เื่ของความรู้สึกมันเป็สิ่งที่พูดยาก...
ปีวราติดความขุ่นมัวในอารมณ์โดยไม่รู้ตัว...เธอต่างหากควรจะเป็ฝ่ายโกรธแค้น ไม่พูดไม่จากับเขา แต่นี่กลับตรงกันข้ามกลายเป็ว่าเขามีภาษี ถือไพ่เหนือกว่า มันยิ่งทำให้เธอทบเท่าความหงุดหงิดรำคาญใจ
ดังนั้นเมื่อเจอหน้านายเกลี้ยงเดินเฉียดกรายเข้ามาใกล้ อาสาจะไปส่งเธอที่บ้าน...เธอจึงถือโอกาสชำระความเื่วันก่อนนั้นเสียเลย
“ฉันจะไปกับเธอได้ยังไงล่ะนายเกลี้ยงในเมื่อเธอเป็พวกเขา แล้วนี่อะไร ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยรึไงว่าวันก่อนแกล้งปล่อยให้ฉันกลายเป็ตัวตลก ถูกนายเกลี้ยงกับอีตานั่นปั่นหัวฉันเล่น”
นายเกลี้ยงเกาหัวแกรกด้วยไม่เข้าใจวาทะของผู้พูด จึงตอบเสียงอ่อยๆว่า “ผมไปแกล้งนายหญิงตรงไหนล่ะครับมันเป็คำสั่งของนายหัวน้อย จะให้ผมขัดได้ยังไงถึงผมจะไม่ใช่ลูกจ้างขับเรือให้กับครอบครัวนายหัวโดยตรงแต่ยังไงนายหัวก็มีบุญคุณกับพ่อแม่ของผมมากไม่ว่านายหญิงหรือนายหัวน้อย้าอะไร ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงไอ้เกลี้ยงคนนี้ผมก็ยินดีรับใช้อย่างสุดความสามารถ”
เด็กหนุ่มพูดเป็การเป็งานจนเธอเถียงไม่ออก แต่ก็ยังดื้อ พานใส่ด้วยอารมณ์ “ก็ถ้านายเกลี้ยงไม่ไปร่วมมือกับเขาฉันก็ไม่ต้องถูกเขาหลอกว่าเรือเสีย แล้วไปจอดคาไว้กลางทะเล”
“หา! นายหัวน้อยแกล้งจอดเรือกลางทะเล อ้างว่าเรือเสียอย่างนั้นเหรอครับ”
เขารีบเอามืออุดปากขวับเมื่อกำลังจะหลุดเสียงหัวเราะลอดออกมา แต่เมื่อเห็นสายตาเข่นเขี้ยวเอาจริงของเธอเด็กหนุ่มก็เลยต้องเป็ฝ่ายยอมง้อ
“นายหญิงอย่าโกรธผมเลยนะครับผมทำตามคำสั่งนายหัวน้อย...ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะไถ่โทษด้วยการอาสามารับส่งนายหญิงไปกลับฟาร์มฯกับบ้านทุกวันเลยดีไหมครับหรือถ้านายหญิง้าไปที่ไหน ผมก็ยินดีขับเรือมารับถึงที่ ไม่มีเกี่ยง”
พอเด็กหนุ่มแสดงความจริงใจเธอก็หายงอนเป็ปลิดทิ้งยอมขึ้นเรือให้เขาขับไปส่งที่บ้านแต่โดยดี...เมื่อกลับเข้าบ้านเดินผ่านทิวสนสูงซึ่งขึ้นเรียงรายถัดจากแนวมะพร้าวต้นสูงไล่จากชายหาดเข้ามาเธอมาหยุดยืนอยู่ที่สะพานทางลาด อันเป็ไม้กระดานทางเข้าบ้านแล้วแหงนหน้ามองตัวบ้านหลังใหญ่ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน
พลันความคิดเข้ามาประสานกับสายตา...บ้านหลังนี้ใหญ่โตเกินไปสำหรับเธอมีคนอาศัยอยู่ในบ้านไม่น้อย แต่กระนั้นก็หาความสุขได้ไม่
ลักษณะการตกแต่งรอบบ้านมีทั้งส่วนทึบ ส่วนโปร่ง...ด้านที่ทึบ เลือกใช้วัสดุให้ความเป็ธรรมชาติมาตกแต่งโดยนำงานไม้มาตีเป็แนวยาวชั้นบน ผสมผสานกับงานหินก่อทึบมีกระจกใสแนวยาวเป็รูปตัวไอ เป็ช่องระบายแสงแค่สามจุดจากพื้นก่อหินขนาดกลางซ้อนกันขึ้นเป็กำแพงขนาดเตี้ย มีพุ่มไม้ตกแต่งไม่กี่ต้นส่วนพื้นด้านนี้ก็มีแต่หินกรวดโรยจนกลบทั้งพื้นโดยปลูกต้นลีลาวดีขึ้นโดดเดี่ยวอยู่เพียงต้นเดียว
เธอคงไม่ต่างจากลีลาวดีต้นนั้น...เมื่อมันคือสถานที่ซึ่งสูรย์เคยแอบมาให้สัญญา
ที่ๆเขาเคยบอกกับเธอว่า ‘พี่จะเขียนจดหมายมาหาปีทุกอาทิตย์’
เธอมองเห็นเงารางๆจากความทรงจำย้อนกลับมาอีกครั้งมือที่เกาะราวไม้ก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล จึงเบือนหน้าจากบริเวณนั้นแล้วก้าวเข้าตัวบ้าน เดินผ่านห้องรับแขก ขึ้นบันได ตรงเข้าห้องนอน
ปิดประตูห้อง เธอก็โผตัวลงบนเตียงนอนคว่ำหน้าอยู่อย่างนั้นนานสองนาน โดยที่ภาพของเขากับเธอเมื่อหลายปีก่อนยังคงโลดแล่นอยู่ในความมืดขณะปิดเปลือกตา
‘พี่สูรย์จะไปนานไหมคะแล้วเมื่อไหร่จะกลับมา’
‘พี่จะรีบกลับมาทันทีหลังจากเรียนจบว่าแต่ปีเถอะ จะรอพี่จนถึงวันนั้นได้หรือเปล่า’
ใครจะคิดว่าความรู้สึกของเธอในวัยแรกรุ่นจะเป็จริงเป็จัง...เธออดทนเฝ้ารอพี่ชายคนนี้โดยมีสายใยของความรู้สึกที่เชื่อมโยงเอาไว้ ด้วยการรอคอยจดหมายของเขาแต่ตลอดเวลาสิบเอ็ดปี เธอเป็ฝ่ายเขียนหาเขาสัปดาห์ละครั้งหลังได้รับจดหมายฉบับแรกของเด็กหนุ่ม
มันเป็จดหมายฉบับเดียว ซึ่งมี ‘ที่อยู่’ในการติดต่อ...
เธอขยับตัวจากที่นอนแล้วลุกไปที่หัวเตียง เปิดกล่องไม้ขนาดเล็ก หยิบซองจดหมายขึ้นมา หน้าซองจ่าถึงเธอโดยชื่อและที่อยู่ของสูรย์เป็ผู้นำส่งเธอค่อยๆดึงกระดาษสีขาวในซองคลี่ออกอย่างช้าๆมองแผ่นกระดาษที่ตอนนี้สีจางอมเหลืองอ่อน
ลายมือของสูรย์...ลงวันเดือนปีเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว
ถึงปีของพี่
พี่มาถึงที่อเมริกาได้สองอาทิตย์แล้วต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ไม่มีเวลาเขียนจดหมายมาบอกที่อยู่เพราะว่ายังยุ่งๆอยู่กับที่เรียนแล้วก็เื่ที่พัก...แต่ยังไงพี่ไม่ลืมสัญญานะครับ พี่จะเขียนจดหมายกลับไปหาปีทุกอาทิตย์
คิดถึง...สูรย์
แม้จะเป็เพียงข้อความไม่กี่บรรทัดแต่ในอดีต การติดต่อสื่อสารยังไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบันเพียงแค่เห็นลายมือจากจดหมายที่รอคอยมันก็เปี่ยมไปด้วยความสุขในวัยใกล้เป็สาว...แต่แล้วเธอก็ได้รับจดหมายเขาเพียงแค่ฉบับเดียว
ไม่ว่าเธอจะเขียนตอบกลับไปหาเขาอีกกี่ครั้งจากหนึ่งเดือนผ่านไปหนึ่งปี...สองปี จนถึงห้าปีให้หลัง การรอคอยของเธอก็สิ้นสุดลง
เธอไม่รู้เหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้นและเธอก็ไม่กล้าเล่าเื่จดหมายนี้ให้ใครฟัง ว่าทำไมเขาถึงไม่เคยตอบจดหมายกลับมาเลยหรือแม้ว่าผ่านมาใน่ห้าปีหลัง การสื่อสารจะพัฒนาล่วงมาจนถึงยุคอินเตอร์เน็ตแล้วก็ตามเธอระบุอีเมล์ไว้ในจดหมาย ให้เขาติดต่อทางนั้น แต่ก็ไม่มีวี่แวว
เธอจึงคิดได้เป็อย่างเดียวว่า...เขาลืมสัญญานั้นแล้ว
เมื่อความมัวมนในใจกำเริบมือที่ถือกระดาษจดหมายก็อ่อนแรง ปล่อยให้มันร่วงลงบนตักสายตาจึงเหลือบไปข้างในกล่องใบเดิม เห็นซองสีขาวคาดแถบสีเขียว จึงรำลึกได้ว่ามันคือซองจดหมายฉบับสุดท้าย ที่เธอตั้งใจจะเขียนส่งไปหาเขา เพื่อตัดรอนแต่ใจเธอก็ไม่กล้าพอ ได้แต่เก็บฉบับสุดท้ายนั้นไว้ โดยไม่ได้ส่ง
เธอจึงเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาดึงแผ่นกระดาษด้านในซอง คลี่ออกอ่านอีกครั้ง...
พี่สูรย์
ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วแต่ปีไม่เคยได้รับจดหมายตอบจากพี่อีกเลยแม้แต่ฉบับเดียวปีไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่พี่เคยให้สัญญากับปีก่อนจะห่างกันไปว่าพี่จะเขียนจดหมายมาหาปีทุกอาทิตย์ ถึงเวลานี้ ปีทำใจได้แล้วว่าคำสัญญานั้นมันไม่มีอยู่จริง ปีเข้าข้างตัวเอง คิดเองฝ่ายเดียวมาตลอดฉะนั้นปีจะเขียนจดหมายมาหาพี่เป็ฉบับสุดท้าย
แล้วนับจากนี้ไปถือว่าเราไม่เคยสัญญาสิ่งใดต่อกันไว้
ปี
มือเธอสั่นเทาปลายนิ้วกดทับแผ่นกระดาษจนยับย่นเข้าหากันม่านน้ำตาพร่าพรายจนมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษเลือนราง และปิดเปลือกตาลงเพื่อจะได้ไม่เห็นมันอีกก่อนจะเก็บมันกลับไว้ในกล่องตามเดิม
......................................................