ไม่อยากเป็นแล้ว ตัวเอกของเรื่อง

    ตอนที่ 37 ยากจนอีกครั้ง

            “เหอะ!!! เป็นอย่างที่พวกเราคิดกันจริงๆ ห้องพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองต้าเฉิง ห้องธรรมดาก็แพงถึงห้องละ 7 เหรียญเงินแล้ว ห้องใหญ่ชั้นบนห้องละ 10 เหรียญเงินต่อ 1 คืน  ห้องหนึ่งพวกเราคงเบียดๆ กันนอนได้ห้องละ 4-5 คน อย่างน้อยก็ต้องเปิดห้อง 7 ห้อง ใช้เงินร่วม 50 เหรียญเงินเลยทีเดียว” หลินชิงเยียนผู้ออกไปสืบราคาห้องพักของโรงเตี๊ยม บ่นระบายออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก (1000 เหรียญทองแดง = 1 เหรียญเงิน , 100 เหรียญเงิน = 1 เหรียญทอง)

            “ทำอย่างไรดี หากต้องจ่ายค่าที่พักและยังต้องหาซื้อเสบียงสำหรับเดินทางต่อไปอีก ข้าคิดว่าเงินของพวกเรารวมกันก็ไม่น่าจะพอ นี่ยังไม่รู้เลยว่าที่เมืองผิงอินเราต้องใช้จ่ายอันใดกันอีก” หลินเหม่ยเจวี๋ยเอ่ยอย่างกังวล

            “ทางพวกเราก็ไม่น่าจะพอเช่นกัน” หูอันโหรวไหล่ตก ทำหน้าเศร้านางอยากอาบน้ำเป็นที่สุด

            “เช่นนั้นเราจะไม่พักที่เมืองต้าเฉิง เดินทางไปอีกหน่อยตอนที่อยู่บนภูเขาข้าเห็นว่า เส้นทางที่เราต้องเดินผ่านมีลำธารอยู่สายหนึ่ง เราจะไปตั้งที่พักที่นั่นจะได้อาบน้ำกัน” หลินซ่งสวินตัดสินใจ

            “กู้ฉีบอกว่าจากเมืองต้าเฉิงไปจนถึงเมืองผิงอัน จะมีหมู่บ้าน มีบ้านเรือนคนตลอดทางไม่ใช่เส้นทางเปลี่ยวเลย เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องซื้อเสบียงจากในเมืองไปมากนัก ไปขอซื้อวัตถุดิบง่ายๆจากชาวบ้านน่าจะประหยัดและราคาถูกกว่าในเมืองต้าเฉิงแน่” หูกุ้ยแนะนำ

            “ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็เอาตามนั้นแล้วกันนะ” หลินซ่งสวินกวาดสายตามองทุกคน ที่กำลังพยักหน้าตามกันหงึกหงัก

            หลินหนิงชิน “-------” นี่ข้ากลับมายากจนอีกแล้วใช่หรือไม่

            ออกจากเมืองต้าเฉิง เดินทางต่ออีกครึ่งค่อนวันพวกเขาก็มาถึงลำธารใสสะอาดสายหนึ่ง ใกล้ๆมีต้นไม้ใหญ่เรียงรายสองฝากฝั่งให้ความร่มรื่น มีโขดหินประปรายพอให้นั่งพักบนพื้นเรียบลื่นได้บ้าง

            สตรีทั้ง 6 คน เลือกจุดที่ลับตามีโขดหินล้อมรอบปิดบังสายตาได้เป็นอย่างดี ผลัดกันลงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย  กลุ่มบุรุษต่างก็กระโดดลงน้ำเล่นกันสนุกสนานอยู่อีกทางหนึ่ง

            เมื่อตะวันกำลังจะตกดิน ทุกคนก็มารวมตัวกันก่อไฟย่างปลาที่พวกเขาจับได้มาไม่น้อยเลยเมื่อช่วงเย็น เว่ยหรงพยุงเว่ยขุยที่บาดแผลหายสนิทแล้ว แต่ยังเดินได้ไม่สะดวกนักมานั่งรวมกลุ่มกับทุกคน

            "เว่ยหรง เจ้าน่าจะฝึกฝนวิชายุทธ์ไว้นะ อย่างน้อยก็จะได้ป้องกันตัวเองได้" หลินซ่งอวี้เปิดประเด็น เว่ยหรงอายุ 17 ปี เท่ากับเขาและหลินไฉ่หง

            "ครอบครัวข้ายากจนมากเลย ที่แคว้นสุ่ยบ้านเกิดของข้าก็มีคนทำการเกษตรน้อยมากขาดแคลนอาหาร พวกเราจึงอพยพมาที่แคว้นเหอ    ระหว่างทางก็บาดเจ็บล้มตายกันไปเรื่อย ๆ  เราไม่มีอาหารดีๆ กินหรอกจะเอาอะไรมาเสริมพลังปราณเพื่อฝึกฝนกันล่ะ  ทำงานใช้แรงงานหนักมาหลายแห่ง จนในที่สุดครอบครัวก็เหลือเพียงเราสองคนพ่อลูกเท่านั้น"

            "พี่ซ่งสวิน พี่เจียวหย่ง พี่คิดว่าจะให้เขาทั้งสองคนติดตามพวกเราไปร่วมสำนักเย้าเตียนด้วยได้ไหมขอรับ"

            "ตอนนี้ทั้งสองคนก็ไร้ที่พัก ท่านลุงเว่ยขุยก็ยังบาดเจ็บ อย่างไรพวกเราก็ทิ้งเขาทั้งสองไว้ไม่ได้คงต้องพาไปด้วยกันนั่นล่ะ   แต่ทางสำนักเย้าเตียนจะรับคนไว้หรือไม่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น" หลินเจียวหย่งเป็นผู้ตอบคำถามของหลินซ่งอวี้

            สองพ่อลูกสกุลเว่ยก้มหน้าดวงคาคลอไปด้วยม่านน้ำตา คนเหล่านี้ไม่ได้คิดจะทิ้งพวกเขาทั้ง ๆที่สามารถทำได้โดยไม่ผิดศีลธรรมอันใด  ทั้งช่วยชีวิต ทั้งรักษา บัดนี้แม้แต่อาหารและน้ำดื่มก็ล้วนได้มาจากพวกเขาทั้งนั้น

            หลินซ่งอวี้กล่าวต่ออย่างรู้ใจว่า "ท่านทั้งสองก็อย่าได้คิดเป็นบุญคุณอะไรกันเลย แต่หากอยากตอบแทนพวกเราก็ช่วยดูแลน้องสาวคนเล็กของเราให้ดีเท่านั้นก็พอ นางดื้อรั้นนัก"

            หลินหนิงชินหันขวับมามองหน้าพี่ชายคนรอง "ข้าดื้อรั้นที่ไหน ข้าเชื่อฟังพวกท่านมาตลอดทางเลยนะ"  

            "เจ้าแทบจะเป็นบรรพบุรุษของเราแล้วด้วยซ้ำอาหนิง มีใครบ้างไม่ตามใจเจ้า มีใครคัดค้านอันใดเจ้าได้สักเรื่องหรือไม่  หึ...ต่อให้ข้าขอเว่ยหรงกับท่านลุงเว่ยขุยให้ดูแลเจ้า ข้าก็รู้ดีว่าเขาทั้งสองก็ย่อมเชื่อฟังคำเจ้าอยู่ดี"  

            หลินซ่งอวี้บ่นน้องสาว แต่ทุกคนในสกุลหลินต่างก็อมยิ้มพยักหน้าตามช้าๆ. ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาคุ้นเคยกับการเชื่อและทำตามคำพูดหลินหนิงชินกันแล้ว

            "ท่านลุงกับพี่ชายเว่ยหรง มาคอยดูแลข้าก็ดีเจ้าค่ะ ตอนที่ข้าฝึกหลอมโอสถ ก็สะสมโอสถเสริมปราณไว้ไม่น้อยเลย พวกท่านคุ้มครองข้า ข้าก็จะมอบโอสถเสริมปราณให้เป็นค่าตอบแทน หวังว่าพวกท่านจะรังเกียจ"  

            หลินหนิงชินกล่าวอย่างเบิกบานใจ หากสนับสนุนให้ทั้งสองคนเป็นผู้ฝึกปราณได้ นางก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของพี่ชายทั้งสองกับพี่ไฉ่หงมิใช่หรือ  สองพ่อลูกสกุลเว่ยนี่นางรับมือได้แน่นอน 

            "แม่นางน้อย โอสถเสริมปราณนั่นราคาแพงมากเลยมิใช่หรือ พวกเราจะรับไว้เป็นค่าตอบแทนได้อย่างไร"

            "ท่านลุงเว่ย โอสถที่ข้าเก็บไว้นี้เป็นโอสถที่ขึ้นรูปได้ไม่สวยงาม บางเม็ดก็แตกหักแต่คุณภาพยังคงเดิม โอสถเหล่านี้นำไปขายไม่ได้เจ้าค่ะ มอบให้ท่านกับพี่ชายใช้ไม่นับว่าข้าขาดทุนอันใดเลย"

            เว่ยขุยน้ำตาไหลนองหน้า ส่วนเว่ยหรงก็ตาแดงก่ำ ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้รับโอกาสให้เป็นผู้ฝึกปราณ

            "น้องสาวหนิงชิน ต่อไปนี้เราสองคนพ่อลูก จะติดตามเจ้า ข้าสาบานจะภักดีและซื่อสัตย์ต่อเจ้าไปตลอดชีวิต"

            หลินหนิงชินไม่ปฏิเสธ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำลายน้ำใจของเขา อีกอย่างนางพอใจยิ่งนักที่จะมีมือเท้ามาช่วยงานเพิ่มขึ้น แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีความสามารถไปถึงระดับไหน

    ……….

            การเดินทางต่อมาของคนทั้งกลุ่ม ไม่ได้รับความลำบากมากนัก หลังจากเดินผ่านภูเขาอีกสองสามลูก ก็มีหมู่บ้านเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วตลอดเส้นทาง ทุกห้าวันเจ็ดวันพวกเขาก็จะขอใช้น้ำจากบ้านเรือนผู้คนเพื่ออาบน้ำกันได้ตลอด อาหารก็ขอแบ่งซื้อจากชาวบ้านได้ไม่แพงมากนัก ชาวบ้านเดิมทีต้องเดินทางไปขายของป่าในเมือง เวลานี้มีคนมาซื้อถึงที่ก็เต็มใจที่จะขายให้พวกเขา

            “อันโหรว เจ้ารู้เรื่องสำนักเย้าเตียนบ้างหรือไม่” จงเป่าเป้ยถามหูอันโหรว ขณะเดินไปตามทางที่เป็นพื้นดินสีแดงคล้ายสนิม

            "ก็พอรู้มาบ้างเจ้าค่ะ สำนักเย้าเตียนเป็นสำนักขนาดเล็ก มีจำนวนศิษย์ทั้งหมดราว ๆ 700 คน เจ้าสำนักเย้าเตียนเป็นผู้หลอมโอสถระดับราชันขั้นกลาง ปิดด่านอยู่ในตำหนักไม่พบเจอผู้ใดมา 5 ปีแล้ว  มีอาจารย์เจ้าตำหนักสองคน คืออาจารย์ผู้หลอมโอสถ และอาจารย์ผู้ฝึกยุทธ์ ส่วนระดับการฝึกฝนข้าไม่ทราบ กิจในสำนักเวลานี้ ดูแลโดยอาจารย์เจ้าตำหนักที่เป็นผู้หลอมโอสถ มีศิษย์ผู้หลอมโอสถประมาณ 40 คน นอกนั้นล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีหน้าที่คุ้มครองสำนักและโถงจำหน่ายโอสถที่หน้าสำนัก ระดับการฝึกฝนหรือรายละเอียดมากกว่านี้ข้าก็ไม่รู้แล้วเจ้าค่ะ"

            "ตระกูลหลินของสามีข้า มีคนประมาณ 600 คน เช่นนั้นสำนักเย้าเตียนก็น่าจะมีขนาดเท่ากับจวนๆหนึ่ง" จงเป่าเป้ยรำพัน

            "น่าจะมีพื้นที่โดยรอบสำนักมากกว่าจวนทั่วไปนะเจ้าคะ ได้ยินว่าพวกเขาทำการเพาะปลูกสมุนไพรกันเอง" 

            "พี่อันโหรว แล้วพี่รู้เรื่องการทดสอบเข้าสำนักเย้าเตียนหรือไม่เจ้าคะ" หลินหนิงชินถามขึ้นมาบ้าง

            "เอ๋...ข้าไม่รู้ว่าจะมีการทดสอบเลยนะหนิงชิน"

            "ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็เป็นผู้หลอมโอสถเหมือนกัน สำนักคงไม่สร้างความลำบากให้พวกเรานัก"

            “อืม อีกไม่กี่วันก็จะเข้าเขตเมืองผิงอันแล้วเป็นอย่างไรเดี๋ยวก็ได้รู้” จงเป่าเป้ยจบการสนทนาอย่างคาดหวัง


    คล้ายกับเรื่องไม่อยากเป็นแล้ว ตัวเอกของเรื่อง ที่คุณอ่าน

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570