ตีห้าผมลุกจากที่นอนอีกครั้งแล้วลงมาที่ห้องออกกำลังกายประจำยามเช้าและยามว่าง ฝาผนังมีดาบมากมายที่ผมสะสมไว้ปกติผมจะไปฝึกเคนโด้ที่โรงเรียนของพ่อแม็กซ์เพื่อนสนิทแต่ความสามารถจดจำทางร่างกายและสมองของผมมันยอดเยี่ยมมากเกินไปทำให้จดจำได้หมดเพียงสามวันผมก็สามารถเรียนท่าอิไอจนจบหลักสูตร
แต่ผมก็ไม่ได้บอกครูฝึกซึ่งเป็พ่อของแม็กซ์เพราะไม่อยากให้พวกเขาเสียความรู้สึกที่พวกเขาพยายามฝึกมานานนับสิบปีกว่าจะมาถึงจุดนั้นแต่ผมเรียนแค่สามวันกลับทำได้หมดมีเพียงแม็กซ์เท่านั้นที่รู้เื่นี้เพราะเป็คู่ฝึกผมบ่อยๆแต่มันก็ไม่ได้บอกทางบ้านเพราะคงจะเข้าใจพ่อตัวเองดี
ผมหยิบดาบที่มีน้ำหนักพอดีมือ ก่อนจะมาฝึกวาดท่าตามที่เคยดูหนังจีนมาแม้มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะสมัยนี้คงไม่มีใครหยิบดาบมาฟาดฟันกันแล้วก็ตามแต่มันเป็ความชอบส่วนตัวของผมเอง วันนี้ผมลองออกแบบท่าใหม่ให้ตัวเองผมตั้งชื่อว่าวายุพิฆาตเพราะความดุดันในการลงดาบและรวดเร็วพื้นห้องเริ่มแตกร้าวทำให้ผมต้องหยุดมือ
ทำไมผมทำได้น่ะเหรอเพราะผมลองฝึกลมปราณในตำราที่พ่อซื้อมาฝากจากจีนตอนไปทำธุรกิจที่นั่นตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังว่าจะทำได้เนื่องจากความยากของการทะลวงจุดนั้นบอกได้เลยว่าไม่มีความอดทนพอธาตุไฟอาจเข้าแทรกแต่เหมือนโชคชะตาหรือว่าความตั้งใจไม่รู้ผมถึงมีลมปราณภูตอุดรเป็ลมปราณที่ล้ำลึกรวดเร็วเหมือนสายลมหนักเบาเหมือนปุยนุ่น
ผมวางดาบลงไว้ที่เดิมก่อนจะเดินจากไปวันนี้คงต้องให้ช่างมาปูกระเบื้องพื้นใหม่อีกแล้วสินะผมคิดอย่างเซ็งๆจากนั้นจึงออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งยามเช้าเพื่อจะได้กลับมาใส่บาตรตอนเช้าได้ทันความจริงผมไม่เคยใส่บาตรเลยด้วยซ้ำไป แต่่นี้ผมรู้สึกไม่ดีและวันนี้อายุครบ25ปีจึงอยากจะทำบุญให้ตัวเองสักครั้งผมสั่งแม่บ้านให้เตรียมของไว้ให้เรียบร้อยแล้วั้แ่เมื่อเย็นวาน
เมื่อกลับมาจึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อให้เรียบร้อยแล้วลงมาหาแม่นมที่เลี้ยงดูผมมาั้แ่เด็กๆ ผมไม่ได้แปลกใจที่วันนี้ไม่เห็นพ่อกับแม่เพราะทุกวันท่านก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านกันอยู่แล้ว
“คุณหนูพระมาแล้วค่ะ”แม่นมบอกด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นเ้านายตัวน้อยที่โตเป็หนุ่มเดินเข้ามาและเป็่ที่พระมาพอดีจำนวน 9 รูป อาหารคาวหวานและดอกไม้ธูปเทียนบรรจงวางอย่างเบามือ ดวงจิตกลับรู้สึกอิ่มเอม
“กงล้อแห่งชะตาเริ่มเคลื่อนไหวแล้วนะโยมขอให้โยมโชคดี” พระภิกษุสงฆ์ที่ดูาุโกว่าเพื่อนกล่าวด้วยแววตาอ่อนโยนก่อนเดินจากไปผมลุกขึ้นยืนมองตามหลังอย่างมึนงง
“หลวงตาพูดเื่อะไรกัน”แม่นมพูดตามหลังอย่างแ่เบา ก่อนจะมองเ้านายตัวน้อยที่ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีขาวที่ดูประณีตยื่นเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด
“เป็อะไรหรือเปล่าคะคุณหนู”ผมหันมามองมองแม่นมแล้วส่ายหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านคำพูดของหลวงตารูปนั้นยังสะกิดใจผมผมเดินมาห้องอาหารแต่วันนี้กลับมีเค้กก้อนโตขนาด 1 ปอนด์วางอยู่กลางโต๊ะอาหาร
“สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณหนู”
แม่นมบอกด้วยรอยยิ้มพร้อมบรรดาสาวใช้ที่ออกมากล่าวพร้อมกันทำให้ผมตื้นตันจนพูดไม่ออก วันนี้ผมได้กินเค้กฝีมือแม่นมผมไม่รู้หรอกว่ารสชาติอร่อยมากแค่ไหนแต่ความรู้สึกบอกว่ามันอร่อยที่สุดเท่าที่ผมกินมา
วันนี้ผมไม่ได้ออกไปไหนเพราะอยากฉลองวันเกิดให้ตัวเองและก็ไม่ได้ออกไปช่วยงานพ่อที่บริษัทหนึ่งวันพวกเขาคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้งผมเดินผ่านห้องดนตรีที่มีอุปกรณ์เกือบทุกชนิดเก็บไว้ ในนั้น มีไวโอลีน เปียโนและมีอีกหลายชิ้นที่ผมไว้เล่นยามเบื่อๆ
แต่สิ่งที่สะดุดตาทำให้ผมยืนนิ่งอยู่หน้าห้องคือกู่เจิงสีทองที่ทำอย่างประณีตวางอยู่อย่างเรียบร้อยกลางห้องผมเดินเข้าไปหาเหมือนมนต์สะกดผมจำได้ว่าที่เคยวางอยู่ตรงนี้เป็กู่เจิงไม้ที่ผมเคยซื้อไว้แต่ตอนนี้กู่เจิงได้ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงผมมานั่งอยู่หน้ากู่เจิงสีทองสวยงามตาอย่างไม่อาจห้ามใจได้ นิ้วเรียวจับกู่เจิงเบาๆความรู้สึกโหยหา อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เพลงในความฝันยังตราตรึงจนทำให้ผมอยากบรรเลงเพลงนั้นด้วยตัวเองอีกสักครั้งนิ้วเรียวเริ่มบรรเลงเพลงที่คุ้นเคยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเหมือนห้วงฝันที่เป็จริง เสียงใสกังวานเริ่มกระจายไปตามจังหวะ ดวงตาพราวระยับริมฝีปากเผลอยิ้มออกมาความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเพลงยินดีปรีดาเริ่มจบลงที่โน้ตสุดท้าย
ทว่าร่างของผมกลับฟุบลงกับพื้นพร้อมดิ้นรนอย่างทุรนทุรายมิอาจร้องออกมาได้ หัวใจเหมือนถูกบีบให้แหลกสลาย สายตาเริ่มพร่ามัวมันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ แม้จะรู้สึกเ็ปเหลือคณาแค่ไหนแต่กลับมองเห็นคนที่เคยเจอในฝันพร้อมเสียงหวานอ่อนโยน
“กลับภพแดนที่ควรจะเป็หมดเวลาเที่ยวเล่นแล้วบุตรแห่งข้า” นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่สติผมจะดับไป...
“นี่คือความฝันอีกแล้วใช่ไหม”
ในดินแดนอันมืดมิดแต่กลับรู้สึกอบอุ่นทว่าผมกลับไม่อยากอยู่ในที่มืดมิดที่มันอุ่นจนร้อนอย่างนี้เลยผมพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางออกให้ตัวเอง เสียงมากมายเหมือนดังอยู่ใกล้ๆแม้จะฟังออกว่าพวกเขาพูดอะไรกันแต่มันน่ารำคาญแทนที่จะเอาเวลาพูดมากมาช่วยฉุดผมออกจากความมืดมิดนี้ไม่ดีกว่าหรือไง
เปลือกตาที่หนักอึ้งและเหมือนร่างกายที่หนักราวกับมีอะไรมาทับทำให้ผมรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดิ้นรนและลืมตาขึ้นได้ในที่สุดทว่าแสงสว่างที่มองเห็นมันแสบตามากจนต้องรีบหลับตาลง
ครั้งนี้ผมพยายามลืมตาขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าผมเป็เพดานที่ไม่คุ้นเคย เพราะเสียงที่ดังข้างตัวและโอบกอดผมจนแทบหายใจไม่ออก
...หายใจไม่ออก
ผมอยากบอกคนที่กอดผมทว่าเสียงเหมือนจะไม่มีมันแหบแห้งเหมือนไม่ได้กินน้ำมาหลายวัน
“น้ำ”
เสียงแหบแห้งของผมบอกเบาๆทว่าคนที่โอบกอดผมกลับรีบกุรีกุจอนำน้ำมาให้ดื่มผมมองสิ่งที่ยื่นมาประคองให้ผมดื่ม แต่ไม่อยากบอกเลยว่ามันใช่น้ำที่ไหนขมจนผมเบ้หน้าหนี
“องค์ชายห้าไม่เป็ไรนะเพคะเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่าเพคะ ขอบคุณเ้าแม่หนี่วาที่ทำให้พระองค์มีชีวิตรอด” คำถามเป็ภาษาจีนแปลกๆคล้ายคำโบราณทว่าผมกลับฟังออกทำเอาผมมึนไปพักใหญ่ก่อนจะมองสำรวจรอบห้องทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่บ้านตัวเอง
...หรือว่าฝัน
ผมคิดอย่างมึนงงก่อนจะยกมือหยิกแก้มตัวเองดูทว่าสิ่งที่สะดุดตาตัวเองตอนนี้กลับเป็มือขนาดเล็กของเด็กที่ไม่เกินห้าขวบเสียด้วยซ้ำผมลองหยิกแก้มตัวเองดูอีกครั้ง
เจ็บ!
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ผมถามตัวเองอย่างมึนงง มองหญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวแปลกๆเหมือนอยู่ในราชวงค์ซางมองผมอย่างเป็ห่วงพร้อมหญิงสาววัยรุ่นอีกสามสี่คนนั่งหมอบอยู่ไม่ห่าง
“องค์ชายเพคะหม่อมฉันขออภัยที่มิอาจปกป้ององค์ชายได้จนทำให้ได้รับยาพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดโปรดลงโทษหม่อมฉันเถอะเพคะ”
หญิงวัยกลางคนบอกพร้อมนั่งหมอบกราบลงข้างเตียงที่ผมนอนผมยังไม่ได้พูดอะไรเพราะกำลังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกและยังไม่แน่ใจว่านี่เป็ความจริงหรือว่าความฝันกันแน่
ผัวะ!
ประตูเปิดออกพร้อมชายหนุ่มสามคนเดินเข้ามาก้มหัวให้ผมเช่นเดียวกับคนในห้อง
“องค์ชายห้าโปรดลงโทษพวกเกล้ากระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะที่ดูแลพระองค์ไม่ดี”
ผมยกมือขึ้นนวดกระหม่อมที่ตอนนี้เล็กสมกับร่างนี้ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียวมากๆ เพราะอยากทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทว่าขณะนั้นเหมือนกาลเวลาจะหยุดนิ่งพร้อมร่างหญิงสาวที่งดงามใส่ชุดสีแดงเพลิงปรากฏตรงหน้า