“ท่านหายไปไหนมาทั้งคืนเ้าคะข้าเป็ห่วงแทบแย่!”ชิงเสอร้องะโดีใจเมื่อเห็นจ้าวซินผิงเดินตุปัดตุเป๋โผล่มา
“พวกเ้ายังมินอนกันอีกรึ?”จ้าวซินผิงส่งเสียงอ้อแอ้ทำตาปรือ เมื่อเห็นทุกคนนั่งล้อมรอบผิงไฟอยู่หน้ากระโจม
“รอนายหญิงอยู่ขอรับ”ต้าหนิวพูดพลางประคองหญิงสาวนั่งลงข้างกองไฟ
“ไม่ต้องรอข้า! โดยเฉพาะเ้าหนูน้อยไปนอนได้แล้วประเดี๋ยวข้าจับตีก้นเสียนี่!”นางโวยวายทำท่าไล่มู่ปิงอวิ๋นไปนอน
“ท่านผู้าุโออกเรือนรึยังขอรับ”แทนที่เด็กน้อยจะกลัวกลับถือโอกาสย้อนถามในสิ่งที่สงสัยด้วยแววตาไร้เดียงสาเท่าที่มู่ปิงอวิ๋นประเมินด้วยสายตาดูท่าทางคงแก่กว่ามารดาของเขาอยู่หลายปีแม้นสตรีผู้นี้จะมีนิสัยค่อนข้างประหลาดแต่ก็ััได้ว่านางเป็คนดี
“นั่นสิ! เหตุใดปูนนี้แล้วจึงยังมิออกเรือนข้าไม่งามรึอย่างไร?” นางหันไปบีบไหล่ต้าหนิวกัดฟันเค้นถาม
“นายหญิงงดงามมากขอรับ”
“อยู่ในดงบุรุษมาแต่เล็กเหตุใดจึงมิเคยมีชายใดเกี้ยวพาราสีข้าเลยสักคน ทั้ง ๆที่ข้านั้นแข็งแกร่งฆ่าคนแต่ละครั้งแทบมิต้องกระพริบตา” นางไม่พูดเปล่าลุกขึ้นยืนโงนเงนออกท่าทางประกอบ
“เอ่อ…คงเพราะนายหญิงสูงส่งเกินไปขอรับ จึงมิมีใครกล้าบังอาจเอื้อม”ต้าหนิวอดกลอกตามองบนแบบเสียมิได้ เขาลุกขึ้นมาประคองหญิงสาวให้นั่งลงอีกครั้งพลางลอบสบสายตากับชิงเสอแล้วพากันส่ายหน้า
ทุกครั้งที่เมามายลักษณะนิสัยของจ้าวซินผิงจะเปลี่ยนเป็คนละคนจากเคยพูดน้อยสงวนท่าทีกลับกลายเป็พูดพล่ามไม่หยุด และบางครั้งก็มีพฤติกรรมแปลกประหลาดเข้ามาร่วมด้วยนำพาให้คนรอบข้างต้องปวดเศียรเวียนเกล้า
“งั้นรึ? ดี! เช่นนั้นก็แล้วไป…ข้าเองก็มิมีเวลาสนใจเื่เหล่านี้เช่นกันข้ายังต้องช่วยหลานชายทวงบัลลังก์!” จ้าวซินผิงลุกขึ้นมายืนพล่ามใส่อารมณ์ออกท่าทางอีกรอบ
สิ้นเสียงนางกลับยืนหลับกลางอากาศทิ้งตัวลงมาเสียอย่างนั้นอาศัยความไวของชายหนุ่มจึงสามารถรับร่างไว้ได้ทัน เมื่อเห็นสายตาตกตะลึงของหนูน้อยชิงเสอถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
จริงอยู่…แม้นนายหญิงของเขาจะมีรูปลักษณ์งดงามปานล่มเมืองแต่กลับขาดคุณสมบัติที่สตรีครองเรือนพึงมีเป็อย่างยิ่งบางครั้งเขาเองก็ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่านางเป็หญิงสาว ทั้งความสามารถ ลักษณะนิสัยการพูดจา ความเด็ดขาด ล้วนองอาจสง่าผ่าเผยเสียยิ่งกว่าชายอกสามศอกหากเกิดเป็บุรุษคงได้เป็ที่กล่าวขานหมายปองของสตรีทั้งแผ่นดิน ต้าหนิวได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างแสนเสียดาย
“ข้าพบเบาะแสแล้วดินแดนแห่งนั้นจะปรากฏขึ้นในคืนจันทร์เต็มดวง”จ้าวซินผิงยิ้มกริ่มเปิดประเด็นบนโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี
“ลึกลับเช่นนี้เองเล่า…พยายามสืบเสาะเท่าไหร่จึงมิเคยได้ความนายหญิงได้ร่องรอยมาจากที่ใดหรือขอรับ?” ชายหนุ่มถามด้วยความแปลกใจ
“ตาเฒ่าหลิวสหายข้าเขาเคยพลัดหลงไปที่นั่นเช่นกัน”
“ที่แท้เบาะแสก็อยู่เพียงปลายจมูก”ชิงเสอกล่าวอย่างร่าเริงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“อีกสองวันพวกเราจะออกเดินทางพวกเ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม”
“เ้าค่ะ”
“ขอรับ”
ครั้นดาวเหนือปรากฏบุคคลทั้งสามก็เริ่มออกเดินทางตามเส้นทางแห่งดวงดาวจวบจนสองสามราตรีถัดมาจึงได้พบดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางนภายิ่งดึกสงัดยิ่งััได้ถึงพลังวัตรอันรุนแรงแผ่กระจายครอบคลุมเป็บริเวณกว้างพุ่งมาจากทางทิศเหนือ
“เราคงใกล้ถึงจุดหมายแล้วนะเ้าคะ”แม้แต่สตรีผู้บอบบางที่สุดในกลุ่มยังััได้
“ข้ารู้สึกได้ถึงกระแสพลังวัตรที่ไม่ธรรมดา”ชายหนุ่มมีสีหน้าท่าทางตื่นเต้น
“เป็เช่นนั้น!” สตรีชุดดำตอบเสียงขรึม
เพียงชั่วระยะเวลาอึดใจ่ยามจื่อทั้งสามได้พบม่านพลังสีทองส่องสว่างเปล่งประกายเหนือผืนทรายกว้างจึงพากันเดินเข้าไปในม่านสนามพลังกลับให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่ง และพอก้าวพ้นออกมาตรงหน้าของพวกเขาพลันปรากฏภาพทะเลสาบขนาดใหญ่มีรูปลักษณ์ดั่งจันทร์เสี้ยวรายล้อมด้วยต้นไป๋หลางพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาบังเกิดเสียงหวีดหวิวเป็ระลอกชวนวังเวงใจยิ่งนัก
ถัดจากทะเลสาบเข้าไปมองเห็นเป็เงาหน้าผารางๆทันใดนั้นวงแหวนเฮยต้งก็เกิดประกายลำแสงประหลาดทอดยาวลงไปใต้ผืนน้ำเหมือน้านำทางไปยังที่ใดสักแห่งทำให้จ้าวซินผิงพลันนึกถึงนิทานของหลิวเย่
“พวกเ้ารั้งรอข้าอยู่บริเวณนี้ข้าจะลงไปสำรวจใต้น้ำดูสักครา” เมื่อกล่าวจบจ้าวซินผิงปลดสัมภาระและถอดชุดคลุมออกวางกองทิ้งไว้กระโจนลงไปในทะเลสาบทันที ทั้งสองได้แต่มองตามอ้าปากค้างนางเป็เช่นนี้เสมอคิดเร็วทำเร็วมิเคยกังวลต่อสิ่งใด
เบื้องบนว่าเหน็บหนาวแล้วแต่ภายใต้กระแสน้ำยามค่ำคืนกลับเย็นเยียบยิ่งกว่า หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกคมมีดบางกรีดทั่วทั้งตัวแผลแล้วแผลเล่าบาดลึกเข้าไปจนถึงกระดูกหากมิใช่เพราะมีร่างกายอันทรหดอดทนต่อความยากลำบากและจิตใจที่มุ่งมั่นแข็งแกร่งประดุจหินผาเห็นทีคืนนี้นางอาจสิ้นชีพกลายเป็ภูติพรายเฝ้าท้องทะเล
หญิงสาวแหวกว่ายตามลำแสงนำทางจากวงแหวนไปเรื่อยๆ แสงจันทร์ส่องสว่างและพื้นน้ำกระจ่างใสทำให้พอมองเห็นบรรยากาศภายใต้ผิวน้ำเมื่อถึงปลายทางนางออกแรงดึงทึ้งสาหร่ายทะเลตรงหน้าแยกออกเป็ทางสองมือกลับไขว่คว้าเปะปะได้กล่องขนาดย่อมมาใบหนึ่งจ้าวซินผิงรีบเก็บไว้ในวงแหวนแล้วถีบตัวขึ้นสู่เหนือผิวน้ำอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายโผล่พ้นน้ำก็หายใจเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนตั้งสติว่ายเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว
“นายหญิงรีบห่มผ้าก่อนเถิดเ้าค่ะ”ชิงเสอนำผ้าห่มผืนหนามาคลุมกายให้ในทันที นางยืนรออย่างกระวนกระวายใจอยู่นานแล้ว
ทั้งสองเดินหายลับเข้าไปในดงไป๋หลางพบต้าหนิวกำลังก่อไฟกองใหญ่ ้าเปลวไฟมีกาน้ำแขวนอยู่
“ดื่มชาก่อนขอรับนายหญิง”ชายหนุ่มรีบเทชาอุ่นจากกาส่งให้ เมื่อคนทั้งสองหย่อนตัวนั่งลงผิงไฟ
“มิใช่ศัสตราวุธเทพที่ข้า้าตามหา”นางบอกกล่าวเพียงสั้น ๆ
“หรืออาจอยู่บนนั้น” สิ้นเสียงชิงเสอ คนทั้งสองหันไปตามทิศทางที่นางชี้นิ้วจับจ้องบริเวณหน้าผาพร้อมกันต่างคนต่างเหม่อความคิดล่องลอยไปไกล
“คืนนี้พักเอาแรงกันก่อนพรุ่งนี้ค่อยเริ่มสำรวจกัน ต้าหนิว เ้าอยู่เวรคนแรก”
“ขอรับนายหญิง”
ทุกคนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตนเองแม้บรรยากาศยามค่ำคืนจะเหน็บหนาวแต่ใจทุกคนกลับรู้สึกยินดีวันนี้พวกเขาได้บรรลุเป้าหมายไปอีกขั้น!
แสงแดดอ่อนยามเช้าทอประกายสาดส่อง ปรากฏภาพหน้าผาสูงชันบริเวณด้านล่างมีวัดร้างตรงเชิงเขาอยู่ในสภาพทรุดโทรมผุพังตามกาลเวลาครั้นแหงนหน้ามองย้อนขึ้นไปจึงเห็นปากถ้ำยื่นออกมาสามแห่ง
บุรุษสตรีสามร่างแต่งกายรัดกุมทะมัดทะแมงตระเตรียมอุปกรณ์พร้อมสรรพ
“ถ้ำอยู่ห่างกันมากคงต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะเ้าค่ะ”สาวงามเอ่ยขึ้นหลังจากประเมินด้วยสายตา
“เริ่มจากถ้ำใดก่อนดีขอรับ”
“ตำแหน่งใกล้สุดก่อนแล้วกัน”สิ้นคำสตรีชุดดำโผนตัวปีนป่ายขึ้นไปตามโขดหินอย่างแคล่วคล่องว่องไว
ใช้เวลาไม่เกินสี่เค่อก็ถึงจุดหมาย นางผูกเชือกตรึงไว้กับโขดหินอย่างแ่าแล้วจึงโยนปลายเชือกอีกด้านลงไปให้องครักษ์ปีนตามกันขึ้นมา
บรรยากาศภายในถ้ำค่อนข้างอับชื้นมีเส้นทางคับแคบหลังจากเดินเข้าไปชั่วหนึ่งก้านธูปจึงพบลานกว้าง เมื่อจุดคบเพลิงขับไล่ความมืดกลับปรากฏหลวงจีนไม้แกะสลักขนาดเท่าคนจริงเรียงรายอยู่เป็จำนวนมาก
“แปลก!ข้าััได้ถึงพลังวัตรอันบางเบา แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่เลยนะเ้าคะ”ชิงเสอเอ่ยขึ้นหลังจากช่วยกันสำรวจจนทั่วบริเวณ
“ฝีมือผู้ใดกัน?”ชายหนุ่มครุ่นคิด…ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างยากลำบากจึงไม่น่านำสิ่งของเหล่านี้เข้ามาในถ้ำได้โดยง่าย
“อย่าแตะต้องรูปสลักเหล่านี้!ไปถ้ำแห่งอื่นกันเถิด” จ้าวซินผิงออกปากห้ามเสียงดังตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นต้าหนิวกำลังจะยื่นมือออกไปัั ก่อนเดินนำตัวปลิวออกไปยังนอกถ้ำ
โพรงหินแห่งที่สองแตกต่างจากถ้ำแรกมีแสงสว่างรอดเข้ามาประปรายอากาศถ่ายเทไม่อับทึบบริเวณผนังพบภาพเขียนสีสะท้อนถึงความเชื่อเกี่ยวกับเทพเซียน ปีศาจ ความดี ความชั่วและกฎแห่งกรรม
“เห็นกันอยู่ว่ามีประตูตรงนี้แต่กลับเปิดไม่ออกขอรับข้าลองผลักดูแล้วคาดว่าคงมีกลไกซ่อนอยู่” ต้าหนิวคาดคะเน
ทุกคนพยายามค้นหากลไกลับเพื่อเปิดประตูหลังจากยืนพิจารณาภาพวาดบนผนังอยู่พักใหญ่จ้าวซินผิงได้ลองวางมือลงบนภาพวาดประตู์
“ครืน-----!” ประตูค่อย ๆขยับเลื่อนเปิดออก
“พวกเ้ารีบเข้าไปหาอะไรมาขัดประตูไว้ระวังตัวกันด้วย!” หญิงสาวรีบะโบอก
สองร่างผลุบหายเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วสักพักชายหนุ่มโผล่มาพร้อมกับกระถางธูปใบใหญ่เขาวางมันลงเพื่อใช้ขัดประตูไว้“ด้านในปลอดภัยขอรับนายหญิง”
“ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเห็นทีคืนนี้พวกเราคงต้องนอนเอาแรงกันที่นี่ข้าจะเตรียมอาหาร พวกท่านเชิญพักผ่อนกันก่อน”ชิงเสอกล่าวขึ้นพลางเดินวนจุดไฟรอบห้อง
ภายในห้องลับเต็มไปด้วยตำรา คัมภีร์ บันทึก พระธรรมคำสอนภาพวาดและวัตถุโบราณต้าหนิวนั่งจ่อมอยู่กับกองคัมภีร์ยุทธ์เขาอ่านพลางออกท่าทางประกอบอย่างหลงใหลคลั่งไคล้
จ้าวซินผิงเลือกนั่งบริเวณปากถ้ำนางเหม่อมองดูดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวพ้นจากเส้นขอบฟ้าราวกับตกอยู่ในภวังค์เมื่อนึกขึ้นได้จึงหยิบกล่องที่เก็บจากท้องทะเลขึ้นมาทำความสะอาดครั้นเปิดดูภายในจึงพบของวิเศษสามชิ้นและคัมภีร์โบราณอีกสองเล่มด้วยพลังอันลึกลับจึงทำให้สิ่งของทุกชิ้นภายในกล่องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
นางเพียงกวาดตามองย่อมรู้ได้ในทันทีว่าเป็สิ่งใดหนังสือตระกูลมีบันทึกเื่ราวเอาไว้
‘กำไลหยกพิสุทธิ์’ สำแดงอิทธิฤทธิ์ล่องหนหายตัว ‘เข็มหยกพิสุทธิ์’ ขจัดพิษทุกชนิด ‘ยาหยกพิสุทธิ์’ รักษาแผลภายนอกดุจดั่งไม่เคยได้รับาเ็มาก่อน
สิ่งวิเศษทั้งสามล้วนสร้างจากหินหยกพิสุทธิ์ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากการหลอมรวมตามธรรมชาติณ รอยต่อดินแดนแห่งพิภพทั้งแปด
ส่วนคัมภีร์ลับอีกสองเล่มเป็คัมภีร์หัตถ์เทวะและคัมภีร์โอสถเทพมาร
นอกจากโลกมนุษย์แล้วยังมีพิภพในดินแดนลับแลที่เรียกขานกันในนาม ‘สี่มหาสมุทรแปดดินแดน’ ได้แก่ ทะเลตงไห่ ทะเลซีไห่ ทะเลหนานไห่ ทะเลเป๋ยไห่ และดินแดน์ดินแดนวิหค ดินแดนมาร ดินแดนคุนหลุน ดินแดนบาดาล ดินแดนบุปผา ดินแดนชิงชิวและดินแดนเซียน