หลายวันต่อมา ผู้กองเชอร์วี่ ได้เข้าไปรายงานตัวเซ็นเอกสารเพื่อรับอาวุธและยุทธปัจจัยในการทำาที่กองบัญชาการท่าแขก วันนี้อากาศร้อนกว่าทุกวัน ผู้กองเชอร์วี่ จ่าปิแอร์ จ่าเจ็ทและทหารอีก3นาย ขับเรือยนต์เลาะริมโขงไปยังเมืองท่าแขก พอเสร็จธุระ เขาเริ่มรู้สึกง่วงเพราะความเพลีย จึงชวนทุกคนไปหากาแฟดื่มแก้ง่วง แล้วเดินมาที่ตลาดท่าแขก เป็ตลาดเล็กๆซึ่งสร้างขึ้นใหม่หลังจากถูกโจมตี คนในตลาดตื่นตระหนกใ เพราะเห็นทหารฝรั่งเศสมาเดินลาดตะเวน
ผู้กองเชอร์วี่ เดินนำกลุ่ม ไปแวะร้านกาแฟเล็กๆ เป็ร้านกาแฟโบราณ ขายกาแฟดำใส่นมนั่นเอง
“จ่า สั่งได้เลยนะ กินอะไรดี วันนี้ผมจ่ายเอง” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเหนื่อยๆ“ผู้กองใจดีอีกแล้ว งั้นพวกผมเอากาแฟร้อนเหมือนกันหมด ครัวซอง3อัน ยัดไส้หมูหยอง “ จ่าปิแอร์บอกพลางยิ้มหน้าบาน ครู่ต่อมาคนขายเอากาแฟมาเสริฟพร้อมครัวซอง ท่าทางกลัวๆ ถือถาดมือไม้สั่น ทุกคนดื่มกาแฟแล้วทำท่าทางพะอืดพะอม เพราะรสชาติขมตัดหวาน “หวานเป็นลม ขมเป็นยา นะผู้กอง วันนี้ผู้กองเลี้ยง เราต้องกินให้หมด” จ่าปิแอร์กล่าว เหมือนประชด เพราะกาแฟขมมาก ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด และขนมปังครัวซองเหนียวจนจะกินไม่ได้ ทุกคนมองหน้ากัน ทำสีหน้าไม่ถูก “จ่า วันนี้ท่านแม่ทัพให้เราเอารถจิ๊บทหารกลับไปที่ค่าย จ่าขับรถให้ผมด้วย เราจะขับนำ รถจีเอ็มซี ที่ขนอาวุธและยุทธปัจจัย ไปทางเส้นทางลัดหนองบก ถนนสายนั้นจะดีกว่าทางเลาะริมโขง คืนนี้กว่าจะถึงค่ายคงใช้เวลาหลายชั่วโมง ส่วนจ่าเจ็ทกับทหารคนอื่น ขับเรือกลับไปที่ค่ายให้ผม คงต้องรีบเดินทาง เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน” ผู้กองเชอร์วี่สั่ง เสียงหนักแน่น ทุกคนตะเบะรับคำสั่งและทำความเคารพ แล้วแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ ผู้กองเชอร์วี่เดินไปจ่ายเงินค่ากาแฟ ยื่นเงินให้แล้วบอกไม่ต้องทอน คนขายดีใจจนแก้มปริ จ่าปิแอร์ขับรถจิ๊บนำหน้า รถจีเอ็มซีสามคันที่บรรทุกของหนัก ทางขรุขระสร้างความลำบากในการเดินทางมาก ผู้กองเชอร์วี่มองหน้าจ่าปิแอร์หลายครั้ง เพราะหน้าตาเหนื่อยๆ อิดโรย เหมือนจ่าอดนอนหลายวัน“จ่า ถ้าไม่ไหว บอกผมนะ เปลี่ยนผมขับก็ได้ ผมขับเอง นี้ก็มืดแล้ว ว่าแล้วต้องมืดกลางทาง” ผู้กองเชอร์วี่ เอ่ยขึ้น ทำเสียงพึมพำๆ ทางลูกรังขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ บางที่ก็เป็นดินทราย เหมือนทางเกวียน “ยังไหวครับผู้กอง ผมไม่เป็นไร ขอบใจหลายๆครับ ” จ่าปิแอร์ตอบ น้ำเสียงขี้เล่น“วันนี้ร้อนนะจ่า อบอ้าวหายใจไม่ออก ไม่มีลมพัดเลย ฟ้าก็มืด เมฆบังจันทร์เหมือนฝนจะตก” ผู้กองเชอร์วี่ พูดพลางยกมือขึ้น แกะกระดุมเสื้อเม็ดแรกออก แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ เงยมองขอบฟ้าไกล ถอนหายใจยาว เวลาผ่านไปเกือบตีสี่ ใกล้จะถึงค่ายเต็มที ผู้กองเชอร์วี่ เริ่มง่วง แสบตา ปวดเมื่อยต้นคอ แต่เขาก็ต้องพยายามชวนจ่าปิแอร์คุยเพราะกลัวจะเผลอหลับ ขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงตะโกนดังมาไม่ไกล จากข้างหลัง ทันใดนั้น รถจีเอ็มซี คันท้ายสุด ก็หยุดกะทันหัน พร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวก“หยุดนะ! อย่าต่อสู้ ถ้าบ่อยากตาย วางปืนลง ยกมือขึ้น” ชายนิรนามนับสิบคน ร้องตวาดเสียงดัง เสียงปืนยิงต่อต้านดังสนั่นหวั่นไหว การปล้นอาวุธ! ผู้กองเชอร์วี่ หันขวับไปมองหา ที่มาของเสียงอย่างรวดเร็ว เขาขบกรามแน่น รีบคว้าปืน “จ่าหยุดรถ เตรียมอาวุธ หาที่หลบ เร็ว ไป เราถูกโจรดักปล้น” ผู้กองเชอร์วี่สั่ง ตวาดเสียงดัง จ่าปิแอร์เหยียบเบรกกะทันหัน ดังเอี๊ยด! คว้าปืน ไถลตัวกลิ้งลงจากรถไปหลบที่พุ่มไม้ข้างทาง ส่วนผู้กองเชอร์วี่ กระโดดไปหลบอีกด้านหนึ่ง กองโจรยิงกระหน่ำ แล้วก็ขนเอาอาวุธบางส่วนในรถคันสุดท้ายไป โจรนับสิบหายไปในพริบตา ผู้กองเชอร์วี่และจ่าปิแอร์ ยิงตามไปหลายนัด แล้ววิ่งตามไปดู แต่ไม่ได้ผล น่าโมโหและเจ็บใจที่สุด เขารีบวิ่งกลับมาดูคนเจ็บ ทหารพลขับถูกโจรตบด้วยด้ามปืนไปหลายฉาด หัวแตกจนสลบเลือดไหลเป็นทาง อีก 2 นายบาดเจ็บที่ขา ผู้กองเชอร์วี่และทหารคนอื่น รีบวิ่งไปช่วยทหารบาดเจ็บ ถอดเสื้อมัดแผลห้ามเลือดไว้ เขามือไม้สั่น เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว จ่าปิแอร์พยายามใช้วิทยุสื่อสาร แต่ติดต่อไม่ได้ เพราะเครื่องมือสื่อสารถูกทำลาย กระจกรถแตกละเอียด“จ่า ติดต่อใครได้บ้าง มีทางเดียว คุณต้องขับรถพาคนเจ็บกลับค่ายให้เร็วที่สุด ผมจะเฝ้าอาวุธที่นี่” ผู้กองเชอร์วี่บอกเสียงสั่น หน้าเคร่งเครียดสุดๆ ใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในขณะที่ทุกคนกำลังพยายามเคลื่อนย้ายคนเจ็บอยู่นั่นเอง พลันแสงไฟฉายจากรถอีกคันที่กำลังขับสวนมา ได้ส่องมากระทบหน้า ผู้กองเชอร์วี่“เฮ้ย ทหารฝรั่ง มาจอดรถหยังตีสี่ ตีห้า มีคนเจ็บตั้วะน่ะ จ่าเคนจอดรถ เร็วๆ” ผู้พันเสือกับทหารอีกสองคนอยู่ในชุดทหาร กำลังจะไปราชการที่ท่าแขก แต่เช้ามืด พวกเขาจอดรถแล้ววิ่งลงไปดู ทั้งๆที่ไม่ชอบทหารฝรั่ง แต่เพื่อมนุษยธรรม ผู้พันเสือจึงไม่อาจเพิกเฉยได้ ผู้กองเชอร์วี่แปลกใจ และใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย“บงชูร์ เชอมับแปล์ กาปิแตนเสือ อาลงนูท่าแขก พีชวูซีดิ”ผู้พันเสือทักทายแนะนำตัวเป็นภาษาฝรั่งเศส และบอกว่าเป็นทหารกำลังจะไปท่าแขก ผู้กองเชอร์วี่และจ่าปิแอร์ตะเบะทำความเคารพ“พูดภาษาลาว กะได้ ผู้พันเสือ ข้าพเจ้ากับจ่าเข้าใจ ข้าพเจ้า เรือเอกเชอร์วี่กับจ่าปิแอร์ ขอบใจสำหรับความช่วยเหลือ ในครั้งนี้” ผู้กองเชอร์วี่ตอบภาษาลาว เสียงแหบแห้ง ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ“เฮาสิพา คนเจ็บไปส่งโรงหมอ อยู่ค่ายบึงสานแม่นบ่” ผู้พันเสือถาม“แม่นแล้วเจ้า กำลังสิไปค่ายบึงสาน เลยถูกโจรมันดักปล้นกลางทาง” ผู้กองเชอร์วี่ตอบ อย่างคับแค้นใจสุดๆ ผู้พันเสือใจหายวาบ กลัวว่าคนที่ดักปล้นทหารฝรั่งจะเป็นชาวบ้านบึงสาน มีบางกลุ่มเป็นผู้ต่อต้านฝรั่ง คงจะต้องไต่สวนกันยาว คราวนี้เดือดร้อนกันทั้งเมืองแน่ๆ ผู้พันเสือคิด เขาให้ทหารเฝ้ารถไว้ แล้วช่วยพยุงคนเจ็บขึ้นรถ ขับไปส่งที่ค่ายบึงสาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมาก หลังจากนั้นทหารได้นำรถจีเอ็มซี ไปลากเอารถขนอาวุธมาที่ค่าย เสียงหวูดดังขึ้น ทหารฝรั่งเศส วิ่งกรูมารวมตัวกันที่หน้าบ้านพักผู้กองเชอร์วี่ มีการรายงานความเสียหายไปยังกองบัญชาการทันที การสนทนาเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ผู้พันเสือถือโอกาสขอตัวไปราชการต่อ อาจจะช้าไปหลายชั่วโมง แต่เขาก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเพื่อนทหารด้วยกัน นี่คือมนุษยธรรม