“พี่ใหญ่ข้าเจอนายน้อยแล้ว เขาปลอดภัยดี” ชายคนหนึ่งในกลุ่มบอกเอี้ยคังที่เดินตามหาหลิวอี้อย่างกังวล
“อยู่ที่ใด"
"เนินดินท้ายหมู่บ้าน” เมื่อได้ยินแบบนั้นเอี้ยคังและผู้ติดตามบางส่วนจึงมุ่งตรงไปยังทิศทางที่ได้รับฟังทันที
ส่วนคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนจนต้องตามหาอยู่นั้น กำลังถือควงจอบขุดดินอย่างสนุกมือ ใครจะไปคิดว่าจอบที่หยิบมาจากข้างทางจะมีน้ำหนักที่เหมาะมือเช่นนี้ ด้ามไม้นั้นก็ผลิตขึ้นมาจากไม้เนื้อดีที่มีความยืดหยุ่นสูงน้ำหนักเบา ตัวฟันจอบนั้นก็ทำจากเหล็กชั้นดี หลิวอี้นึกอยากได้มันเป็ของตัวเอง แต่ติดตรงที่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็เ้าของ จะหยิบเอาไปเลยก็ดูเหมือนขโมยชั่วช้า ดังนั้นแล้วเขาจึงผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้หลังที่เก็บจอบด้ามนี้ขึ้นมา เขาเดินไปยังเนินดินที่เมื่อก่อนเป็เพียงพื้นที่เลี้ยงสัตว์ไว้ผูกกินหญ้าปล่อยทิ้ง แต่เนินดินแห่งนี้มีบางอย่างที่หลิวอี้รู้มา เขามาถึงจุดหนึ่งบนเนิน ก็จัดแจงถือจอบออกแรงขุดดินทันที ถึงหลิวอี้จะแข็งแรง แต่ดูเหมือนการขุดดินในครั้งนี้จะยากเกินกำลังของเขาไปหน่อย เพราะการเรียกฝนกับจัดการแหล่งน้ำใต้ดินให้หมู่บ้าน มันทำให้เขาอ่อนเพลียอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแรงพอให้จับจอบขุดดินเช่นที่กำลังทำอยู่
“น้องอี้เ้ากำลังทำอะไร” เอี้ยคังเมื่อเดินมาถึงและเห็นภาพนายน้อยตั้งใจขุดดินอย่างสนุกสนาน จึงถามออกด้วยความสงสัย
“พวกท่านมาพอดีเลย พวกท่านไปเอาจอบในหมู่บ้านมาช่วยข้าขุดดินตรงนี้ได้หรือไม่”
“ตรงนี้มีอะไรหรือ หรือเ้าพบทองคำ” เอียคังถามด้วยความตื่นเต้น
“ฮ่า ๆ ไม่ถึงกับแร่ทองหลอก แต่มันจะต้องดีแน่ ๆ” หลิวอี้ตอบ
“แล้วมันเป็อะไรเล่านั่น” หลิวอี้ไม่ตอบเอี้ยคัง กลับกันเขาพูดเหมือนพยายามทำเป็ไม่ได้ยิน
“พวกท่านไปเอาจอบมาช่วยข้าขุดเถอะ หน้าดินยังอ่อนอยู่ขุดง่ายแบบนี้ไม่นานคงถึง”
“ว่าแต่น้องอี้เ้าหายไปไหนมา ทั้งฝนตกฟ้าร้องราว์พิโรธ แถมยังเกิดแผ่นดินไหวอีก พวกข้าเป็ห่วงเ้ากลัวว่าจะโดนฟ้าผ่าแผ่นดินสูบแทบแย่ มันแปลกมากข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าทุ่งแห่งความตายมีฝนฟ้าตกเช่นนี้” เอี้ยคังร่ายยาว โดยฝากให้พี่น้องคนอื่นไปหาจอบมาให้ตัวเอง ส่วนตนอยู่พูดคุยกับนายน้อยฆ่าเวลา
“พี่คังท่านคิดมาได้ ข้าออกจะเป็คนดี ไหนเลย์จะลงทัณฑ์ข้าด้วยสายฟ้าหรือธรณีสูบกลื่น ถ้าเป็พี่คังก็ว่าไปอย่าง หมกมุ่นในสุรานารี แถมยังแอบตีท้ายครัวเพื่อนอีกไม่ใช่หรือไง” หลิวอี้ได้ทีแซวอีกฝ่ายเมื่ออยู่กัน 2 คน
“นี่เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไร” เอี้ยคงถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกนายน้อยพูดเื่ส่วนตัวที่ไม่คิดว่าจะมีใครรับรู้อีก แถมยังหันซ้ายหันขวาทำตัวราวกลัวใครจะมาได้ยิน
“ถ้าอยากรู้ท่านจงมาขุดดินนี้แทนข้า แล้วยอมจ่ายเงินค่าปิดปากมา 3 ตำลึงทอง”
“แพง ขุดดินข้าทำได้อยู่แล้ว แต่ 3 ตำลึงทองนี่รีดเืจากปูชัด ๆ” เอี้ยคังถึงกับออกปาก ดึงจอบในมือหลิวอี้มาขุดแทน
“เช่นนั้นพี่คังท่านติดหนี้ข้า 1 อย่าง ไว้ข้ามีเื่ให้ท่านทำหวังว่าท่านจะยินดี”
“ได้ ข้าตกลง ว่าแต่เ้าบอกข้ามาได้หรือยังว่าเ้ารู้เื่นี้ได้เยี่ยงใด เ้ารีบบอกมาเลยก่อนคนอื่นจะกลับมา” เอี้ยคังขุดดินอย่างรวดเร็วราวกลับกลัวว่าหลิวอี้จะไม่พอใจ
“ท่านนี่นะ ตัวเองเป็คนบอกข้าเองแท้ ๆ กลับลืมไปได้ เช่นนั้นเวลาวันหลังก็อย่าเมาให้มากนัก ไม่อย่างนั้นความลับจะไม่เป็ความลับอีกต่อไป ดีว่าคนที่พี่พูดให้ฟังคือข้า หากเป็สามีนางหรือคนอื่นที่ได้ยิน ท่านคงจบไม่สวยเป็แน่ ข้ารู้ว่าท่านชื่นชอบสุรานารี แต่ถ้าเลือกได้ก็อย่าไปหาเื่เสี่ยงตายเช่นนี้ ข้าพูดในฐานะน้องชายที่เป็ห่วง” หลิวอี้ได้ทีสั่งสอนตามนิสัยคนที่รู้จักกันมานาน
“ข้าก็แค่สนองตามที่นาง้าเท่านั้น ของแบบนี้ปรบมือข้างเดียวไม่ดังนะน้องอี้”
“ท่านนี่นะ ระวังจะโดนสามีนางกระทำคืน”
“ข้าจะเชื่อเ้า ข้าจะเลิกยุ่งกับนาง แต่ข้าไม่กลัวว่าเมียข้าจะเล่นชู้คืน เพราะตอนนี้ข้ายังไม่มีเมียเป็ตัวเป็ตน ฮ่า ๆ เพราะข้าก็กลัวยามเมื่อข้าเดินทางไกล เมียข้าจะทำตัวเช่นนางผู้นั้น ไว้ข้าเก็บเงินลงหลักปักฐานเสียก่อนค่อยหาฮูหยินอายุน้อย ๆ มาดูแลก็ยังไม่สาย” เอี้ยคังพูดอย่างภูมิใจกับแผนการใช้ชีวิตของตน
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าหมายความว่าสามีนางจะกระทำกับท่านเสมือนท่านเป็สตรีต่างหาก” หลิวอี้ได้ทีแกล้งแซว
“หา เ้าเด็กบ้า เ้าพูดเื่อะไร สยองยิ่งนัก ทำให้ข้านึกกลัวขึ้นมาเสียได้”
“กลัวก็ดี ถ้าท่านยังเมามายอย่างเช่นทุกครั้งที่ท่านทำ ข้าว่าท่านอาจจะตื่นขึ้นมาพบว่าท่านกลายเป็ฮูหยินของคนอื่นไปแล้วก็ได้ เหมือนข้าจะเคยได้ยินข่าวเช่นนี้บ่อยครั้งในโรงเตี๊ยม”
“พอเลยถ้าเ้ายังพูดอีกข้าคงได้อาเจียนออกมา เ้าดูขนแขนข้านี่ ลุกยิ่งกว่าฟังเื่ผีเสียอีก”
“เช่นนั้นท่านอย่าลืมว่าท่านติดหนี้ข้า 1 อย่าง” เมื่อคนอื่น ๆ กลับมา จึงช่วยกันขุดดินตามบริเวณจุดที่หลิวอี้บอก ไม่นานก็พบกับชั้นหิน
“นี่พวกเราไม่พบอะไร นอกจากแผ่นหินนี่ น้องอี้เ้าให้พวกเราขุดหาอะไรกันแน่” เอี้ยคังถามด้วยความสงสัย
“พวกท่านไม่ต้องคิดมาก คนที่มาขุดดินวันนี้ข้าจะให้เงินพวกท่านคนละ 2 ตำลึงถือเป็ค่าแรง ในพวกท่านทั้งหมด พี่คังคือคนที่มีพลังบ่มเพาะสูงสุดใช่หรือไม่”
“แน่นอนสิข้าเป็ถึงระดับภูผาขั้น 10 เลยนะ” เอี้ยคังอดไม่ได้ที่จะโอ้อวดตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เพิ่งบรรลุผ่านจากขั้น 9 มาขั้น 10 เมื่อตอนอยู่หมู่บ้านเหมยที่สอง เมื่อหลายวันก่อน
“เช่นนั้นก็ดี ท่านลงจอบใส่กลางแผ่นหินด้วยพลังยุทธทั้งหมดที่มีก็พอ” หลิวอี้บอกถึงสิ่งที่้า ถึงหลายคนจะสงสัยแต่เอี้ยคงก็จะทำตาม คนอื่น ๆ ที่อยู่บนแผ่นหินต่างออกมาจากรัศมีพลังเอียคังเพื่อความปลอดภัย
“เอาล่ะ ย๊ากกกกก!” เอี้ยคงะเิพลังภายในใส่จอบขุดดินเต็มกำลังพร้อมกับลงแรงฟันจอบใส่กลางแผ่นหินตามที่นายน้อยของเขา้า
ตู้มมมม
แคร๊กกกกก!
บึ้ม!!!
ซู่ซ่า…..
แผ่นหินนั้นแตกออกพร้อมกับแรงดันน้ำที่ร้อนจากความร้อนใต้ดิน น้ำนั้นมีกำลังมากเกินพอ มันสามารถส่งร่างชายหนุ่มอย่างเอี้ยคังที่หนักเกือบ 120 ชั่ง ลอยสูงขึ้นไปถึง 5 จั้งกลางอากาศ แต่ก่อนที่เอี้ยคังจะตกลงมานั้น ‘ซูหลินเจี๋ย’ รองหัวหน้าคุ้มกันคาราวาน ซึ่งมีพลังบ่มเพาะเป็รองเพียงเอี้ยคัง ได้ะโด้วยวิชาตัวเบาขึ้นไปช่วยรับร่างเอี้ยคังที่เสียหลักตกลงมาจากแรงดันน้ำพุร้อน ส่วนจอบอันล้ำค่าของหลิวอี้ได้ลอยหลุดมือเอี้ยคงออกไป จนหลิวอี้ต้องะโไปคว้าจับจอบกลางอากาศ โดยทิ้งให้พี่ชายตัวดีถูกช่วยโดยอีกคนแทน ถึงภาพน้ำพุะเิออกมาจะน่าใ แต่ภาพเอี้ยคังหลับตาปี๋อยู่ในอ้อมกอดซูหลินเจี๋ยด้วยท่าสาวน้อยที่ถูกโอบอุ้ม มันนับว่าเป็ภาพที่หาได้ยาก จนหลิวอี้แอบขำในลำคอ เพราะผู้ช่วยเหลือเอี้ยคังในครั้งนี้คือคนที่หลิวอี้เพิ่งจะแซวออกไปว่าให้ระวัง อย่างไรเสียซูหลินเจี๋ยก็คือโจทก์คดีตีท้ายครัวของเอี้ยคังนั้นเอง
“พี่คังท่านาเ็หรือไม่” ผู้ที่ถามคือซูหลินเจี๋ย
“ข้าไม่เป็ไร แค่แรงดันน้ำจิ๊บ ๆ แต่แอบร้อนเป็บ้า” เอี้ยคังเมื่อตั้งหลักได้ก็ลืมตาตอบชายหนุ่มที่กำลังอุ้มเขาอยู่ แต่เหมือนว่าเื่ที่พูดคุยไปก่อนหน้าจะทำให้เอี้ยคังนึกขึ้นมาได้ เขารีบดีดตัวออกจากวงแข็นซูหลินเจี๋ยทันที
“ขอบคุณเ้ามาน้องเจี๋ย” แต่ถึงแบบนั้นภาพเอี้ยคังเอามือปิดก้นก็ปรากฏออกมาให้หลิวอี้ขบขัน มันเป็การแสดงออกอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านาเ็ที่ก้นหรือให้ข้าดูให้หรือไม่” แต่ถึงแบบนั้นซูหลินเจี๋ยก็ถามเอี้ยคังด้วยความเป็ห่วงอย่างบริสุทธิ์ใจ
“ไม่เป็ไร ข้าไม่เป็ไร”
“มาเถอะ ข้าจะพาพี่คังไปเปลี่ยนชื่อผ้าเอง” พร้อมกันนั้นซูหลินเจี๋ยก็เดินไปโอบเอวประคองคนาเ็ไปพักผ่อน โดยที่เอี้ยคงเดินเอามือปิดก้นอย่างลืมตัว
“ดูท่าข้าคงไปปลูกฝังความกลัวให้พี่ชายคนนี้โดยไม่ตั้งใจเสียแล้ว” พอมานึกดูหลิวอี้ก็ขำขึ้นมา เพราะซูหลินเจี๋ยผู้นี้มักเป็คนพาเอี้ยคังที่เมาหลับไปส่งบ้านหรือห้อง ซ้ำทั้ง 2 คน บ่อยครั้งก็พักร่วมห้องกันในโรงเตี๊ยม
จากเหตุการณ์น้ำพุร้อน หลิวอี้จึงบอกกล่าวกับผู้คนที่สงสัยว่าหลิวอี้้าทำอะไร ซึ่งสิ่งที่หลิวอี้้าคือการทำบ่อน้ำพุร้อนไว้แช่ตัว หรือเป็สระน้ำกลางแจ้ง นอกจากพวกเขาจะขุดทำบ่อแล้ว ยังต้องขุดเดินทางน้ำใหม่ไปลงยังลำคลองที่อยู่ไม่ไกลด้วย ถึงตาน้ำของหมู่บ้านเคยแห้งขอด แต่จากแผ่นดินไหวนั่น ทำให้ตาน้ำของหมู่บ้านกลับมามีน้ำอีกครั้ง รวมกับน้ำฝนที่ตกลงมาในคูคลองต่าง ๆ แถมฝนที่ตกลงมายังเป็น้ำที่สะอาดใช้แทนน้ำดื่มได้ดีกว่าน้ำผิวดิน ดังนั้นแล้ว การเดินทางออกจากทุ่งแห่งความตายพวกเขาจึงไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน
เช้าวันใหม่หลิวอี้แต่งกายด้วยชุดพร้อมใช้แรงงาน ถึงแบบนั้นก็ยังมีออร่าคุณชายปรากฏออกมาอยู่ดี หลิงอี้ถือจอบล้ำค่าไปยังเนินน้ำพุร้อนเมื่อวาน ก่อนจะเลือกทำเลขุดลอกขอบดินให้เป็แอ่งเป็หลุม โดยมีผู้ช่วยอีก 2 คน ส่วนคนอื่น ๆ ไปจัดแจงเรืองขุดทางน้ำใหม่ โดยหลิวอี้ให้เงินพวกเขาพิเศษเป็ค่าแรง ซ้ำยังบอกอีกว่าจะเปิดสุราอิงเถา สือหลิวและเถาจึ เลี้ยงหากงานเสร็จไปได้ด้วยดี ทำให้กองคาราวานออกแรงช่วยขุดลอกทำทางน้ำใหม่อย่างสุดกำลัง ส่วนอ่างแช่น้ำร้อนนั้นหลิวอี้ได้ใช้แผ่นศิลาและหินก้อนที่อยู่รอบบริเวณมาตกแต่งให้สวยงาม ทั้งทำระบบระบายน้ำและส่งน้ำพุร้อนอย่างดี มีอ่างล้างตัวก่อนจะมาแช่น้ำร้อนอีกด้วย นอกจากนั้นยังตกแต่งด้วยพืชไม้กลิ่นหอมที่มีลำต้นสูงยาวช่วยบดบังภาพกันอุจาดตาต่อคนภายนอกเมื่อมองมา อ่างน้ำนี้มีขนาดใหญ่โตเพียงพอให้ทั้ง 23 คนสามารถลงแช่ได้พร้อมเพียงกัน แค่ 2 วันทางน้ำและบ่อแช่น้ำร้อนก็แล้วเสร็จ ทั้งค่าแรงและสุราผลไม้แสนแพงถูกเปิดขวดแจกจ่ายให้ทุกคน พวกเขานั่งจิบสุราหอมพร้อมกับแช่น้ำร้อนอย่างสุขอุรา มันเป็การพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าอย่างแท้จริง ความสุขเช่นนี้นั้นหาได้ยากยิ่ง ด้วยความสบายถึงเพียงนี้หลิวอี้จึงยอมให้พวกเขาพักอยู่หมู่บ้านต่อจนครบ 7 วันจึงค่อยออกเดินทางไปแคว้นตี้ต่อไป
ข่าวการฟื้นคืนของหมู่บ้านเหมย ถูกบอกต่อทันทีที่เอี้ยคังพบเจอคนจากหมู่บ้านเหมยที่อพยพออกมา เมืองที่มาถึงนี้ีมีชื่อว่าเมืองหินผา ซึ่งนับว่าเป็เมืองหน้าด่านสำคัญของแคว้นตี้ ซ้ำยังสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ รอบทุ่งแห่งความตายได้ นอกจากนี้เมืองหินผายังเป็เมืองที่มีทิวทัศน์สวยงามจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากทิวเขาที่สลับซับซ้อน หนึ่งในนั้นมีหน้าผาชื่อดังอยู่นามว่า ‘ผาตัดขาด’ มันปรากฏขึ้นมาเมื่อหลายสิบปีก่อน จากการเล่าลือของชาวบ้านบอกเพียงว่า ในปีนั้นเขาที่สูงชันที่สุด ได้ถูกตัดขาดผ่าครึ่งออกจากกัน ราวกับมีเทพเซียนชั้น์้าผ่ามันออกมา บางคนก็บอกว่าหลังจากผาถูกตัดได้มี็ปรากฏการณ์แสงสว่างพร้อมกับร่างชายหญิงคู่หนึ่งบินหายไปยังคนละทิศคนละทาง ซึ่งเป็ดังตำนานของเมืองแห่งนี้
แต่ใช่ว่าเื่นี้หลิวอี้จะรับรู้ เพราะทันทีที่พวกเขามาถึงเมืองศิลา มันก็ตรงกับเทศกาลโคมแดงประจำปี ซึ่งเป็เทศกาลของคนมีคู่รักพอดี ซึ่งเป็เหตุให้หลิวอี้ชายหนุ่มผู้มีอายุ 16 ปีเกิดอาการนึกถึงรักแรกพบเมื่อปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง และเป็บ่อเกิดของธาตุไฟเข้าแทรกที่ยากจะทำให้หลิวอี้หายดี เขาจึงต้องเก็บตัวเข้าญาณทันทีเมื่อถึงโรงเตี๊ยม ซ้ำงานเทศกาลแห่งความรักนี้ยังจัดถึง 7 วัน 7 คืน เมื่อสามารถควบคุมพลังได้แล้วหลิวอี้จึงค่อยออกมา
“น้องอี้ข้าว่าเ้าควรปลดปล่อยพลังหยางของเ้าบ้างนะ ข้าไม่รู้ว่าเ้าเกิดอะไรขึ้น แต่การที่ถูกธาตุไฟแทรกเช่นนี้ มันไม่ปลอดภัยกับตัวเ้านัก เชื่อข้าเถอะ เ้าไปเที่ยวสำนักโคมกับพวกข้าแล้วให้พวกนางรีดเอาพลังหยางของเ้าออกมามันจะดีกับเ้า”
เอี้ยคังนั้นเคยพบเจอเหตุการเช่นนี้เหมือนกัน หากแต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์เพื่อระบายหยางและรับหยินเข้าร่างปรับสมดุลร่างกาย ส่วนการระบายหยางอีกวิธีคือการปลดปล่อยอารมณ์สุขขีของชายหนุ่มยามเมื่อถึงวัยอันสมควร ด้วยวิธีเช่นนี้จะไม่มีการปรับสมดุลแต่จะด้วยลดอาการลงเท่านั้น แต่ดูเหมือนหลิวอี้จะไม่นิยมกระทำเื่พวกนี้เท่าใดนัก เขามักให้มันปะทุขึ้นในตอนหลับฝันเสียมากกว่าที่จะหมกมุ่นเื่พวกนี้
“ก็ได้ข้าจะไปกับพวกท่าน อย่างน้อย ๆ ข้าก็นึกว่าไปเล่าเรียนวิชาพวกนี้กับพวกท่านแล้วกัน” หลิวอี้ถึงจะไม่เต็มใจนัก แต่มันไม่ใช่เื่เสียหาย เขาจะกดดันตัวเองก็ใช่ที่ การไปผ่อนคายจิตใจก็นับว่าไม่เลวร้ายนัก
ปกติทั่วไปชายหนุ่มั้แ่อายุ 16 ปี เข้าออกสำนักโคมก็ถือว่าสมควรแล้ว การปรับสมดุลหยินหยางในร่างกายมีผลต่อการฝึกฝนพลังบ่มเพาะ ซึ่งเป็วิธีที่ง่ายและมีความนิยมมากที่สุดในหมู่ผู้ชาย แต่ถึงอย่างนั้นมันเป็สถานที่อโคจร ผู้มีการศึกษามักห่างไกล เมื่อหมกมุ่นจะถูกติฉินจากผู้คน ดังนั้นแล้วทางเลือกอีกอย่างคือการแต่งฮูหยินเข้าเรือนให้บุตรชายของพวกเขาแทนเพื่อรักษาหน้าตา หากที่นี่เป็เมืองฮองหรือเมืองหลิวหลง หลิวอี้คงไม่แม้จะเดินผ่านถนนของสำนักโคมเพื่อให้เป็ที่ครหาต่อตระกูล แต่ยามนี้คือต่างเมืองต่างแคว้นคงยากที่จะพบเจอคนรู้จัก หลิวอี้จึงยินยอมคำรบเร้าของเอี้ยคัง
เมื่อมาถึงหญิงสาวมากมายได้เข้ามาพูดคุยแนะนำ ถึงหลิวอี้จะตื่นเต้นกับเื่พวกนี้แต่ด้วยภาพลักษณ์แล้ว เขาไม่ยอมปล่อยไก่ให้เอี้ยคังเอาไปล้อเขาได้แน่ เขาจึงทำเพียงยิ้มอ่อนอย่างสุภาพ หากแต่ใบหน้าของหลิวอี้ยามยิ้มนั้นสร้างกระแสเสียงของหญิงสาวทั้งหลายที่มองเห็น
“คุณชายท่านนั้นรูปงามนัก ข้าจะไปปรนนิบัติเขา”
“ฝันไปเถอะยะ ข้าสวยกว่าเ้า เขาจะต้องเลือกข้า”
“ชิ หล่อนนะ ฝันอยู่หรือไร ข้าสาวกว่าสวยกว่า ข้าจะไม่คิดเงินกับเขาเลย หากเขาเลือกข้า”
เสียงซุบซิบมากมายเข้าผู้ของหลิวอี้ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกอายนัก แต่เมื่อขี่หลังเสือแล้วก็ต้องปั้นหน้ายิ้มต่อไป ถึงภายในใจจะอยากวิ่งหนีไปให้ไกลก็ตาม เอี้ยคงนั่นยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นหญิงสาวมากมายกำลังชื่นชมคุณชายของตน มันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกชื่นชมไปด้วยทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย แต่ถึงแบบนั้นเอี้ยคังจำต้องรักษาหน้าและภาพลักษณ์เ้านายไหนเลยจะให้มากินดื่มในพื้นที่เปิดเช่นนี้ได้
“ข้าอยากได้ห้องแบบส่วนตัว สำหรับ 2 ที่” เอี้ยคังกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ใกล้ที่สุด
“เชิญทางด้านนี้เ้าค่ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งเดินนำทางชายทั้ง 2 ไปยัง้า ยามเมื่อทั้งสองเดินไป หญิงสาวมากมายรีบเข้ามาต่อแถวเดินตามอย่างเป็ระเบียบทันที ภาพเหล่านี้สร้างความงงงวยต่อชายหนุ่มคนอื่น ๆ เพราะน้อยครั้งนักที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสำนักโคม จนแม่เล้าของสถานที่ต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวนางเอง เพราะตอนนี้สาวงามเกือบทั้งสำนักไปตั้งแถวยืนรอหน้าห้อง เพื่อที่จะได้กลายเป็ตัวเลือกของหลิวอี้
“คุณชายทั้ง 2 คงเพิ่งเคยมาหรือ สำนักโคมผา์ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ” แม่เล้าเข้ามาตอนรับด้วยวาจาแสนสุภาพ พร้อมกับเครื่องชามารับแขก หลิวอี้และเอี้ยคังรับจอกชาร้อนไปดื่มก่อนที่เอี้ยคังจะเปิดปากพูดออกมา
“ข้าได้พาคุณชายมาเปิดโลก ถ้าเป็ไปได้ข้าขอให้คนสวยที่สุดและเก่งที่สุดมาดูแลเขา ส่วนข้าจะเป็ผู้ใดก็ได้” แต่หลิวอี้เกือบลำสักน้ำชาเพราะคำว่าเปิดโลก นั่นไม่หมายความว่าเอี้ยคังบอกต่อนางว่าเขานั้นยังอ่อนต่อโลกไม่ใช่หรือ มันช่างดูน่าอายนัก
“หญิงสาวทุกคนของสำนักเรานั้นงดงามหมดจด พวกท่านสามารถเลือกได้ตาม้า ตอนนี้พวกนางพร้อมให้พวกท่านเลือกแล้ว เข้ามาได้”
เมื่อพูดจบแม่เล้าจึงเอ่ยเสียงดังขึ้นเล็กน้อยพร้อมปรบมือให้หญิงสาวทั้งหลายที่ต่อแถวอยู่เข้ามา มันมีมากถึง 20 กว่าคน จนห้องนี้เต็มไปด้วยสาวงาม กลิ่นเครื่องหอมจากบุปผาหลากหลายชนิดลอยเข้าจมูกหลิวอี้จนอธิบายไม่ถูกว่าเป็ดอกไม้ชนิดใดบ้าง แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือหลิวอี้มึนงงจากเครื่องหอมที่เข้าจมูกและดวงตาที่แทบแยกไม่ออกว่าผู้ใดคือผู้ใด สำหรับหลิวอี้แล้วพวกนางล้วนหน้าตาเหมือนกัน จนในที่สุดเอียคังต้องเป็ฝ่ายจัดการแทนคุณชายเลือกสาวงามมาให้หลิวอี้ 2 นาง ส่วนเขา 1 คนก็พอ
สุราชั้นยอดพร้อมกับแก้มจัดวางอย่างลงตัวบนโต๊ะ โดยมีสาวงามคอยปรนนิบัติรับใช้ ทั้งถามชื่อแซ่ที่มาตลอดจนอายุของหลิวอี้ พวกนางช่างเจรจานัก หลิวอี้เลือกตอบแค่บางคำถาม พอนานเข้าหญิงสาวทั้ง 2 ก็เริ่มถึงเนื้อถึงตัว เขาได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ทุกััผิวของหญิงสาวช่างแตกต่างจากผิวกายชายด้วยกัน มันนุ่มนิ่มอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก กลิ่นหอมที่ออกมาจากตัวพวกนางนั้นรัญจวนจิตใจเขาอย่างมาก สุราชั้นยอดนั้นสมชื่อเพียงไม่กี่จอกมันก็ออกฤิทธิ์ ทำให้เืภายในกายของเขาสูบฉีดอย่างมาก อะไรที่เคยอ่อนก็กลายเป็แข็งยามเมื่อถูกหญิงสาวจับเนื้อต้องตัว มันยิ่งทำให้เขายากจะควบคุมอารมณ์ หลิวอี้อยากจะจับพวกนางลากเข้าห้องด้านหลังขึ้นเตียงเสียทันที
แต่แล้วใบหน้าหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในจิตใจ ภาพหญิงสาวที่เคยพบเจอเมื่อครั้ง 1 ปีก่อน นางนั้นสวยสดงดงามสมวัยราวกับบุปผาที่กำลังเบ่งบานยามฟ้าสางในวันที่สดใส คล้ายหลิวอี้ได้สติ มองใบหน้าหญิงสาวอย่างหม่นหมองในหัวใจ เพราะยามนี้พวกนางที่นับว่าสวยงดงามนั้นยังเทียบไม่ได้กับนางในดวงใจของเขาเลย พอได้สติฤิทธิ์สุราที่ถือว่าเป็พิษก็เสื่อมสลายด้วยพรแห่งพิษที่ติดตัวมา เขาถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะจ่ายเงินตำลึงทองให้หญิงงามทั้งสอง
“แม่นางข้านั้นมีนางในดวงใจแล้ว ข้ามิอาจจะรวมรักกับพวกท่านได้ หากข้ายังไม่สะสางปัญหาของตัวเอง ข้าหวังว่าแม่นางจะเห็นใจและรับน้ำใจเล็กน้อยจากข้านี้” ถึงคำพูดจะดูแสนธรรมดาออกจะเข้าใจยากด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเพราะหลิวอี้พูดออกมาจากใจหรือไร หญิงสาวทั้งสองที่กำลังฟังอยู่นั้นกับเข้าใจความหมายทั้งหมด ถึงขนาดหลั่นน้ำตาออกมา
“ท่านช่างเป็ชายที่ประเสริฐในรักนัก ข้าขอชื่มชนท่าน ตัวข้านั้นบ้านยากจนจำต้องนำตัวเองมาขายเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ข้าได้แต่เพ้อฝันว่าจะพบเจอชายที่รักในตัวข้าอย่างแท้จริง ข้าขอให้ท่านสมหวังในความรัก”
“ข้าก็เช่นกัน ถึงข้านึกอิจฉานางในใจของท่าน หากความตั้งใจท่านนั้นบริสุทธิ์เกินกว่าข้าจะทำให้ท่านแปดเปื่อนได้ ขอคุณชายโปรดอภัย”
เมื่อหญิงสาวทั้ง 2 ออกไป เอี้ยคังที่กำลังมีความสุขกับหญิงงามก็เหมือนจะได้สติ มองดูหญิงสาวทั้ง 2 เดินออกจากห้องไป
“แม่นางเ้าไปรอด้านนอกสักครู่ข้าขอพูดคุยกับคุณชายข้าก่อน” เมื่อนางได้ยินคำสั่งเอี้ยคังจึงยอมออกไปแต่โดยดี
“น้องอี้เ้าไม่ชอบพวกนางหรือ” เอี้ยคังถาม
“พวกนางสวยงามนัก หากแต่เวลานี้ข้าไม่สามารถที่จะมีอะไรกับพวกนางได้ หากข้ายังไม่สะสางถึงปัญหาในใจ อั๊ก…” พอหลิวอี้พูดจบ เขาก็กระอักเืออกมาจากปากทันที
“นางอี้เ้าเป็อะไรหรือไม่”
“พี่คังอย่าได้กังวล แค่เืเสียเท่านั้น ข้าไม่อาจคุมธาตุได้ดีนัก ยิ่งพวกนางเข้าใกล้พลังในกายข้ายิ่ง้าปลดปล่อยออกมา หากแต่หัวใจข้ากลับเลือกที่จะปฏิเสธพวกนางสุดหัวใจ เมื่อขัดแย้งกันก็แค่ปั่นปวน ข้าขอกลับไปพักที่โรงเตี๊ยมก่อนแล้วกัน ข้าจะมอบเงินให้ท่านไว้ใช้จ่ายดูแลพวกนาง”
จากนั้นหลิวอี้จึงวางถุงเงินให้เอี้ยคัง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เอี้ยคังไม่สามารถขัดความตั้งใจนายน้อยของเขาได้ ทำได้แต่รับถุงเงินและอยู่ในสำนักโคมต่อเท่านั้น
เมื่อหลิวอี้เดินมาถึงถนนสายหนึ่งที่ไร้ผู้คน ร่างกายของเขาก็ทรุดตัวลงกับพื้น พร้อมกระอักเืคำโตออกมาอีกครั้ง ใบหน้าหลิวอี้ยามนี้ซีดเซียวอย่างมาก เขาเปิดถุงหนังในกระเป๋าแขนเสื้อหยิบลูกอมผลไม้ออกมา 1 เม็ดก่อนจะกลืนกินมันลงไป ไม่นานใบหน้าของเขาก็กลับมาดูสุขภาพดีเช่นเดิม อาการของเขาดีราวกับคนปกติ หากแต่ความรู้สึกและพลังในร่างกายนั้นไม่สมดุลอย่างที่สุด ถึงลูกอมนี้จะวิเศษเพียงใด แต่อาการจากความรู้สึกของหัวใจที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ เป็เหมือนพิษที่คอยกัดกิน หากยังไม่ได้ยาถอนพิษที่ถูกต้องคงยากที่จะเยี่ยวยา หลิวอี้เดินกลับโรงเตี๊ยมพร้อมกับชื่นชมความสวยงามของเทศการโคมแดง หากแต่ยามเมื่อเดินไปทางใด ก็พบเจอแต่คู่รักเดินสวนทางไปมา ยากที่จะพบเจอใครเดินเพียงลำพัง เมื่อเขาเดินมาถึงสะพานหินข้ามแม่น้ำ มันช่างเป็มุมที่สวยงามนัก มันสามารถมองเห็นแสงสีจากโคมไฟที่ตกแต่งจากบ้านเรืองสองข้างริมน้ำ เขานั้นเป็เพียงชายผู้หนึ่งที่อยากมีคู่ครอง หากแต่สาวงามในใจเขานั้น บัดนี้เขายังไม่ทราบเลยว่านางอยู่แห่งหนตำบลใด หรือว่านางจะออกเรือนไปแล้วก็ไม่รู้ได้ เมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งเ็ป เมื่อสายลมอ่อนที่พัดผ่านลำน้ำในค่ำคื่น ก่อนจะพัดโบกเส้นผมชายหนุ่ม ถึงมันจะเยือกเย็นอย่างมาก หากแต่มันกับทำให้จิตใจของหลิวอี้สงบอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสงบใจได้หลิวอี้ก็เริ่มมองเห็นความสวยงามของสถานที่อีกครั้ง จากนั้นแสงจันทร์วันเพ็ญที่ถูกเมฆหมอกบัดบัง ได้สาดส่องลงมาแผ่นดินแห่งนี้อีกครั้ง มันทำให้ทิวทัศน์ของเมืองที่มีสีสันและพื้นหลังที่หมนหมองจากราตรีสวยงามยิ่งขึ้น หากแต่มียอดเขาหนึ่งที่สูงเด่นเห็นได้ชัดแม้อยู่ในเวลากลางคืน มันสร้างความสนใจต่อหลิวอี้อย่างมาก เพราะมันมีรูปร่างประหลาดกว่ายอดเขาใด หลิวอี้ถอนหายใจอีกครั้งแล้วเดินออกไปจากสะพานเพื่อพักผ่อน หากแต่หลิวอี้ยังยืนชื่นชมความสวยงามของเมืองต่ออีกสักเพียง 10 ลมหายใจ เขาอาจจะได้พบเจอหญิงสาวในดวงใจของเขาไปแล้ว ช่างน่าเสียดายนัก
“ศิษย์พี่ มุมนี้สวยงามนัก สามารถมองเห็นโคมแดงได้ทั้ง 2 ข้างของแม่น้ำ”
“ชิงเอ๋อ เ้านี่เดินไวชะมัด ข้าเกือบเดินตามเ้าไม่ทัน”
“ศิษย์พี่ดูนั้นเราสามาถมองเห็นผาตัดขาดได้ด้วย ขนาดเวลากลางคืนเช่นนี้ยังสวยงาม หากกลางวันคงโดดเด่นกว่านี้”
“เ้ารู้หรือไม่ผาตัดขาดนั้นเป็ชื่อที่ชาวเมืองหินผาตั้งให้มัน หากแต่ฮองเต้แคว้นตี้กับแคว้นอื่นเรียกผาแห่งนี้ว่าผาเซียนขาด”
“ทำไมชื่อช่างแตกต่างกันเช่นนี้ละ ศิษย์พี่”
“ก็ตามเื่เล่าละนะ โดยชาวเมืองแห่งนี้เล่าว่าเมื่อผาถูกตัดขาด บนทางฟ้าเหนือยอดเขา เวลานั้นปรากฏชายหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองแต่งการด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามราวเทพเซียน ลอยแน่นิ่งอยู่กลางอากาศ ทั้งสองต่างร้องห่มร้องไห้ต่อกันและกัน ไม่นานร่างทั้งสองก็ลอยละลิ้วหายลับไปคนละทิศคนละทาง ผู้ชายไปทางตะวันออก ผู้หญิงไปทางตะวันตก ราวคู่รักที่ถูกจับแยกจากกัน ดังนั้นแล้วชาวเมืองจึงตั่งชื่อให้ว่าผาตัดขาด ส่วนชื่อผาเซียนขาด มาจากผู้ที่สามารถตัดหน้าผาเช่นนี้ได้นั้นคือตัวตนระดับเหนือ์เป็ดังเทพเซียนเท่านั้น การตัดผาูเาสูงเช่นนี้ได้ย่อมไม่ใช่มนุษย์เดินดินอยู่แล้ว ใน่ที่ผาถูกตัดนั้นตรงกับ่ที่ท่านจอมปราชญ์บูรพาเป็ผู้สำเร็จเซียนเพียงคนเดียวในสมัยนั้น ดังนั้นแล้วผาแห่งนี้อาจจะเกิดขึ้นจากพลังของท่านจอมปราชญ์ก็เป็ได้ ส่วนคู่ชายหญิงนั้นคงเป็ศิษย์เอกของเขาทั้ง 2 นั่นเอง ฮ่องเต้ที่รู้ความจริงในเื่นี้จึงประทานชื่อให้ผาแห่งนี้ว่าหาเซียนขาดไง เ้าเข้าใจหรือยัง”
“โอว ข้าไม่รู้มาก่อนเลย ว่าแต่ศิษย์เอกทั้ง 2 ของจอมปราชญ์คือผู้ใด”
“นี่ไง เ้าไม่ยอมตามข่าวสารบ้านเมือง เมื่อก่อนไม่มีใครรู้ว่าศิษย์ผู้ชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร หากแต่ศิษย์หญิงของท่านจอมปราชญ์นั้นโด่งดังในแคว้นมู่อย่างมาก นางมีชื่อว่ามู่หยิน เป็พระธิดาในฮ่องเต้แคว้นมู่พระองค์ก่อนเลยนะ เ้าก็เคยพบเจอนางไม่ใช่หรือ”
“จริงด้วย แต่ข้าไม่รู้เื่อดีตของนาง อีกอย่างศิษย์พี่ก็รู้ว่าข้าไม่ชอบข่าวอะไรพวกนี้”
“นี่ละนะ ทั้งที่เคยพบเจอลูกชายของศิษย์เอกท่านจอมปราชญ์ถึง 2 คนแล้วแท้ ๆ”
“อ๋อ ข้าพอจะเข้าใจได้แล้ว เ้าหมายถึงบุตรชายของท่านหมอเทวดาแซ่ชื่อใช่หรือไม่ แล้วอีกคนคือใครกันทำไมข้าไม่เห็นรู้เลย”
“โธ่ ข้านึกสงสารคุณชายท่านนั้นนัก ตลอดปีที่ผ่านมาเ้ายังเพ้อถึงเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือไร”
“ห๋า!! ศิษย์พี่จะบอกว่าคุณชายหลิวอี้เป็บุตรชายของศิษย์เอกท่านจอมปราชญ์อีกคนหรือ”
“เ้าก็ไม่โง่นิ ใช่แล้ว ศิษย์เอกอีกคนท่านจอมปราชญ์คือท่านหลิวฟง บิดาของหลิวอี้ผู้นั้น หากแต่ก่อนหน้านี้หลิวฟงปกปิดตัวตนออกจากยุทธภพ แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนสมาคมยุทธหกดาราได้ตรวจสอบและยืนยันเื่นี้แล้ว ว่าหลิวฟงคือศิษย์อีกคนของท่านจอมปราชญ์ เป็ไงล่ะผลของการไม่ติดตามข่าวสารสังคม เ้าพลาดอะไรไปเยอะเลยใช่ไหม”
“ฮ่า ๆ ต่อไปข้าจะเชื่อท่านอ่านพวกมันบ้างก็ได้ แต่ว่าพรุ่งนี้พวกเราไปดูผาเซียนขาดนั่นกันเถอะ”
“ย่อมได้ ข้าจะขออาจารย์ให้เอง”
แล้วหญิงสาวทั้ง 2 ก็เดินจากไปจากสะพานหินเช่นกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป…