็ยอมให้พี่ชายเป็คนยกหม้อนึ่งลงมาเอง
หลิวหย่งเฉินยกหม้อนึ่งออกมาจากเตา นี่คือ่เวลาที่ทั้งสามคนรอคอย เมื่อฝาหม้อนึ่งได้ถูกเปิดออกและไอน้ำได้พวยพุ่งออกไปจนพอจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้ถนัด
และภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า...ก็คือซาลาเปาที่ข้างนอกกลมขาว ้ามีไส้เนื้อกองอยู่ แลดูคล้ายราวกับว่ามันปะทุออกมาจากด้านใน
“หวาว...ดูน่ากินจังเลย” หลิวเหมยลี่อดไม่ได้ที่จะต้องอุทานออกมา
“อย่ามัวรอช้าเลยรีบกินกันเลยดีกว่า...โอ๊ย! ร้อน! ร้อน!”
หลิวหย่งเฉินที่ใจเร็วด่วนได้ รีบเอื้อมมือไปหยิบจับซาลาเปาที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เมื่อเอื้อมไปถึงก็คว้าหมับเข้าเต็มมือ วินาทีต่อมาก็ััได้ถึงความร้อนระอุที่ส่งผ่านมือมา พลันต้องร้องเสียงหลงและรีบปล่อยมือในทันที
“พี่นี่ประจำเลย ใจร้อนเสียจริง” หลิวเหมยลี่แอบทำหน้าบึ้งตึงดุพี่ชาย
“แหะแหะ...พี่ลืมไปว่ามันยังร้อนอยู่...ก็คนมันอยากกินแล้วนี่นา” หลิวหย่งเฉินพูดพลางทำหน้าจ๋อย
หลังจากรอให้ซาลาเปาคลายความร้อนสักเล็กน้อย หลิวหย่งเฉินก็ทำท่าจะเอื้อมมือไปหยิบซาลาเปาอีกรอบ แต่ทว่าเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้พอดี
“ข้าลืมไปเสียสนิทเลย เมื่อตอนกลางวันบอกท่านพ่อท่านแม่ว่าวันนี้จะทำซาลาเปาให้กินเป็อาหารเย็นกันนี่นา”
“จริงด้วยพี่ใหญ่ ถ้างั้นเราจะหยิบมากินกันสองคนแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องรอกินพร้อมท่านพ่อท่านแม่สิ” หลิวเหมยลี่ก็เพิ่งนึกได้เหมือนกัน
“แต่ข้าหิวแล้วนี่นา ขอชิมดูสักคำนึงก่อนไม่ได้เหรอ” หลิวหย่งเฉินยังไม่ยอมแพ้ พยายามต่อรอง
“รอกินพร้อมกันดีกว่าน่า จะว่าไป...นี่ก็ได้เวลาพอดี” หลิวเหมยลี่หันไปมองนอกหน้าต่างเห็นว่าแสงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้าแล้ว
“ถ้างั้นมัวรออะไรกันอีกละ รีบเอาซาลาเปาใส่จานกันเลยดีกว่า จะได้ช่วยกันยกไปที่โต๊ะ แล้วจะได้เรียกท่านพ่อท่านแม่มากินพร้อมกันเลยทีเดียว” หลิวหย่งเฉินกำลังทำหน้าเศร้าจากการที่คิดว่าต้องทนหิ้วท้องรอ แม้นจะเห็นซาลาเปาวางอยู่ตรงหน้าแต่กลับหยิบมากินไม่ได้ จึงรู้สึกทรมานใจมากๆ น้ำย่อยในกระเพาะก็เริ่มกรูกันออกมาแล้ว
ใจนึงก็คิดอยากจะเข้าไปช่วยน้องสาวหยิบซาลาเปาใส่จานให้เร็วขึ้นอีก แต่กลายเป็ว่าเพราะความที่จะรีบหยิบ เลยทำให้มือชนกันไปชนกันมา กลายเป็ว่ายิ่งช้ากว่าเดิม สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยให้หลิวเหมยลี่เป็คนหยิบใส่จานคนเดียว
ยืนคิดอยู่อีกสองอึดใจ กลัวว่าบิดามารดาจะเดินมาที่โต๊ะอาหารช้าไม่ทันใจ จึงคิดจะรีบพุ่งตัวออกไปเรียกบิดามารดาให้มานั่งรอก่อนเลย
ฉับพลันก่อนที่หลิวหย่งเฉินจะก้าวเท้าออกจากห้องครัวไปนั้น เสียงเรียกของหยางซวนก็ดังมาเข้าหูหลิวหย่งเฉินเสียก่อน
“ช้าก่อน!”
หลิวหย่งเฉินจึงหันกลับไปถามว่า “เรียกข้าทำไม มีอะไรเหรอขอรับท่านอาจารย์”
“เ้าอยากจะลองชิมซาลาเปาเนื้อไส้ทะลักกองนี้เสียบัดนี้เลยงั้นรึ?” หยางซวนถามพร้อมทำท่าวางมาด
“ใช่แล้วขอรับ ท่านอาจารย์” หลิวหย่งเฉินได้ยินดังนั้นจึงบังเกิดสีหน้าดีใจอย่างมาก หรือท่านอาจารย์จะยอมให้ข้ากินก่อนสักหนึ่งลูก
“ท่านอาจารย์ ท่านจะให้ข้ากินก่อนได้จริงๆเหรอ?” หลิวหย่งเฉินถามด้วยความตื่นเต้น
“เปล่า”
“อ้าว...แล้วท่านอาจารย์เรียกข้าทำไม?”
“ข้าแค่จะบอกเ้าว่า...เ้าไม่ควรกินก่อน...เพราะประเดี๋ยวเ้าจะออกไปนั่งกินกับบิดามารดาของเ้า...”
“แต่ข้าออกไปกินด้วยไม่ได้ ดังนั้นข้าต้องกินก่อน” หยางซวนทำหน้าแสยะยิ้ม ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้าย
“เหมยลี่...รีบกล่าวเซ่นไหว้ข้าเร็วเข้า...คนแรกที่จะได้กินซาลาเปาเนื้อไส้ทะลักนี่...ก็คือข้า”